Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

ลิงค์ถาวร

 
 

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -29 เกี่ยวกับ numthang.org
<p><br />
อ่านไปหลายๆ ครั้งเข้า เอ๊ะ อะไรวะ มาร์กซิส อะไร เลนินนิสต์ ลัทธิมาร์ก เออ ไม่รู้จักหรอก ก็นำพาความสงสัยไปเรื่อยๆ ไปเดินหาหนังสือที่ไหนก็ไม่ค่อยจะเจอที่เกี่ยวข้อง ก็ไปศูนย์หนังสือจุฬาฯ ปรากฏว่ามันอยู่ตรงชั้นล่างสุดของชั้นหนังสือเลยต้องก้มแล้วเอี้ยวตัวไปตามสันหนังสือถึงจะเจอ เลยได้หนังสือมา 2-3 เล่ม อย่าง "อะไรนะลัทธิมาร์ก", "ลัทธิมาร์กกับพุทธศาสนา" แล้วอะไรอีกจำไม่ได้แล้ว อ่านแล้วจึงได้รู้จักคอมมิวนิสต์มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำพาตัวเองจมไปกับลัทธิคอมมิวนิสต์หรอกนะ อืม.. แต่ก็นับว่ากะโหลกของตัวเองได้เริ่มเปิดออกบ้างแล้วล่ะ นอกเหนือไปจากสิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน<br />
<br />
ทีนี้วันนึงรู้สึกเบื่อมั้งแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองพอแล้วมั้ง พอแล้ว เบื่อแล้ว พอคิดว่าตัวเองพอแล้ว คราวนี้เลยอยากทำประโยชน์ให้กับคนอื่นดูบ้าง ด้วยความคิดที่ว่าชีวิตปัจจุบันที่เป็นอยู่นั้น ไม่เคยช่วยเหลืออะไรตัวเองได้เลยไม่ว่าจะเป็น การผลิตอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น ถ้าไม่มีเงินมามากพอชีวิตก็จบกัน รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่รอคอยการพึ่งพาจากส่วนกลาง จากที่ได้ยินกันจนชินหูว่า "ทำไมรัฐไม่ทำอย่างนั้น ทำไมรัฐไม่ทำอย่างนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวของมัวทำไรอยู่"  เลยเป็นจุดเริ่มต้นว่า ชีวิตจะพึ่งพาตนเองได้อย่างไรอย่างยั่งยืน โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกมากนัก อย่างที่เค้าเรียกกันว่า Self Sufficiency<br />
<br />
เลยตั้งสิ่งนี้ขึ้นมาในการเผยแพร่ข้อมูลและเสมือนการทดลองทำเองไปด้วยแล้วมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อที่อยากจะรู้ว่าไอ้การพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืนมันควรจะเป็นอย่างไร แล้วจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะว่าตัวเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อน ก็เกิดมาในชีวิตชนชั้นกลางตามครรลองของมัน ไม่ได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มาก่อนแต่อย่างใด<br />
<br />
โครงการที่คิดเอาไว้ตอนนี้ก็มีอยู่ 3 เรื่อง คือ <strong>วิจัยการทำบ้านดิน, รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม, โครงการวิจัยเพื่อการผลิตอาหารและยารักษาโรคด้วยตนเอง และวิจัยด้านพลังงานทางเลือก </strong>แล้วข้อมูลเหล่านั้นจะเผยแพร่ออกทางเว็บไซต์นี้อย่างละเอียด ถ้าหากว่าดูแล้วน่าสนใจและต้องการสนับสนุนงานวิจัยสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ <a href="/content/135/">สนับสนุนโครงการ</a> ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินและมีส่วนร่วมไปกับงานวิจัยเหล่านี้ได้ทางเว็บไซต์ของเรา<br />
<br />
Numthang.org</p>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 14 Dec 2012 13:19 203.152.3.238]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -28 `เครือข่าย` ในความหมายที่เราสนใจ
<p><br />
ทีนี้แผนผังแบบ network จะเป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ ทุกคนจะอยู่ในระดับเดียวกันหมด แล้วทำงานภายใต้แผนงานเดียวกัน<br />
<br />
ในส่วนนี้เราจะเน้นเครือข่ายการพัฒนาชีวิตให้ยั่งยืน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สุขภาพ อาหาร ยารักษาโรค ระบบกองทุน สวัสดิการ รวมทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อให้เป็นแหล่งพึ่งพาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่อไป<br />
<br />
อ้างอิง<br />
<a target="_blank" href="http://www.phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&id=84&Itemid=49">หนังสือ เครือข่าย วัฒนธรรมองค์กรของโลกยุคใหม่</a></p>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 19 Aug 2010 09:34 203.152.4.163]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -27 ทางเลือกของที่อยู่อาศัย
<p><br />
วันหนึ่งๆ เราลองมองทะลุศักยภาพตัวเองดูว่าตัวเองนั้นทำอะไรได้บ้างในชีวิตๆ นึงเนี่ย หรือว่าทำเป็นแต่เขียนโปรแกรมเพียงอย่างเดียว ;p ก็ในเมื่อเห็นคนเค้าสร้างบ้านอยู่เองกันได้แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้เล่าก็เป็นมนุษย์เหมือนกันอ่ะ<br />
<br />
สำหรับบ้านทางเลือกทั้งหลายที่สามารถทำได้ด้วยมือของเราเองโดยที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญมากนักนั้น จริงๆ มีอยู่แล้วแต่ไม่เห็นหรือบางทีไม่ใช่ไม่เห็นแต่เห็นแล้วก็ไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเองเท่านั้น บ้านทางเลือกที่ผมสนใจมีอยู่ 2 แบบ คือ<br />
<br />
1. <strong>บ้านดิน</strong> - บ้านที่ทำจากดินเหนียว ฟางข้าว แกลบ ไม้ไผ่ หญ้าคา ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ไม่ยากนักในธรรมชาติ ยกเว้นในเมืองใหญ่<br />
2. <strong>บ้านไม้ไผ่</strong> - ไม้ไผ่เป็นวัสดุพื้นถิ่นที่มีความยั่งยืน โตเร็ว แต่มีข้อเสียเรื่องที่ต้องมีการซ่อมแซมบ้านบ่อยๆ เป็นเรื่องยุ่งยาก<br />
<br />
แต่บ้านทางเลือกทั้ง 2 แบบ กลับต้องพบกับอุปสรรคกับกฏหมายอาคารที่มองว่าบ้านทางเลือกเหล่านี้ เป็นบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถให้บ้านเลขที่ได้ ดังนั้น น้ำ ไฟ จึงอดตามไปด้วย เรื่องราวน่าเบื่อแบบนี้หาได้ง่ายในปัจจุบัน ทำให้เรามองเห็นอะไรที่เป็นพิมพ์เดียวกันหมดเสมอ ก็อย่างบ้านคอนกรีตนั่นยังไงเล่า<br />
<br />
<strong>ข้อมูลเพิ่มเติม</strong><br />
รูปภาพจาก <a href="http://www.baandin.org">บ้านดินอาศรม</a> <br />
<a href="http://www.siambaandin.com">สยามบ้านดิน</a> <br />
<a href="http://www.baandin.org/web/index.php?option=com_mamboboard&Itemid=75&func=view&id=102&catid=11">บ้านดิน.คอม</a></p>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 09 Jun 2012 17:47 203.152.3.251]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -26 ปัญหาเรื่องอาหารในยุคปัจจุบัน
<br />
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะเราไม่มีทางเลือกจึงได้ตกเป็นเหยื่ออยู่ร่ำไป อันที่จริงก็ต้องโทษตัวเราเองด้วยเหมือนกัน เพราะว่าไอ้เจ้ากลไกตลาด (ที่มีความต้องการของลูกค้าเป็นผู้กำหนด) นี่แหละ สิ่งที่ผิดธรรมชาติเหล่านี้ถึงได้มาตอบสนองเราๆ กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ที่กินได้ทั้งปี พืชผักแสนสวย แถมพวกยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมียังมีราคาถูก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตให้ได้เยอะๆ แล้วก็ด้วยกลไกตลาดอีกนั่นแหละที่ทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือก ทำตัวไหลไปตามกลไกตลาดเต็มที่ ด้วยความคิดที่ว่ายิ่งทำเยอะ ก็ยิ่งรวย นานวันเข้าก็ถอนตัวไม่ขึ้นเพราะว่าถ้าหยุดเมื่อไรก็อดเมื่อนั้น ทำอย่างอื่นก็ไม่เป็น ต้องซื้อหาอย่างเดียว ปัญหาพวกนี้มันก็ไม่ต่างจากคนเมืองชนชั้นกลางทั้งหลายนั่นแหละ แต่เกษตรกรลำบากกว่าตรงที่ไม่สามารถย้ายงานไปได้เรื่อยๆ เหมือนกับเราๆ จำต้องอดทนให้กับกลไกตลาดที่มีผู้บริโภคอย่างเราๆ กดขี่อยู่ร่ำไป<br />
<br />
ถึงแม้ว่าจะมีการผลิตอาหารกันอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้แล้ว แต่บรรดาอาหารทั้งหลายก็ยังไปกองอยู่กับกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อและถูกทิ้งให ้หมดอายุอยู่ในตู้เย็นตามครัวเรือนเหล่านั้นอีกเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมไปถึงอาหารหมดอายุอีกหลายตันที่ต้องถูกทิ้งตามห้างยักษ์ใหญ่ทั้งหล ายในแต่ละวัน เพราะจำหน่ายออกไปไม่หมด ไม่วายยังมีคนไม่ต่ำกว่าพันล้านบนโลกใบนี้ที่ไม่มีอาหารกินและแหล่งที่อยู่อาศัยเพียงพอ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 09 Jan 2007 14:36 203.152.3.235]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -25 ครัวสุขภาพ-บัลวี : น้ำพริกกุ้งแห้ง
วิธีทำ     <br />
ล้างกุ้งแห้งให้ความเค็มลดลงเสียบ้าง เผาพริก กระเทียม หอมแดงจนสุก ปอกเปลือกออก โขลกให้เข้ากันกับกุ้งแห้ง บีบมะนาวลงไป หากไม่เค็มค่อยเติมน้ำปลา<br />
<br />
       <br />
หมายเหตุ     <br />
คนไทยชอบกินน้ำพริก เพราะจะได้กินผักสดซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินซีแกล้ม หากอยากได้เบต้าแคโรทีนด้วยก็ให้เลือกผักใบเขียวจัด ๆ มากินกับน้ำพริก คนไทยสมัยก่อนเด็ดยอดมะกอก ยอดมะยม ยอดกระถิน ผักชีล้อม มากินแกล้มน้ำพริกนั่นแหละถูกหลักของการกินสารต้านอนุมูลอิสระเปี๊ยบเลย<br />
<br />
ที่เลือกกุ้งแห้งติดเปลือกมาตำน้ำพริกเพราะมีแคลเซียมสูง รู้หรือเปล่าว่ากุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะพูน ๆ น่ะมีแคลเซียมมากถึงเกือบ 1,000 มิลลิกรัม หากกินกัน 4 คนก็จะได้แคลเซียมเท่ากับนมยูเอชทีคนละ 1 กล่องแล้ว คนไทยน่ะกระดูกไม่ผุหรอกเพราะรู้จักกินแคลเซียมจากอาหารพื้นบ้าน เช่น กินปลาเล็กปลาน้อยที่กินทั้งก้าง กินแมลง กินหัวปลาทูอะไรทำนองนี้<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://balavi.com/">ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 27 Jun 2011 08:19 203.152.3.235]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -24 โลกร้อนมันเป็นไงนะ
<br />
แล้วไงอ่ะ มันส่งผลร้ายอย่างไร ก็ไอ้กระจกน่ะ เออ ยกตัวอย่างใหม่เอาให้ใกล้ตัวเข้าไปหน่อย เวลาเราจอดรถกลางแจ้งไว้สักชั่วโมง หลังจากเรากลับจาก shopping แล้วเรากลับเข้ามานั่งใหม่รู้สึกอย่างไร อูยยยย ใส่ไก่อบไว้ตัวกลับมากินได้เลยล่ะ (เหมือนโฆษณาฟิล์มติดรถยนต์ยี่ห้อนึง)<br />
<br />
ทีนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH2) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20) ก๊าซไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซเปอร์ฟลูโรคาร์บอน (CFCs) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอไรด์ (SF6) แต่วายร้ายอันดับหนึ่งเห็นจะเป็น CO2 หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะเป็นหลัก รถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งคนเดียวมีอัตราการทำลายล้างต่อประชากรสูงมากเพราะทำลายด้วยตัวคนเดียวไม่แบ่งใครเลย<br />
<br />
พวกก๊าชเหล่านี้มันลอยขึ้นไปปกคลุมโลกเราเอาไว้ ทำหน้าที่คอยกั้นรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้กลับออกไปจากโลกได้ (ตามรูป) ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลกระทบจากโลกร้อนทั้งสิ้น รวมทั้งระบบนิเวศน์ที่แปรปรวนสิ่งมีชีวิตเริ่มจะอยู่ไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เราจะไม่ทันได้ร้อนจนแทบอยู่ไม่ได้แต่เราจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่แทน เพราะน้ำแข็งจากขั้วโลกเริ่มละลายแล้ว และยิ่งมันละลายมากขึ้นเท่าไร น้ำทะเลก็จะยิ่งหนุนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เออ นั่นแหละ น้ำท่วมโลกล่ะ<br />
<br />
บ้างก็ว่า 20 ปี บ้างก็ว่า 50 ปี แต่ที่ร้ายหนักๆ เลยอย่างที่ อ. อาจอง เค้าว่ามนุษย์เหลือเวลาอีกแค่ 10 ปีเท่านั้น !!
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 08 Feb 2009 04:51 203.152.4.85]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -23 รัฐบาลชั่วคราว
รอบนี้จะไม่โทษรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่เคยโทษ สำคัญแค่ว่าอย่าโกงและอย่าบ้าอำนาจ เป็นความจริงที่ผมไม่ค่อยจะสนใจเรื่องประสิทธิภาพสักเท่าไร เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่มี สำหรับคำร้องขอต่อรัฐบาล ผมขออย่างเดียว คือ รักษาสมบัติแผ่นดินและสนับสนุนขบวนการประชาชนขอเพียงแค่นี้ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ ขอให้ดูอยู่เฉยๆ ซะ คนในบ้านช่วยกันทำเองได้<br />
<br />
ทุกวันนี้ความบ้าอำนาจโดยไม่ตั้งใจ คมช. ไม่ว่าจะการเข้าควบคุมสื่อหรือเสรีภาพทางความคิด มันเป็นกระบวนทัศน์แบบเก่าๆ น่าเสียดายดูเหมือนรัฐบาลชั่วคราวหนนี้อาจจะลงไม่สวยสักเท่าไร ตามเนื้อความเดิมๆ ของการได้อำนาจมาโดยมิชอบ แต่แม้ว่าจะได้มาชอบหรือไม่ชอบมันก็อีหรอบเดียวกันอยู่ดี
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 11 Jan 2007 13:07 203.152.4.85]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -22 เนื้อหมู 2 โลร้อย
<br />
แต่ไอ้การที่จะมารณรงศ์ให้คนกินเนื้อหมูกันให้มากขึ้นเพื่อมาแก้ไขปัญหาหมูล้นตลาดน่ะ เลิกซะเถอะ เออ จะว่าไปมันก็เป็นทางแก้เฉพาะหน้าอ่ะนะ ว่าแต่มันเห็นพวกเราเป็นตัวอะไรวะ ถึงเวลาลำไย ล้นตลาด ก็มาให้ช่วยกินลำไย เฮ้ย แล้วมันของดีมั้ยนั่นที่มายัดเยียดให้กินกัน มันไม่ใช่ทางแก้ไขที่ยั่งยืนเลย แถมยังจะส่งผลเสียกับสุขภาพโดยรวมในระยะยาวด้วยกับไอ้การบริโภคน้ำตาลกับเนื้อสัตว์เข้าไปเยอะๆ น่ะ<br />
<br />
บางทีทางออกของเรื่องนี้อาจจะแก้ไขได้ลำบาก ปัญหาพวกนี้จะไม่มีวันหมดสิ้น จนกว่าโลกจะดับไปนั่นแหละ เพราะมนุษย์เริ่มต้นการใช้ชีวิตกันอย่างผิดๆ มาตั้งแต่ต้น ผมเสนอแนะให้เปลี่ยนอาชีพซะเถอะ แล้วหันกลับมาทำเศรษฐกิจพึ่งตนเองที่เข้มแข็งจากภายใน อย่าเข้าไปสู้กับตลาดที่เราไม่สามารถควบคุมได้อีกเลย
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 28 May 2012 01:19 203.152.4.85]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -21 Numthang ทำไมถึงชื่อ Numthang
<br />
เอาเป็นว่าตอนนี้ก็เลยต้องจด Numthang ไปใช้ก่อน ส่วนชื่อ นำทาง ก็ไม่ได้คิดมากนักแค่ไม่กี่สัปดาห์ ;p พอนึกพูดขึ้นมาได้ฟังแล้วก็เพราะดี ส่วนตัวแม่ก็ดันไม่คัดค้านอีก หลังจากที่เสนอไปหลายร้อยชื่อ เออ เลยกลายเป็นเอกฉันท์มาจวบจนทุกวันนี้และก็ไม่ได้คิดชื่ออื่นอีก
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 12 Jan 2007 13:59 203.152.3.17]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -20 เรื่องไร้สาระ
สำหรับตัวเองแล้วเวลานี้ ชักจะเริ่มมีบทสรุปให้กับตัวเองว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไร้สาระ สิ่งไหนมีสาระ จริงๆ แล้วห้วงเวลานี้สำหรับชีวิตชนชั้นกลางอย่างตัวเองที่ชีวิตไม่ได้ลำบากอะไรนัก ก็น่าจะได้นั่งอ่านปรัชญาการเมือง ปรัชญาฟรีซอฟแวร์ ปรัชญาตะวันตก ปรัชญาตะวันออก อย่างสนุกสนาน หรือจะสนุกกับการพัฒนาซอฟแวร์เพื่อแจกจ่ายและสร้างสรรค์ชุมชนซอฟแวร์ของตัวเองขึ้นมา<br />
<br />
เป็นอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือเว็บนี้ไม่มีเรื่องของซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ที่ตัวถนัดอยู่เลย ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับมนุษย์ที่จะทำให้โลกนี้แบนราบ (จากหนังสือ "ใครว่าโลกกลม?" The world is flat) ไม่เคยมีครั้งไหนมาก่อนที่จะทำให้คนเราเท่าเทียมกันได้ด้วย Internet เหมือนยุคนี้ ทุกวันนี้ ผมเพิกเฉยมัน แต่ก็ยังคงความสนใจบ้างแบบผ่านๆ และไม่ยึดมันเป็นแนวทางอีกต่อไปเหมือนที่ตัวเองเคยวาดไว้ ผมคิดไม่ออกจริงๆ เลยว่าจะมีสิ่งใดที่เป็นสาระสำหรับตัวเองอีกนอกจากการช่วยเหลือกันให้โลกและมนุษย์ยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่ก็คิดอีกแง่หนึ่งเหมือนกันว่า ก็ดีเหมือนกันบางทีอารยธรรมมนุษย์อาจจะไม่สมควรอยู่อีกต่อไปแล้วก็ได้ เพราะมนุษย์ไม่เคยทำอะไรที่มีคุณค่าควรแก่การธำรงไว้เลยจริงๆ
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 25 May 2012 11:08 203.152.3.17]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -19 RSS คืออะไร ทำไมต้องใช้ RSS
<br />
หัวข้อข่าวหรือเนื้อหาใดๆ เมื่อมีการ update จากเว็บต้นทางมันก็จะ feed หัวข้อเรื่องนั้นเข้ามาให้อัตโนมัติ ปกติจะใช้ feed เว็บข่าว เว็บบล๊อก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาโหลดและต้องไปเข้าหน้าเว็บทุกครั้ง บางครั้งก็ลืมออกบ่อย<br />
<br />
จะแนะนำให้ใช้แค่ 2-3 ตัวเท่านั้น ถ้าใครใช้โปรแกรม email client อยู่แล้ว อย่าง Thunderbird, Outlook ก็แนะนำให้ใช้พวกนี้แหละ แต่ถ้าจะทำ live bookmark บน web browser เลยก็ใช้ Firefox<br />
<br />
รายชื่อ software ที่ใช้งาน rss ได้<br />
<a href="http://mm.co.th/poonlap/files/thai-firefox-2.0-wbr-installer.exe">Mozilla Firefox version 2.0</a> <br />
<a href="http://www.mozilla.com/en-US/thunderbird/">Mozilla Thunderbird version 1.5.0.7</a> <br />
Microsoft Outlook version ไหนก็ไม่รู้ลองไปเล่นดู<br />
<a href="http://www.google.com/reader">Google Reader</a> สำหรับผู้ที่ใช้งาน gmail อยู่เป็นประจำสะดวกมากๆ<br />
<br />
การใช้งานสำหรับ Firefox ให้ click สีส้มๆ ที่ท้าย address bar น่ะ แล้วเลือก subscribe กับ Live Bookmarks แล้วไปดู bookmark ที่เรา mark ไว้มันจะ feed หัวข้อล่าสุดมาให้เลยและไม่ต้องไปทำอะไรกับมันอีก แค่คอยมาเปิด bookmark เท่านั้น<br />
<br />
สำหรับ Mozilla Thunderbird ให้สร้าง Account โดยเลือก RSS News & Blogs แล้ว OK ทีนี้ไป click ขวาตรง account ที่เราสร้างไว้ แล้วเลือก Manage Subscriptions แล้วก็เลือก Add ใส่ url นี้เข้าไป <a href="http://feeds.feedburner.com/numthang/content">http://feeds.feedburner.com/numthang/content</a> เสร็จ<br />
<br />
สำหรับ Outlook ไม่รู้ทำไม่เป็น แต่น่าจะคล้ายๆ กับ Mozilla Thunderbird แหละ<br />
<br />
ทุกวันนี้ผมใช้งาน Google Reader แทนเพราะขี้เกียจเปิด Thunderbird เปิด firefox เข้า gmail ตัวเดียวง่ายกว่าแยะ Login Gmail แล้วไปที่ more เลือก Google Reader หรือ <a href="http://www.google.com/reader?tab=my">http://www.google.com/reader?tab=my</a> เสร็จแล้วเลือก Add subscription ใส่ URL <a href="http://feeds.feedburner.com/numthang/content">http://feeds.feedburner.com/numthang/content</a> แล้วกด Add เสร็จ เนื้อหาบนเว็บไซต์ก็จะปรากฏมาเป็นลิสต์ให้อ่านก่อนได้เลยไม่ต้องเข้าเว็บไซต์และไม่ต้องกลัวลืมเข้าด้วย แล้วจะรู้ว่าทำไมเราจึงต้อง feed
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 07 May 2011 00:24 203.152.3.47]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -18 10 วิธีแก้ปัญหาโลกร้อน สำหรับทุกคน
4. เช็คลมยาง รักษาระดับลมยางให้เหมาะสม ช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้ถึง 3% และการประหยัดน้ำมันในทุกๆ แกลลอน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ 20 ปอนด์<br />
5. ใช้น้ำร้อนน้อยลง เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ละครั้งใช้พลังงานจำนวนมาก อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นน้อยลง และอย่าเปิดฝักบัวแรงสุด ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี<br />
6. การเลือกซักผ้าในน้ำธรรมดา (ที่ไม่ใช่น้ำอุ่น เครื่องซักผ้าฝาหน้าส่วนมากใช้น้ำอุ่น) ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 ปอนด์ต่อปี<br />
7. เลี่ยงซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์สิ้นเปลือง ลดขยะได้ 10% ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,200 ปอนด์ต่อปี ยกตัวอย่าง ถุงพลาสติคเวลาไปซื้อของถ้าถือได้ก็ถือเอง ทางที่ดีติดถุงผ้าไว้กับตัวเสมอจะดีที่สุด ส่วนอาหารบรรจุกล่องโฟมไม่ต้องไปอุดหนุน ส่วนพวกน้ำขวดตัวดีถ้ามีขวดน้ำติดตัวเสมอจะดีมากๆ<br />
8. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ปรับตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ 25 องศา ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้โข ถ้าเป็นไปได้อย่าไปใช้มันเลย เครื่องปรับอากาศน่ะ<br />
9. ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ 1 ต้นดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 ตัน สุดยอด<br />
10. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า แค่เพียงปิดโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ใช้ ช่วยโลกลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นพันๆ ปอนด์ต่อปี<br />
<br />
โลกจะอยู่กับเราไม่นานถ้าไม่มีใครคิดถึงเรื่องพวกนี้และอย่าได้คิดว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ได้เห็น มันจะต้องเกิดในช่วงชีวิตของเราอย่างแน่นอน ถ้าตระหนักเรื่องเหล่านี้อยู่ในใจเสมอ ทุกเรื่องในที่นี้จะเป็นเรื่องง่ายๆ ทำแล้วสบายใจมากกว่าจะคิดว่าทำแล้วซีเรียส ถ้าไม่ได้ทำสิจะรู้สึกไม่สบายใจ<br />
<br />
ขออภัยจำที่มาไม่ได้แล้ว
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 10 Dec 2009 11:19 203.152.3.47]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -17 ระดมความคิดนักวิชาการเรื่อง `โลกร้อน` แจงไทยได้รับผลกระทบรอบด้าน
หลายคนอาจจะแย้งว่า เมืองไทยร้อนเป็นปกติอยู่แล้วจะเดือดร้อนไปทำไม แต่เราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากโรคร้อนไม่เพียงแค่อุณหภูมิที่สูงขึ้น และเร่งให้หลายคนเปิดเครื่องปรับอากาศเท่านั้น อากาศที่แปรปรวน การแพร่กระจายของเชื้อโรคที่มากขึ้น โรคอุบัติใหม่อย่าง ซาร์ ไข้หวัดนก ขณะที่สัตว์หลายสปีชีส์เริ่มสูญพันธุ์ในอัตราที่มากกว่าอดีตถึง 10,000 เท่า ล้วนเป็นข้อสังเกตว่าเกี่ยวโยงกับโลกร้อน<br />
       <br />
       รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าภาวะโลกร้อนที่กระทบกับไทยคือ "การแปรปรวนของสภาพอากาศ"เป็นผลให้ปริมาณฝนตกเยอะแต่ทิ้งช่วง ซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ขณะที่เมื่อก่อนฝนจะค่อยๆ ตลอด 6 เดือนในช่วง พ.ค.-ก.ย. และจากการศึกษาทางธรณีวิทยาพบว่าขณะนี้ชายฝั่งของไทยหายไป 13,000 ไร่ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโลกร้อน หากไม่ทำอะไรเลย อีก 20 ปีข้างหน้าพื้นที่ชายฝั่งจะถูกกลืนหายไป 10.5 กิโมเมตร ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิก็อยู่ห่างชายฝั่งแค่ 6 กิโลเมตร<br />
       <br />
       ขณะที่ จรูญ เลาหเลิศชัย นักอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่าโลกร้อนซึ่งทำให้เฮอริเคนรุนแรงขึ้นนั้น ในเขตบ้านเราก็มีไต้ฝุ่นซึ่งเป็นพายุชนิดเดียวกัน จากการศึกษานั้นพายุไต้ฝุ่นจะเกิดขึ้นในทะเลลึก 50 เมตรขึ้นไป สำหรับอ่าวไทยลึกแค่ 40 เมตร แต่เราก็เจอพายุไต้ฝุ่นเกย์ แต่เดิมเราคิดว่าพายุดังกล่าวนั้นเกิดเพราะ "ฟลุก"แต่เราก็เจอความรุนแรงของพายุหลาครั้ง ตั้งแต่พายุโซนร้อน "แฮเรียต"(ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช) เมื่อ พ.ศ. 2505 ไต้ฝุ่นเกย์ เมื่อ พ.ศ.2532 และไต้ฝุ่น "ลินดา"เมื่อ พ.ศ. 2540 แสดงว่าไม่ใช่เรื่องฟลุกแล้ว<br />
       <br />
       ส่วน ผศ.ดร.ปราโมชย์ โศจิศุภร จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าผลกระทบจากโลกร้อนทำให้อากาศรอบๆ มหาสมุทรร้อน และทำให้อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น หากอุณหภูมิสูงขึ้นเกินวิกฤติ จะทำให้ปะการังฟอกขาว และจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำที่อาศัยในแนวปะการัง<br />
       <br />
       ด้าน วราวุธ ขันติยานันท์ ผู้อำนวยการส่วนฝนหลวง สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่าจากประสบการณ์ทำฝนหลวงมาตั้งแต่ พ.ศ.2520 สิ่งที่สังเกตเห็นคือความแห้งแล้งที่มีบ่อยขึ้น อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้เมฆบางขึ้น เพราะความร้อนทำให้เมฆชั้นบนระเหยไป ขณะเดียวกันหากเมฆยังก่อตัวได้ก็จะเป็นเมฆที่มีก้อนโตมาก และสะสมพลังงานมากด้วย ในที่สุดก็จะถ่ายเทออกมาเป็นพายุที่รุนแรง<br />
       <br />
       พร้อมกันนี้ ดร.วนิสา สุรพิพิธ จากสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ชี้แจงว่าปัญหาโลกร้อนนั้นไม่ได้เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดีย ว ยังมีก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ อีก เช่น สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) ก๊าซมีเทน และครั้งหนึ่งไทยก็เคยถูกโจมตีว่าเป็นสาเหตุโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซมีเทนในน าข้าว ขยะต่างๆ ก็เป็นสาเหตุ ดังนั้นทางแก้อีกทางหนึ่งคือ "ลดขยะ"<br />
       <br />
       ทางด้าน บุศราศิริ ธนะ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอีกสาเหตุของภาวะโลกร้อนคือ "ฝุ่นละออง"ในอากาศ โดยอธิบายว่า หากมีความร้อนจากดวงอาทิตย์ทะลุผ่านชั้นฝุ่นลงมาได้ความร้อนก็จะถูกกักเก็บไ ว้ในโลก แต่บางกรณีฝุ่นก็ช่วยอุณหภูมิโลกได้โดยสะท้อนรังสีความร้อนออกไป ส่วนสาเหตุของฝุ่นละอองนั้นก็มาจากทั้งในเมืองที่เกิดจากการเผาไหม้ของยานพา หนะ และในชนบทที่เกิดจากเผาไหม้ทางการเกษตร<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9490000117226">Manager Online</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 14 Jan 2007 14:52 203.152.4.249]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -16 อยากเป็น Geek หรือ Nerd บ้างไม๊
<br />
สมัยก่อนดูเหมือนว่าจะเป็นคำออกไปในเชิงดูถูกว่าเก่งแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้แต่ไม่ค่อยจะประสาเรื่องอื่นเลยประมาณนั้น ความหมายเดี๋ยวนี้เริ่มกลายเป็นคำยกย่องไปแล้ว ก็อาจจะเป็นเพราะสมัยนี้พวกคนเหล่านี้ผงาดอยู่แถวหน้าออกมาทำเงินกันได้ถ้วนหน้าเลยกลายเป็นคนเก่งได้อย่างที่คนทั่วไปยอมรับได้แล้ว คือ ความสามารถในการหาเงินเป็นความเก่งในความหมายปัจจุบันที่ผู้คนยอมรับ อย่างที่คนชายขอบยกตัวอย่าง Steve Job กับ Bill Gate หรืออีกคนก็ Lary Page แห่ง Google ส่วนอีกคนจำชื่อไม่ได้ ไม่ดังมั้ง ไม่ติดหู ถ้านับบุคคลที่มีชื่อเสียงแต่ไม่รวย (แบบโคตรเศรษฐี) ก็อย่าง Linux Travold<br />
<br />
แต่จริงๆ สำหรับผมแล้วก็ยังจะมองเป็นคำดูถูกอยู่เหมือนเดิม ก็อย่างที่ว่ามันก็งั้นๆ แหละ ไม่เห็นมันจะดูดีตรงไหนเลย มันก็แค่เกิดมาเป็น คนเหล่านั้น คนพวกนั้นเค้าก็ตั้งใจเกิดมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าลองใครเกิดมาเป็น Bill Gate ก็จะเป็นอย่าง Bill Gate นั่นแหละ ไม่ได้กวนนะ แต่เรียกได้ว่าพวกเค้าเกิดมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนแล้วพวกเค้าวันๆ คิดแต่ที่จะทำอะไร บังเอิญเค้าอยากจะทำ และทำอย่างนั้นได้ อย่างนี้ได้ บังเอิญมันรวยได้ ก็พอดีแหละ พอดีมันตรงกับนิยามความเก่งที่ผู้คนยอมรับพอดี เลยจัดว่าอยู่ในกลุ่มเก่งและน่ายกย่องไง ถ้าเราอยากจะเป็นและด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็เป็นอย่างที่พวกเค้าเป็นได้ทั้งนั้น<br />
<br />
ดังนั้นคำว่า Nerd หรือว่า Geek สำหรับผมแล้ว แทบไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าผมจะพูดว่าคนนั้นเก่งนะ คนนู้นเค้าเก่งนะ ต้องบอกว่าเค้าเก่งในเรื่องไหน แล้วเรื่องอื่นๆ ล่ะเค้าก็เป็นเพียงไอ้งั่งก็เท่านั้นเอง ทุกวันนี้ผมถึงได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังหลีกหนีความเป็น Nerd แบบตั้งใจ แต่ก่อนที่ยังไม่รู้จักคำๆ นี้ ผมบอกกับตัวเองว่าผมเสียดายเหมือนกันที่จะหลีกหนีความ expert ในสาขาคอมพิวเตอร์ที่ตัวถนัดและหลงไหลมัน พร่ำบอกกับตัวเองว่า<br />
<br />
<strong><em>"เฮ้ยพอแล้ว ไม่รู้จะ expert ไปทำไมนักหนา ไม่เห็นมีประโยชน์เลย สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กับชีวิตที่แท้จริงไม่ดีกว่าหรือ ดีกว่าอยู่กับโลกมายาไปวันๆ ทั้งที่ข้างนอกยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่มีปัจจัยในการดำรงชีวิตที่พอเพียงเลย เอาเวลาที่เหลือเฟือของเราในการทดลองทำอะไรเพื่อเสริมสร้างความ expert ให้กับตัวเอง ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นน่าจะดีกว่า"</em></strong><br />
<br />
ถ้าแทนคำว่า expert ที่ผมเคยใช้เป็นคำว่า Nerd จะได้ความหมายในปัจจุบันที่เค้านิยมใช้กันเลยล่ะ
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 17 Jan 2007 11:29 203.152.4.88]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -15 ปัญหาโลกานุวัตรมาอีกแล้ว เย่
<br />
เริ่มขึ้นแล้วกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการรัฐประหารและที่สำคัญผมก็ไม่คิดว่าการปล่อยให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมันจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้และซ้ำร้ายถ้าได้รัฐบาลทุนนิยมจ๋า ก็ยิ่งทำปัญหาให้เรื้อรังต่ออย่างยั่งยืน<br />
<br />
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อันที่จริงมันก็มาจากเชื้อไวรัส "โลกานุวัตร" ที่ระบาดมานาน นานจนสายเกินที่จะเยียวยา ที่ทำได้อาจจะเพียงแค่บรรเทาอาการปวดได้นิดหน่อย แต่ไม่มีทางหายขาดอย่างแน่นอน ปัญหาเท่าที่เห็น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาปากท้องและหนี้สินที่ถูกไล่ล่าจากเจ้าหนี้เงินกู้ทั้งจากในระบบและนอกระบบ ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ทางแก้ไขทุกปัญหาคือการลดการกระตุ้นบริโภคและลดความอยากเป็นสำคัญ<br />
<br />
"คนชนบทมองตรงข้างกับคนเมืองที่เห็นว่ารัฐบาลเก่ามีปัญหา และสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรง แต่คนชนบทมองจากรูปธรรมที่พวกเขาสัมผัสได้ คมช.ต้องแสดงผลงานแก้ปัญหาให้คนจน มันคือตัวชี้ขาดการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นระบอบทักษิณจะเติบโตขึ้นมาใหม่ อาจจะไม่ใช่ตัวทักษิณแล้วจะเป็นปัญหาประชาธิปไตยในอนาคต" วิรัตน์ มังคะตา รองประธานเครือข่ายประชาชนอีสาน กล่าว<br />
<br />
เป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่งของการพัฒนายุคปัจจุบันว่ามันหยั่งรากเน่าไว้เพียงใด
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 17 Jan 2007 11:35 203.152.3.69]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -14 สมการความเครียด
สมการนี้บอกอะไรกับเรา เมื่อความเครียดแปรผกผันกับความสามารถและความเครียดแปรผันตรงกับความต้องการ หมายความว่า ถ้าเราเพิ่มความต้องการยิ่งมีมากก็ยิ่งเครียดมากในขณะเดียวกันถ้าเราไม่พัฒนาความสามารถอีกก็ยิ่งซ้ำเติมให้เครียดจัด<br />
<br />
ถ้าจุดมุ่งหมายของเราคือการลดความเครียด ดูจากสมการแล้วสามารถทำได้โดยลดความต้องการหรือว่าจะเพิ่มความสามารถนั่นเอง แต่ถ้าทำทั้งสองเลยผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร<br />
<br />
ปล. เคยอ่านเจอในมติชนสุดสัปดาห์นานมาแล้ว นึกขึ้นได้เลยมาเขียน
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 18 Jan 2007 07:10 203.152.4.80]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -13 หรือเมืองไทยจะพบกับจุดเปลี่ยน
<br />
แล้วยังมีกลุ่มพลังบริสุทธิ์อีกกลุ่มนึง นับวันยิ่งล่อแหลม ยิ่งหลังรัฐประหารแล้วยิ่งล่อแหลมเป็นอย่างมาก ยิ่งให้นำพาเอาเหล่าพวกเจตนาร้ายเข้ามาด้วย <a href="http://19sep.org">19sep.org</a> ก็ช่วยกันพามาด้วยอีกส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้เว็บโดนปิดไปแล้ว ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ <a href="http://nocoup.org/">nocoup.org</a> <br />
<br />
การออกมาปิดกั้นการพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหารและพูดพาดพิงไปถึงสถาบันเบื้องสูงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก สมมติว่าถ้าเป็นตัวผมเองที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างบริสุทธิ์ใจด้วยแล้ว การปิดกั้นและขัดขวางก็ยิ่งถือเป็นการหยามและดูหมิ่นกันอย่างมากแน่นอน ก็ยิ่งจะยิ่งถามหาเสรีภาพกันหนักข้อขึ้นเท่านั้น <br />
<br />
แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหน้าปก <a href="http://sameskybooks.org/">"ฟ้าเดียวกัน"</a> เล่มนี้ถึงได้ออกแบบหน้าปกเหมือนเครื่องดื่ม Coca Cola ถ้าให้ผมตีความคงได้ประมาณว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ Pop culture ของสังคมไทย ในความหมายเดียวกับ Coca Cola ซึ่งเป็น Pop culture ของคนทั้งโลก<br />
<br />
ไม่ชอบใจเลยจริงๆ ผ่าสิ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 13 Mar 2007 16:44 203.152.4.138]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -12 ร่วมลงชื่อคัดค้านบริษัท `โนวาติส`
We urge Novartis to DROP THE CASE now against the Indian government.<br />
People before Patents: The lives of millions are at stake!<br />
<br />
ร่วมกันจี้บริษัท โนวาติส ให้ถอนการยื่นฟ้องรัฐบาลอินเดียให้แก้ไขกฏหมายสิทธิบัตร ซื่งกฏหมายของประเทศอินเดียนั้นจะให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิบัตรน้อยกว่าการช่วยชีวิตมนุษย์ ช่วยกันรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่จะสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อชีวิตได้<br />
<br />
<a href="http://www.msf.org/petition_india/international.html">http://www.msf.org/petition_india/international.html</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:17 203.152.3.123]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -11 WATERWORLD ศึกชิงแผ่นดิน
ฉากเริ่มต้นด้วยตัวเอกฉี่ใส่ถ้วยพลาสติคดูคล้ายขวดน้ำพลาสติคตัดแบ่งครึ่ง ขวดน้ำพลาสติคที่เป็นตัวการสำคัญหนึ่งที่ทำให้โลกเกิดวิกฤต เสร็จแล้วก็กรอกใส่เครื่องกรองน้ำหน้าตาประหลาดเพื่อกรองฉี่ตัวเองแล้วดื่มกลับเข้าไปอีกครั้ง วิกฤตนี้เหลือเชื่อมั้ยล่ะ น้ำแข็งละลาย แต่ไม่มีน้ำดื่มกิน น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ มนุษย์ไขว่คว้าหาแผ่นดินหาแหล่งน้ำจืด ด้วยตำนานที่ว่ามีแผ่นดินอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตัวนางเอกซึ่งแน่ใจว่ามีอยู่จริงเพราะคิดแล้วว่ายังไงมนุษย์ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่กับทะเลแน่นอน เพราะใช้ขาเดินไม่ได้ใช้ครีบ จึงสนใจในตัวตำนานนี้อย่างมาก<br />
<br />
ตลอดเวลามนุษย์ต้องอาศัยอยู่บนเรือหรือเกาะแก่งที่ทำขึ้นเอง ขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร ดังนั้นในเรื่องนี้จึงต้องมีวายร้ายที่เป็นโจรสลัดคอยปล้นชิงทรัพยากร เมื่อเจ้าโจรเกิดความสนใจแผ่นดินในตำนานซึ่งปรากฏเป็นแผนที่อยู่บนแผ่นหลังของเด็กผู้หญิงในเรื่อง ชีวิตประจำวันอันวุ่นวายของมนุษย์ก็เริ่มต้นขึ้น (อีกแล้ว)<br />
<br />
วิสัยทัศน์งี่เง่าถูกแสดงออกมาอย่างตั้งใจจากปากวายร้าย ที่ว่า "หลังจากเจอแผ่นดินแล้วเราจะต้องสร้างเขื่อน พัฒนาสร้างความเจริญ และพวกต้นไม้นั้นตัดออกให้หมด" จงใจจนดูมันปัญญาอ่อนไปหน่อย แต่ก็เพราะความปัญญาอ่อนของมนุษย์แบบนี้แหละที่ทำให้โลกเกิดวิกฤต<br />
<br />
ในยุคสมัยแห่งการแย่งชิง โฉนดที่ดินจะไม่มีความหมายอีกต่อไป ต่อให้ย้ายบ้านไปอยู่บนภูเขาสูงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรอันน้อยนิดเพื่อการอยู่รอด ผู้แข็งแรงเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ฉะนั้นการคิดที่จะเอาตัวรอดเพื่อตัวเองนั้นไม่มีประโยชน์อันใดเลย วิธีคิดแบบเดียวกันนี้แหละที่ทำให้โลกทุกวันนี้เข้าขั้นวิกฤต
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 21 Jan 2007 15:50 203.152.4.45]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -10 ไม่ได้รู้สึกผิด แต่เซ็งว่ะ
<br />
โดนสบถด่าพร้อมหน้าตาบอกอารมณ์ ประมาณว่า "ไม่เอาก็ได้วะ" พอรถเคลื่อนตัวแล้ว ก็ได้แต่ คิด คิด คิด เซ็งสุดๆ ได้แต่คิดว่าจริงๆ แล้วเราควรจะจ่ายหรือไม่ เพราะทางเลือกของการหาเงินสำหรับคนหลายคนอาจมีทางเลือกไม่มากนัก<br />
<br />
<strong>เหตุผลที่ไม่จ่ายเพราะเป็นบริการที่เราไม่ต้องการ<br />
เหตุที่ไม่จ่ายเเพราะเราปฏิเสธไปแล้วแต่กลับไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาเช็ดต่อไป</strong><br />
<br />
สมมติว่าถ้าเราเลือกจ่ายจะเป็นการสนับสนุนให้เค้าไปทำแบบนี้กับคนอื่นๆ ใช่หรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำเอาตัวเองเครียดไปชั่วระยะหนึ่งในการทำตัวเพิกเฉย ถูกหรือผิดไม่รู้ รู้แต่เซ็งทั้งตัวเองและผู้หญิงคนนั้น<br />
<br />
ถ้าเป็นคราวหน้าผมจะเลือกวิธีการตักเตือนและจ่ายเงินให้ไป แต่ประสบการณ์พวกนี้ปกติจะไม่ค่อยพบเจอเพราะตัวเองขี่แต่มอไซต์เลยไม่แน่ว่าจะได้พบเจออีก ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกในชีวิต สำหรับวันนี้เท่านั้นเป็นกรณีพิเศษที่ได้ทำตัวเป็นชาว Siamese Bangkok Dream
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:17 203.152.3.230]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -9 พวกเราร่วมกันค้ามนุษย์โดยไม่ตั้งใจ
เด็กๆ ในหนังสือแทบทั้งสิ้นจะถูกนำตัวมาจาก ประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา ผ่านแม่สอด เทือกๆ นั้น หลายคนต้องเดินทางป่าเพื่อเลี่ยงด่านตรวจบนถนนเป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร หมดแรงเดินเมื่อไรก็ถูกบังคับให้กินยาบ้าผสมน้ำ เพื่อจะได้เดินต่อไปได้เหมือนซากศพเดินได้<br />
<br />
เมื่อเด็กๆ ถูกพาตัวมาที่กรุงเทพฯ ธุรกิจแก๊งขอทานก็ได้เริ่มต้นขึ้น เด็กจะถูกนำไปส่งตามแหล่งชุมชนที่มีคนสัญจรไปมามากๆ เช่น อนุสาวรีย์ชัยฯ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เด็กจะถูกบังคับให้นั่งขอทานตั้งแต่เช้าจรดมืด บ้างอาจได้รับอาหารเพียงมื้อเดียวคือมื้อเย็น เวลาเด็กหิวโหยด้วยความทรมานหรือถ้าล้มฟุบแน่นิ่งไปเลยยิ่งดี เงินจะได้เต็มกระป๋องเร็วขึ้น รายได้ต่อวันของเด็ก อย่างต่ำๆ จะอยู่ที่ 500 บาท ถ้าได้ไม่ถึงจะถูกทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีอย่างหนัก สำหรับเด็กๆ ที่ชำนาญแล้วจะ ถูกบังคับให้หาให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1000 บาท แน่นอนเงินที่หาได้จะเทลงกระเป๋าผู้ใหญ่ทั้งหมด<br />
<br />
เงินที่เด็กๆ หามาได้ต่อเดือน อาจหลายหมื่นเลยทีเดียว แต่เด็กอาจจะได้รับแค่อาหารหนึ่งมื้อกับเงินติดตัว 5-10 บาทต่อวัน เครื่องมือหากินนอกจากจะกระป๋องนมขึ้นสนิมแล้ว ยังมีกระบะดอกไม้และกระดาษทิชชูด้วย สลับกันไป<br />
<br />
การให้เงินเด็กขอทานเป็นการสนับสนุนให้ยิ่งเกิดตลาดเด็กขอทานและการค้ามนุษย์มากยิ่งขึ้น คำขวัญที่เค้าใช้รณรงศ์กันทุกวันนี้คือ <strong>"หยุดสร้างบุญ บนธุรกิจบาป"</strong> ใครพบเจอการใช้แรงงานเด็กลักษณะนี้ แจ้งเบาะแสได้ที่ <a href="http://stop-childbegging.org/">http://stop-childbegging.org/</a>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 25 Jan 2007 19:59 203.152.4.169]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -8 โลกหนัก
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 25 Jan 2007 20:00 203.152.4.169]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -7 โดนสั่งย้าย
<strong><br />
Why Chiang Rai?</strong><br />
<br />
ทำไมต้องเชียงราย ก็ทำไมล่ะ ทำไม๊ ทำไม ต้องเป็นเชียงรายทุกที มาเล่าย้อนหลัง<br />
<br />
พี่หมูติดต่อมาให้ไปช่วยงานช่วงธ.ค. เนื่องจากจะมีกลุ่มจากที่ต่างๆมาเยอะเลย ของตูนนี่ให้ไปช่วยดูแลกลุ่มนักศึกษาสิงคโปร์ ที่จะมาทำศูนย์ข้อมูลช้างที่บ้านกระเหรี่ยงรวมมิตร เฮียก็ตกลงกะเค้าไป ซะงั้น ก็ไหนเคยพูดเองว่าจะไม่อยู่เหนือตอนหน้าหนาวอีกแล้ว เพราะเข็ดอากาศที่สุดยอดเมื่อปีก่อน<br />
<br />
ก็เป็นอันว่าต้องไป ทั้งๆที่ก่อนไปยังไม่แน่ใจเลยว่า "ท้องหรือเปล่า" ก็ประจำเดือนมาเลทหนะสิ เอาเป็นว่าถึงกรุงเทพวันที่ 3 แล้วเทสดูสักรอบแล้วกัน และแล้วก็ปรากฎขีดเดียว T T เฮ้อ...เอาน่า อย่างน้อยก็ไปได้อย่างสบายใจขึ้น<br />
<br />
ขาไปนั่งรถไฟไปลงเชียงใหม่กัน 3 คน โดยมีม๊าไปด้วย ม๊าอยากไปเที่ยวเชียงใหม่ จะไปงานพืชสวนฯ ไปถึงเชียงใหม่ก็เข้าบ้านอี๊มาลา ไปคราวนี้น้องภูมิเดินและพูดได้แล้ว ดูตัวยาวๆขึ้น แต่แก้มยังแดงใสเหมือนเดิม น่ารักจริงๆ แต่แอบดื้อกว่าเดิมนะเนี่ย เพราะเดี๋ยวนี้พูดปฏิเสธเป็นแล้ว ไปถึงวันที่ 4 ก็ไปเดินงานพืชสวนเลย อี๊ให้บัตรฟรีแบบ unlimited ซะด้วยคนละใบ เดินไปเดินมา ก็...ไม่เห็นตื่นเต้นเท่าไหร่เลยอะ เราคงคาดไว้มากไปเองตามกระแส พอคาดไว้สูง ความจริงที่เห็นมันเลยลดคุณค่าลงไป แต่ก็โออะนะ...มั้ง แค่คิดเสียดายนิดๆที่มาทุ่มทำอะไรแบบนี้ โดยหวังเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้เน้นการอธิบายให้ความรู้อะไรเท่าไหร่ ทั้งๆที่ทำแล้วก็น่าจะมีอะไรเสริมบ้างนอกจากดอกไม้และซุ้มสวยๆ<br />
<br />
เดินจนเหนื่อยจนมืด มีแต่ม๊าคนเดียวที่ดูร่าเริงและบอกว่ายังอยากเดินอีก พรุ่งนี้มาใหม่...หง่าาาาา และแล้วเช้าวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งคาดอยู่แล้วว่าคนต้องเยอะกว่าเมื่อวาน ม๊าก็ลากมาจนได้จริงๆ น้องแพรมาด้วย เดินไปเดินมาหน้าบูดเลย เพราะร้อนและคนเยอะมาก ถ่ายรูปก็ยาก เฮ้อออ...แต่ แค่นั้นม๊ายังไม่หนำใจ มาเดินรอบเย็นอีกรอบ คราวนี้พวกเราขอตัว ไม่ไหวแล้ว เดินจนเหนื่อย อี๊เลยต้องไปเป็นเพื่อนแทน ม๊าเดินเก่งจริงๆ<br />
<br />
วันที่ 7 มาถึงเชียงราย โอ้ววว ท้องพี่หมูใหญ่โตอลังการน่ากลัวมาก ใหญ่มากจริงๆ และจนถึงวันนี้ประจำเดือนก็ยังไม่มา เอ่...ยังไงหว่า พรุ่งนี้แขกก็จะมาแล้วด้วยสิ ต้องไปทำงานจริงๆรึนี่แล้วจะเดินมากๆได้มั้ยนะ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยเทสละกัน<br />
<br />
ตื่นแต่เช้า ไปเทสหละหนะ เดี๋ยวต้องออกไปกับรถไปรับสิงคโปร์แล้ว ผ่านไปไม่ถึง 3 นาที...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เฮียๆๆๆ มาช่วยกันดูสิ 2 ขีดชัดป่าว เฮ้ย...เฮียทำตาโต...2 ขีด ชัดๆเลย ทำไงกันต่อดีล่ะเนี่ย เอาไงๆ รับปากเค้าแล้ว ทำไงล่ะเรา ลงไปหาพี่หมู พี่หมู คือว่า สงสัยว่าจะท้องหนะค่ะ อึ้งนิดๆแล้วตอบมาว่า หรอ ค่ะ...เพิ่งเทสเมื่อกี๊ จริงๆเทสที่กรุงเทพแล้วรอบนึงก่อนมาแต่มันขีดเดียว นี่มันหลายวันแล้วยังไม่มาเลยเทสใหม่ หรอ...ดีใจด้วยนะ งั้นตี๋ไปรับละกันตูนไม่ต้องไปหรอก โอเชตามนั้น<br />
<br />
นั่งคุยกันต่อ พี่หมูว่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องไปก็ได้นะ อยู่ช่วยที่ศูนย์แทน คุยไปคุยมา คิดไปคิดมาหลายตลบ รับปากเค้าไปแล้ว มาถึงนี่แล้ว ไม่ไปได้ไง เอาน่า ก็ไม่ต้องทำอะไรหนักๆเกินไป ที่บ้านรวมมิตรมันก็ไม่ได้ขึ้นเขาอะไรลำบาก ถนนลาดยางตลอดทาง สรุป ไปค่ะ<br />
<br />
แล้วเย็นวันที่ 8 พี่หมูก็นัดหมอตรวจครรภ์พอดี เลยไปกับพี่หมู ไปตรวจให้ชัวร์เดี๋ยวจะมั่วนิ่มอีก ถึงคิวเข้าไป (หลังจากรอเป็นชั่วโมงๆ คนเยอะจริงๆ) สรุปใจความ หมอว่าขีดมันเข้มไม่เท่าขีดแรก แบบนี้ยังไม่ชัวร์ เลยอัลตร้าซาวด์...ไม่เห็นตัว ใจแป้วอีกแล้วเรา หมอว่า เอาเป็นว่าประมาณ 80% นะ (อ่า...หมอขา มีแบบนี้ด้วยหรอคะ งงไป) แล้วนัดอีกอาทิตย์นึงมาตรวจใหม่<br />
<br />
ข้ามเรื่องทำงานที่บ้านกระเหรี่ยงไปละกัน เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน<br />
<br />
วันที่ 15 ธ.ค. ไปตรวจอีกรอบ คราวนี้ขีดชัดกว่าเดิมมากๆ เข้มเท่าๆกันเลย แต่...ซาวด์แล้วไม่เห็นตัวเหมือนเดิม T^T หมอเลยให้กลับไปตรวจต่อตอนกลับไป อีก 2 อาทิตย์ละกันนะ คงจะได้เห็น ...สรุป จะมั่นใจดีมั้ยเนี่ยเรา แป่ว...<br />
<br />
แต่โดนแซวมา ว่าทำไมท้องที่เชียงรายทุกที พี่แป้นว่า อย่างนี้ต้องชื่อน้องนอร์ท อะจ้ะ
ผู้โพสต์ : toon [Sat, 27 Jan 2007 09:23 203.152.4.210]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -6 7 mm.
<p><br />
กลับมาจากเชียงราย ก็ตั้งหน้าตั้งตารอไปตรวจครรภ์อีกรอบ หมอจากที่เชียงรายบอกไว้ว่าให้ไปซักวันที่ 30 ธ.ค. โห...หมอขา จะรอไหวมั้ยนั่น<br />
<br />
เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีวันคริสมาสต์ 25 ธ.ค. เราจึงไป รพ. เอกชนแห่งเดียวในเมืองฉะเชิงเทรากันเลย (เนื่องจากกลัวรอคิวที่ รพ. จังหวัดนาน) ฝากครรภ์ (อาทิตย์นี้อายุครรภ์ได้ 7 สัปดาห์) หมอแค่ถามคำถามเริ่มต้นทั่วไปของการฝากครรภ์ ประจำเดือนครั้งสุดท้าย น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ แพ้ยาอะไร มีอาการแพ้มั้ย จบ. วันนี้หมอให้ยาบำรุงสำหรับตั้งครรภ์อ่อนไปทานนะ แล้วก็วันนี้ฉีดวัคซีนบาดทะยักเข็มแรกนะ (เอ่อ...หมอจะไม่แนะนำอะไรเพิ่มหน่อยหรอคะ แต่ไม่เป็นไรเรื่องทั่วไปรู้อยู่แล้ว)<br />
<br />
ขออัลตร้าซาวด์เนื่องจากคาใจที่ซาวด์ที่เชียงรายยังไม่เห็นอะไรเลย เอาน่าให้มันรู้ๆกันไป ถ้าซาวด์ตอนนี้ก็ควรจะเห็นได้แล้ว<br />
<br />
ตอนแรกซาวด์ทางหน้าท้อง เห็นถุงกลมๆก็คือมดลูกมีถุงรกอยู่ แต่ไม่เห็นตัว เฮียเริ่มหน้าเสีย ตูนก็ใจสั่น หมอพูดว่า จะซาวด์ทางช่องคลอดมั้ยเพราะว่าจะเห็นชัดเจนกว่า ถ้ามีตัวก็จะเห็นแน่นอน แล้วแต่นะ หมอไม่บังคับ (แล้วแบบนี้แปลว่ามันมีข้อเสียอะไรป่าวคะ หมอไม่เห็นพูด) ซาวด์ค่ะ (ดีที่เคยมาแล้วนี่ รู้ว่าเป็นยังไง) หมอไล่เฮียออกไปรอหน้าห้องก่อน<br />
<br />
พอเสียบเข้าไป (ยังดีที่ไม่รู้สึกเจ็บแบบคราวที่แล้ว) ส่องไปส่องมา หมอก็หยุดให้ดู ชี้ไปที่ถุง และมีจุดน้อยๆสีขาวอยู่ หมอบอกว่า สีขาวนี่ตัวเด็ก เห็นจุดที่กระพริบๆมั้ย นี่หัวใจเต้นอยู่...โอ้ววววว น้ำตาแทบไหล จริงๆหรอเนี่ย ในที่สุดก็เห็นจนได้ แถมเห็นหัวใจเต้นอีก หมอเรียกเฮียเข้ามา หน้ายังจ๋อยๆอยู่ ใจคงเต้นน่าดู หมอหันจอไปให้เฮียดู แล้วชี้ นี่ตัวเด็ก เฮียทำตาโตและถอนหายใจแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ้มหน้าบาน แต่พอหมอบอกว่า ขนาด 0.7 ซม. ตัวเล็กไปหน่อย หน้าเฮียเริ่มจ๋อยลงอีก แล้วถามหมอต่อว่า แล้วต้องเท่าไหร่ถึงจะพอดี หมอไม่ตอบ ทำหน้ามึนไปมา จบ.<br />
<br />
สรุปหมอไม่แนะนำอะไร และอะไรที่ถามก็ตอบไม่ได้ ไม่เคลียร์ พอไปจ่ายเงิน 3,3xx บาท O_O แม่เจ้า<br />
<br />
กลับมาบ้าน สรุปว่า ย้ายที่ฝากด่วน เดือนหน้าไม่ไปแล้ว ทั้งแพงทั้งไม่ได้เรื่อง (คุยกับคนอื่นหลายคน ได้ความว่าราคานี้แพงกว่าตรวจเอกชนในกรุงเทพหลายที่อีกนะ สลด)</p>
ผู้โพสต์ : toon [Mon, 14 Nov 2011 12:16 203.152.4.210]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -5 An Inconvenient Truth มันออกจากโรงไปหลายเดือนแล้ว
<br />
แต่ขอโทษมันไปเข้าโรงหนังน้อยๆ อย่างสกาลา และเปิดฉายตามงานประชุมวิชาการ ทั้งๆ ที่เคยพูดกับตัวเองว่าหนังเรื่องนี้จะต้องสร้างผลสะเทือนเมื่อหนังถูกออกฉาย แต่กลับกลายเป็นว่า ไอ้มหาอำนาจโรงภาพยนตร์ของเมืองไทย มันไม่เคยเหลียวแล แล้วการไปฉายในซอกหลืบต้องไปแอบๆ ซื้อตั๋วดู ยังกะแอบดูหนังโป๊ แล้วสุนัขที่ไหนมันจะไปรู้เรื่องเล่า<br />
<br />
คิดว่าหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจะต้องได้เขียนต่ออีกหลายตอน แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่า DVD กำลังจะมีจำหน่ายในเมืองไทย ถ้าผมซื้อมาได้แล้วจะเอามา copy แจกทางเว็บไซต์นี่แหละ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผมคงจะไม่โดนจับ โทษฐานช่วยอดีตว่าที่ประธานาธิบดีแห่งอเมริกาปกป้องโลกหรอกนะ<br />
<br />
เกี่ยวกับหนัง<br />
<a href="http://www.climatecrisis.net/">http://www.climatecrisis.net/</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 05 Feb 2007 14:34 203.152.3.242]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -4 ใช้ Ubuntu แทน Windows
<br />
แต่เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ สรุปว่าเจ้า Ubuntu Linux เนี่ย ตอนนี้เค้าสนับสนุนกันให้มาใช้แทน Windows ที่พวกเราใช้ๆ กันอยู่น่ะ เหตุผลที่เค้าแนะนำกันคือ เป็นของฟรี ไม่ใช่ฟรีเพราะที่ร้านในพันทิพธ์เค้าลงมาให้อยู่แล้วนะ อันนั้นมันฟรีแต่ผิดกฏหมาย ส่วนเรื่องอื่นก็เช่น ไม่ต้องห่วง virus เพราะมันมีน้อยจนแทบไม่ต้องระวังตัวกันเลย แต่ส่วนตัวแล้วเนี่ยไม่สนหรอกว่ามันจะถูกหรือจะผิดกฏหมาย แต่มันเป็นการสนับสนุนชุมชนแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน (เข้า concept ตัวเอง) ในเรื่องของ software <br />
<br />
พอดีว่าวันนี้เว็บไซต์ <a href="http://www.ubuntuclub.com/" target="_blank">คลับคนใช้อูบุนตู</a> เค้าจัดทำ Document สำหรับผู้เริ่มต้นไว้อย่างละเอียดใช้ได้เลย เห็นว่าน่าสนับสนุนก็เลยนำมาช่วยเผยแพร่ให้ความฝันของพวกเค้าเป็นจริง <br />
<br />
ไป download มาอ่านลองกันที่ <a target="_blank" href="ftp://mirror.in.th/document/ubuntu/ubuntu-desktop-guide.pdf">คู่มือการใช้งาน ubuntu desktop</a> <br />
<br />
อื่นๆ สำหรับ Ubuntu เค้าแจกแผ่นฟรีด้วยที่ <a href="https://shipit.ubuntu.com/" target="_blank">https://shipit.ubuntu.com/</a> หรือจะ download มาลงเองที่ <a href="ftp://mirror.in.th/ubuntu/6.10/ubuntu-6.10-desktop-i386.iso" target="_blank">ftp://mirror.in.th/ubuntu/6.10/ubuntu-6.10-desktop-i386.iso</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 29 Jan 2007 19:13 203.152.3.242]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -3 แผ่นเสียงตกร่องเรื่อง `อาร์เจนตินา`
อย่างไรก็ตามแต่ เรื่องพวกนี้สมควรที่จะได้พูดซ้ำซากๆ อยู่ทุกวันนี่แหละ ทุกวันนี้ประชาชนชาวอาร์เจนตินา เกือบครึ่งๆ ต้องอาศัยอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ต้องคุ้ยหาอาหารในถังขยะ ไม่มีที่อยู่อาศัย ทั้งที่ประเทศใหญ่กว่าเราถึงแปดเท่า แถมประชากรน้อยกว่าเราตั้งครึ่ง มีสามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรได้ถึง 300 ร้อยล้านคน แต่ประชาชนเจ้าของประเทศไม่มีจะกิน นี่มันโลกมนุษย์หรือ ไอ้ที่ทำกับมนุษย์ด้วยกันนั้นก็คือมนุษย์ที่ต่างออกไปคือคนเหล่านั้นไม่มีเงิน !!<br />
<br />
สาเหตุของการล้มละลายของประเทศนี้ ได้แก่<br />
1. การคอรัปชันของนักการเมืองกับต่างชาติ<br />
2. การเปิดเสรีทางการเงิน<br />
3. การขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติ<br />
4. นโยบายประชานิยมเพื่อการหาเสียงล้วนๆ<br />
5. การขายแผ่นดินที่กว่าครึ่งเป็นของชาวต่างชาติ คนๆ หนึ่งสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ถึง 1 ล้านไร่ !!<br />
<br />
เห็นสาเหตุพวกนี้แล้วหลายคนคงตกใจว่า เฮ้ย นี่เราทำมาจนเกือบจะหมดแล้ว ครบสูตร แต่กระบวนการหลายอย่างยังหยุดชะงักเพราะเรายังมีคนไทยบางส่วนที่เข้มแข็งและยังไม่ถูกปิดหูปิดตาอย่างชาวอาร์เจนตินา วันนี้ รัฐวิสาหกิจสำคัญอย่างประปา ไฟฟ้าเรายับยั้งเอาไว้ได้ ส่วน ปตท. เราก็กำลังจะเอาคืน ดังนั้น ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ตาม 5 เรื่องนี้เท่านั้นที่ประชาชนคนไทยไม่ควรจะยอมเด็ดขาดอย่างไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 30 Jan 2007 17:18 124.120.161.128]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -2 ถึงบ้านโดยไม่ค่อยสวัสดิภาพ
<br />
การไปร่วมสร้างบ้านดินหนนี้นับว่าเอาเรื่องเลยทีเดียว ได้ไปสัมภาษณ์สอบถามคุณ "ไพริน" ผู้จัดการแห่งสยามบ้านดินอย่างละเอียดถี่ยิบ นอกจากเรื่องของบ้านดินแล้วยังรวมไปถึงเนื้อหาการก่อสร้างบ้านแบบปกติด้วย ถามจนต้องตัดคำถามไปหลายเรื่องไว้มาศึกษาต่อเองในภายหลังน่าจะดีกว่า<br />
<br />
ทีนี้ข้อมูลที่ได้มา ไม่ได้เอาของเค้ามาเปล่าๆ ก็เลยคิดที่จะเอามาทำเป็นโปรแกรมการคำนวณราคาบ้านแบบคร่าวๆ ส่งกลับไปให้ทาง<a target="_blank" href="http://siambaandin.com/">สยามบ้านดิน</a>ด้วย รวมทั้งอาจเขียนบทความบางอย่างส่งกลับไปให้ด้วยเหมือนกัน<br />
<br />
วันก่อนวันสุดท้ายไปช่วยยกฝาโบกปูนเก็บศพไม่มีญาติเพื่อนำออกมาเผา พลาดท่าโดนฝาโลงหนีบจนเลือดอาบ เนื้อหายไปยาว 1 cm. เลยต้องกลับบ้านก่อนด้วยความเซ็ง มาถึงสถานีรถไฟยังไม่พอ ตั๋วนอนหมดเหลือแต่ที่นั่งชั้น 3 ต้องนั่งนิ่งๆติดต่อกัน 11 ชม. ขดตัวท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น โอว เยี่ยม<br />
<br />
ขอบพระคุณชาวบ้านสำหรับน้ำใจที่เลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ทั้งอาหารและน้ำที่มีมาไม่ขาดตลอด 4 วัน และที่สำคัญคือเยอะมากๆ สำหรับส้มตำนรกสูตรเผ็ดสลบ คราวหน้าต้องขอปฏิเสธนะครับ ขอบคุณมาก<br />
<br />
ขอบคุณคุณรินที่ให้ข้อมูลอย่างละเอียดโดยที่ไม่มีการแทงกั๊กแต่อย่างใด สมกับการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง มีทั้งให้เพื่อตอบแทนสังคมและรับเพื่อความสามารถในการเลี้ยงตัวเอง
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 13 Mar 2007 16:38 203.152.3.127]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ -1 หนาวๆ ร้อนๆ กันเป็นกิจวัตร
<br />
จากรายงานของ <a target="_blank" href="http://www.ipcc.ch/">IPCC (The Intergovernment Panel on Climate Change)</a> พายุจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและถี่ขึ้น ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราวครึ่งเมตรในช่วงชีวิตที่เรานั่งอ่านเรื่องโลกร้อนจากหน้าคอมพ์อยู่นี่แหละ หิมะบนพื้นดินจะหยุดตก ปะการังอยู่ไม่ได้เพราะภาวะเป็นกรดของน้ำทะเล ความร้อนจะทำให้คนชราในยุโรปทนไม่ได้จนถึงแก่ชีวิต<br />
<br />
ถี่ขึ้น ถึ่ขึ้นทุกวันสำหรับข่าวโลกร้อน ก็นับว่าเป็นเรื่องดีแต่ยังดีไม่พอ ต้องทำแบบจับประเด็นเดียวแล้วว่ากันเลยอย่างเดียว ในปีนี้มีมากขึ้นเพราะผลกระทบตั้งแต่หลังสึนามิเป็นต้นมา ภัยพิบัตินานาชนิด ถาโถมหลายส่วนทั่วโลกและประเทศไทย สำหรับประเทศไทยคนกรุงยังอยู่ดีี ยังไม่ทุกข์ร้อนเพราะมีแพะรับบาป ประมาณว่า จน เครียด น้ำท่วม เลยทีเดียว
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 05 Feb 2007 23:06 203.152.3.234]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 0 ใช้ email อื่น ที่ไม่ใช่ hotmail สำหรับ online msn
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 15 Jul 2009 08:13 203.152.3.234]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1 ลดการบริโภคช่วยโลก
<br />
ส่วนอีกประโยค เวลาเราเห็นใครทำอะไรเวอร์ๆ ใช้จ่ายเงินเหมือนเป็นเศษกระดาษ อย่างพวกเศรษฐีใหม่ (Nouvo riche) เช่น ทักษิณ ชินวัตร วิคตอเรีย อดัมส์ หรือ เดวิด เบ็กแฮม รวมทั้งเหล่า ดารา Hollywood ทั้งหลาย ที่เค้าเรียกกันว่า American dream แล้วเรามักจะได้ยินคำต่อมาว่า "เงินของเขา เขามีเงิน เขาจะใช้อะไรมันก็เป็นสิทธิของเขา" (เสมือนว่า อย่าให้กูมีบ้างละมึงเอ้ย) <br />
<br />
ทีนี้การลดการบริโภคจะช่วยโลกได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น น้ำอัดลมกับน้ำเปล่า ถ้ามีให้เลือกควรที่จะเลือกดื่มสิ่งใด แน่นอนว่าการไม่เลือกน้ำอัดลมนั้นนอกเหนือไปจากเหตุผลด้านสุขภาพแล้ว กรรมวิธีการผลิตที่ต้องใช้พลังงานมาก ต้องใช้ทั้งไฟฟ้า คน แล้วคนเหล่านั้นก็ต้องเดินทางมาทำงานเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอีก เหมือนๆ กับพวกน้ำแปรรูปอื่นๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ โออิชิชาเขียว รวมทั้งน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติค ขวดพลาสติคต้องใช้พลังงานในการผลิตและการนำขวดมาใช้ต่อไม่ใช่หนทางที่ดีนัก อาจจะเรียกได้ว่าพลาสติคไม่สามารถย่อยสลายได้เลยตามธรรมชาติ<br />
<br />
นอกจากการบริโภคในเรื่องของน้ำดื่มที่ว่ามาแล้วการบริโภคอะไรก็ตามมากเกินความจำเป็นก็เป็นการใช้พลังงานไปโดยสิ้นเปลืองทั้งสิ้น อาหารที่ล้นเกิน เสื้อผ้าที่ล้นเกิน ภาชนะที่ล้นเกิน ของที่ระลึกที่ล้นเกิน แบตเตอรี่ที่ล้นเกิน มือถือที่ล้้นเกิน ความบันเทิงที่ล้นเกิน รถที่ล้นเกิน บ้านที่ใหญ่จนล้นเกิน ขยะที่ล้นเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้นเกิน จะนำเราไปสู่หายนะทั้งสิ้น<br />
<br />
โดยรวมที่ว่ามาการกระทำเป็นสิทธิส่วนตัว แต่โลกใบนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นสิทธิที่กล่าวอ้างมาทั้งหมดถือว่าเป็นสิทธิที่ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองอย่างดีแล้วหรือยัง คงเอามาคิดกันเองได้ไม่ยาก<br />
<br />
* อันที่จริงเบียร์เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบแต่ก็พยายามกินในปริมาณน้อย ปีหนึ่งๆ ไม่เกิน 10 กระป๋อง นับรวมๆ จากที่กินตอนเข้าสังคม (ข้ออ้าง) ด้วย
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 27 Apr 2007 07:38 203.113.32.9]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2 บ้านดินที่ว่าประหยัดน่ะมันเท่าไรกันแน่
ความที่ไม่สามารถบอกราคาได้แน่นอนก็เพราะมันก็เหมือนบ้านทั่วๆ ไปแหละ กว่าจะตีราคาบ้านออกมาได้ก็ต้องทราบข้อมูลอีกหลายอย่างเช่น ขนาดของบ้าน กี่ชั้น ห้องน้ำ ห้องนอน วัสดุที่ใช้ มีวัตถุดิบบ้างแล้วยัง และที่สำคัญเลยคือ จะจ้างวานหรือจะทำด้วยตัวเอง ในเรื่องของการว่าจ้างนั้นเท่าที่รู้จักมีอยู่ 2 เว็บไซต์ ความต้องการของทาง<a target="_blank" href="http://www.siambaandin.com">สยามบ้านดิน</a>เค้าต้องการคร่าวๆ อ่านได้<a target="_blank" href="http://www.siambaandin.com/index.php?option=com_content&task=view&id=28&Itemid=41">ที่นี่</a> ส่วนของ <a target="_blank" href="http://www.baandin.com">บ้านดิน.คอม</a> หาอ่านได้<a target="_blank" href="http://www.baandin.com/article/article_2.php">ที่นี่</a><br />
<br />
ถ้าเป็นการจ้างวาน บ้านดินอาจจะเรียกได้ว่าไม่ถูกเท่าไรนัก เพราะต้องใช้แรงงานจำนวนมากประมาณ 5-10 คน ในการก่อสร้างบ้านชั้นเดียวขนาด 7x4 หรือประมาณ 28 ตร.ม. อาจต้องใช้งบประมาณเป็นแสนบาทขึ้นไป ขึ้นกับวัสดุอุปกรณ์และรายละเอียดด้วยว่าจะเอาแบบหรูหราหรือประหยัดแค่ไหน แต่ถ้าเป็นการทำด้วยตัวเองในกรณีที่วัตุดิบต้องซื้อทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ดิน หิน ทราย แกลบ ไม้ โครงหลังคา บานหลังคา ราคาอาจจะอยู่ที่หลักหมื่น แล้วแต่ระดับของวัสดุอุปกรณ์และรายละเอียดด้วยเช่นกัน ถ้ามีวัตถุดิบอยู่แล้วจะยิ่งถูกลงไปใหญ่<br />
<br />
สำหรับราคาที่แน่นอนนั้นผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันคงต้องอาศัยกรณีศึกษาแต่ละโปรเจ็กต์ของแต่ละโครงการที่เค้าจัดทำขึ้นมาเลยน่าจะดีที่สุดแต่บัดนี้ผมยังหาไม่เจอเท่านั้นเอง<br />
<br />
สรุปว่าถ้าอยากจะได้บ้านดินสักหลังในราคาประหยัดควรจะทำด้วยตัวเองเพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายอย่างน้อยไปได้ครึ่งนึงเลยทีเดียว แต่ถ้ามั่นใจว่ามีปัญญาหาเงินมากกว่าที่จะทำด้วยตัวเองก็เลือกหนทางจัดจ้าง แต่สำหรับผมแล้วความภาคภูมิใจในการหาเงินกับความภาคภูมิใจในการทำด้วยตัวเองมันผิดกันลิบลับ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เงินซื้อไม่ได้
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 18 Jun 2009 11:41 203.113.17.166]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3 ทำไมต้องบ้านดิน
ตอบ: อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือวัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นวัสดุจากธรรมชาติทำให้ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมไปได้มากอย่างที่เคยว่าไว้ใน <a href="http://numthang.org/content/53/" target="_blank">ลดการบริโภคช่วยโลก</a> ก็เชื่อมโยงเหตุผลเดียวกัน บ้านดินจะช่วยลดการใช้วัสดุที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้องใช้พลังงานในการผลิต ไม่ว่าจะเป็น อิฐ ปูน กระเบื้อง เหล็ก ถ้าบ้านดินถึงเวลาต้องย่อยสลายตัวเองมันก็หายกลับไปสู่ดินได้ดังเดิม<br />
<strong>ถาม: ทำไมต้องทำด้วยตัวเอง?</strong><br />
ตอบ: ประหยัดและได้ความสะใจ ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตแต่ทำไมต้องหาเงินมาทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียวด้วยเล่า ถ้าสามารถสร้างบ้านด้วยตัวเองได้แล้วจะได้บ้านในราคาย่อมเยาว์เลยทีเดียว<br />
<strong>ถาม: แล้วบ้านแบบอื่นล่ะ?</strong><br />
ตอบ: บ้านไม้ไผ่ก็น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน ติดอยู่ก็ตรงที่ว่าหาองค์ความรู้ยากกว่าหน่อยขนาดชาวเขาเดี๋ยวนี้เค้าก็ไม่ทำกันแล้ว เหตุที่ว่าต้องซ่อมแซมบ่อย ชาวเขาก็ต้องเอาเวลาไปหาเงินเหมือนกัน<br />
<br />
อันนี้เป็นแบบถามเองตอบเองคุยกับตัวเองเพราะไม่รู้จะคุยกับใคร 55
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 10 Oct 2008 12:15 203.152.3.50]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4 ห่วงโซ่อุปทานแบบวอลมาร์ต (Supply Chaining)
<br />
ขั้นตอนหนึ่งที่น่าทึ่งคือ สมมติว่าเราหยิบกางเกงใน 1 ตัวออกจากห้างร้าน หลังจากที่เราเตรียมตัวชำระเงินพนักงานจะต้องติ๊ดๆ บาร์โค๊ดก่อนถูกมั้ย ณ. ห้วงเวลานั้นแหละ ในหนังสือ "ใครว่าโลกกลม" (The World Is Flat) เปรียบเปรยได้อย่างน่าใจว่าเป็นวินาทีแห่งชีวิตเลยทีเดียว หลังจากนั้นสัญญาณจะถูกส่งไปยัง Supplier หรือผู้ผลิตเพื่อบอกว่า "เฮ้ย กางเกงในถูกขายไปอีก 1 ตัวแล้ว เตรียมตัวผลิตเพิ่มอีก 1 ตัว ด่วน" อ่านถึงตรงแล้วต้องอุทานคำเดียวว่า "โอ้ว แม่เจ้า"<br />
<br />
นี่เป็นเศษเสี้ยวเดียวของการจัดการแบบวอลมาร์ต ยังมีเรื่องที่สลับซับซ้อนอยู่อีกมาก สนามการต่อรองระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย พฤติกรรมการบริโภคและความต้องการของมนุษย์ที่สลับซับซ้อนบางเรื่องก็ยากเกินจะเข้าใจก็ถูกนำมาวิเคราะห์และหลอกล่อซะละเอียด โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมและแฟชั่นทั้งหลาย รายละเอียดจะต้องรู้ไปถึงว่าสินค้าอะไร รุ่นไหน สีอะไรขายดี โอกาสไหน เพศไหน อายุเท่าไร คิดอะไรบ้าง ซื้อไปแล้วใช้เมื่อไร วันไหน เดินไปไหนต่อ สารพัดจะตามติดไปได้ นำมาวิเคราะห์เพื่อจะจัดสินค้าให้ได้ตรงความต้องการลูกค้ามากที่สุด หรืออีกแง่หนึ่งคือ กูจะยัดเยียดให้มึงพอใจแบบไม่รู้ตัวเลย<br />
<br />
นั่นเป็นความพยายามถึงที่สุดของคนขายสินค้าคือขายให้ได้มากที่สุด บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่สนใจว่ามนุษย์จะกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ที่เสพติดวัตถุจนโงหัวไม่ขึ้นและเป็นทาสของวัตถุตลอดไป ผลกระทบและกลยุทธ์ด้านอื่นยังมีอีกมากเอาไว้มีอารมณ์จะเขียนถึงอีกแน่นอน
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 13 Feb 2007 08:49 203.152.3.50]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5 โลกร้อนแก้ได้ใช้ `ไตรลอน คูล`
เริ่มด้วยการประชุมแก้ไขวิกฤติการณ์โลกร้อนจากนานาชาติ ชาวเอสกิโมบ้านละลายอยู่ไม่ได้ ฝ่ายไทยเสนอให้ใช้กระเบื้องยี่ห้อนี้เพื่อป้องกันรังสีความร้อน ตอนจบบ้านของชาวเอสกิโมจากที่ก่อด้วยน้ำแข็งก็กลายเป็นก่อด้วยกระเบื้องไปซะทั้งหมด ชาวเอสกิโมยิ้มแย้มแจ่มใสจบอย่างมีความสุข<br />
<br />
ก็ไม่รู้ว่า creative เข้าใจความหมายของคำว่า "โลกร้อน" หรือไม่หรือเข้าใจแต่เพียงแค่โลกมันร้อนขึ้นเท่านั้นเลยต้องหาอะไรมาบังแดดก็เรียบร้อย ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ไม่สำคัญ ยังไงผลของการกระทำก็ย่อมบ่งบอกถึงความอ่อนด้อยทางสติปัญญาของผู้จัดทำออกมาแล้ว เอาล่ะต้องการจะโหนกระแสที่คนกำลังพูดถึงกันมาก เอามาทำเรื่องขำๆ เอาเข้าจริงก็ขำๆ ผู้ชมก็รับสารเข้าไปแบบขำๆ ผลลัพธ์ที่ขำๆ ของโฆษณานี้ส่วนหนึ่งสะท้อนออกมาอยู่<a href="http://www.adintrend.com/show_ad.php?id=1524" target="_blank">ที่นี่</a> อ่านแล้วก็ขำๆ อีกเหมือนกัน แต่ขำไม่ออก<br />
<br />
ธรรมชาติกำลังบอกเราถึงความผิดปกติ ธรรมชาติกำลังบอกให้มนุษย์ปกป้องธรรมชาติไม่ใช่ให้ป้องกันธรรมชาติ สงสัยมนุษย์คงจะคิดได้แค่การสร้างโดมเหล็กกล้าเพื่อป้องกันธรรมชาติอย่างที่เคยคิดไว้ขึ้นมาจริงๆ (อาจใช้กระเบื้องไตรลอนคูลเป็นหลังคา) อีกส่วนหนึ่งก็มีเศรษฐีดอทคอมหลายคนเตรียมตัวไปอยู่นอกโลกกันแล้ว แล้วคนธรรมดาอย่างเราที่ต้องอยู่บนโลกต่อไปล่ะคิดที่จะทำอะไร<br />
<br />
รูปภาพจาก<br />
<a target="_blank" href="http://www.adintrend.com">www.adintrend.com</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 06 Oct 2009 02:36 203.152.3.39]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6 โลกาวินาศนิยม
ในช่วงที่เกิด 911 ถล่มเวิลล์เทรด บรรดาบริษัทแฟชั่นคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า สินค้าสีดำจะต้องขายดี ไม่นานมันก็ดาหน้ากันเข้ามาถึงคุณๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงโศกจนพอใจกันถ้วนทั่ว ช่วงที่เกิดพายุเฮอริเคนในอเมริกา บรรดาห้างร้านค้าปลีกเตรียมจัดวางอาหารสำเร็จรูปที่เก็บตุนไว้ได้นานออกจำหน่ายจนเป็นที่พอใจของบรรดาลูกค้ากันถ้วนหน้า<br />
<br />
ยิ่งกระตุ้นการบริโภคมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการผลิตแบบไม่สนใจโลกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพลาสติค โฟม ขวดน้ำพลาสติค เหล่านี้ ยิ่งกระตุ้น ยิ่งขาย ยิ่งป้อน ยิ่งผลิต ยิ่งใช้ เป็นการเร่งให้เกิดการแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเร็วมากขึ้นและจะนำพามาซี่งเฮอริเคนลูกแล้วลูกเล่า ดูๆ แล้วเหมือนจะเป็นทางตันของทุนนิยมกับโลกสีเขียวใบนี้จริงๆ เลยนะ<br />
<br />
ผมขอเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า "โลกาวินาศนิยม"
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 16 Feb 2007 11:42 203.152.4.221]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7 เอมี่
"พวกลุงๆ ป้าๆ น้าๆ ไม่มีสิทธิมาตัดสินการกระทำหนู อย่างน้อยหนูก็โดนลงโทษทางสังคมไปแล้ว นี่ไม่วายยังมาวุ่นวายสถานภาพของการเป็นนักศึกษาอีกมันอะไรกันเนี่ย หนูก็ยอมรับออกมาหน้าซื่อๆ แล้วไง ว่าทำเพราะอยากดัง เอาล่ะหนูรู้แล้วว่ามันเป็นความคิดโง่ๆ แต่ก็ไม่ใช่เพราะสังคมและคุณน้าตากล้องที่ต้องการอย่างนี้หรอกเหรอ ถ้าคนดูไม่ชอบแล้วหนูจะทำไปทำไมถามจริง ส่วนไอ้เรื่องชื่อเสียงของมหาลัย (ของเค้าชื่อดังนะ) เกียรติภูมิของนิสิต (ซึ่งไม่เคยมีเกียรติ) มันก็สิ่งสมมติขึ้นมาทั้งนั้นจะไปเสียเวลากับสิ่งสมมติทำไมกันนักหนา ถึงเวลาก็จะตายกันหมดแล้ว สิ่งที่จับต้องได้และให้ทำยังมีอีกมากมายนะคะ"<br />
<br />
ไม่อยากเขียนยาว เบื่อ จบ
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 17 Feb 2007 14:28 203.152.3.96]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8 คุ.ณ.เ.บื่.อ.วั.น.จั.น.ท.ร์.ช.อ.บ.วั.น.ศุ.ก.ร์.มั๊.ย. (นี่ไม่ใช่ SPAM)
แต่สำหรับพวกเราคงไม่หลงเป็นเหยื่อ spam พวกนี้หรอกแต่จะไปสมัครตัวแทนขาย Amway ตามเพื่อนชักชวนแทน เพราะคิดว่าศักดิ์ศรีมันต่างกับ spam ทั้งๆ ที่มันก็ไอ้แบบเดียวกันนั่นแหละ เอาเถอะไหนๆ หลงทำไปแล้วก็ลองดู ปรากฏว่าเจ๋งแฮะได้ใช้ของถูกแถมได้ส่วนลดด้วย คอมมิชชั่นก็สูง ยิ่งขายมากยิ่งใช้มากก็ยิ่งคุ้ม ของดีอย่างนี้ต้องชักชวนคนอื่นมาช่วยกันใช้ต่อให้เยอะๆ เอามาอยู่ในไลน์เราซะเลย "เพื่อนเอ๋ย วันนี้เรามีอะไรดีๆ มาบอก" เหอ เหอ เหอ<br />
<br />
เอาล่ะสำหรับคนที่ยังไม่ติดกับหนึบไปกับ Amway ทางเลือกคือออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกันดีกว่า แบบว่าอยากเป็นเจ้าของกิจการเองน่ะมันคงจะทำเงินและให้อิสระไม่น้อยเลย ไม่ต้องขึ้นกับใคร คิดเอง ทำเอง กำหนดเอง แต่กาลกลับกลายเป็นว่าเหลือเวลาให้กับตัวเองน้อยกว่าที่คิดแฮะ ความเสี่ยงก็ใช่ย่อย แข่งขันกับตลาดอันหนักหน่วงก็ลำบาก ชีวิตช่างเครียดหนักเวลาจะทำอย่างอื่นก็ไม่มี ได้ทำงานในสิ่งที่ชอบรึก็อาจจะไม่ เพราะคำถามแรกๆ ของการออกมาทำธุรกิจส่วนตัวคือ "ทำอะไรที่น่าจะได้เงินมาเยอะๆ" โดยที่ไม่เคยที่จะคิดว่าตัวเราเองนั้นอยากทำอะไร<br />
<br />
การทำอะไรอย่างเดียวไม่ว่าทำอะไรมันก็น่าเบื่อเหมือนกันทั้งนั้น ต้นเหตุของความทุกข์เหล่านี้มักจะมาจาก "รายได้ที่สูงกว่า" ทั้งสิ้น เพราะคิดไปว่า "การหาเงิน" มันมีคุณค่าและความดีในตัวของมันเอง เราก็เลยคิดไปเหมือนกันว่าเห็นจะจริง แค่บอกใครๆ ว่าทำงานหาเงิน ทุกคนจะเห็นดีเห็นงามด้วยเสมอ ยิ่งถ้าบอกว่ารายได้ดีด้วยก็ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่<br />
<br />
ผมว่าที่สุดของชีวิตคือการได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบนั้นเป็นอะไรที่ประเสริฐที่สุดแล้ว แม้ทุกคนจะรู้เรื่องเหล่านี้อยู่แก่ใจแต่น้อยคนนักที่จะได้อย่างที่ตัวเองหวังเพราะเจ้าตัวร้ายที่ชื่อ "รายได้" มันมักจะมาชักชวนให้เราออกนอกลู่นอกทางเสมอ
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 18 Feb 2007 11:21 203.152.3.224]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9 เดินหา An Inconvenient Truth
ู<br />
ไปสอบถามดูปรากฏว่าขายหมดไปแล้วไม่รู้ว่าขายดีหรือสั่งมาน้อยก็ไม่รู้ เดาว่าน่าจะขายดีมากกว่านะ เดินไปร้านแมงป่อง เค้าบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่เอาเข้ามาขาย ด้วยเหตุผลอันใดไม่ทราบได้ ไป B2S ปรากฏว่ามีครับ แต่เป็น VCD แฮ่ๆ ราคา 169 บาท เค้าบอกว่าไม่รู้ทำไมร้านเค้าไม่ส่ง DVD มาด้วย เค้าบอกร้านboomerang มีขาย ก็มีคนมาถามเค้าเหมือนกันและบอกไปว่าร้านนั้นของหมดไปแล้ว อืมๆ ขายดีๆ  กลับมาเปิดเว็บดูตอนนี้ก็มีขายหลายที่แล้วเหมือนกัน อย่าง <a href="http://www.moviecmajor.com/main/product_info.php?products_id=176&osCsid=9167861fbcee7f94046a929fd8edeefa" target="_blank">http://www.moviecmajor.com/main/product_info.php?products_id=176&osCsid=9167861fbcee7f94046a929fd8edeefa</a><br />
<br />
แต่ราคานี่สิ 519 บาท ทำไมมันแพงอย่างนี้ แถมมีแผ่นเดียวซะด้วย ถ้ามีอีกแผ่นก็คงจะจ่ายน่ะนะ ถ้าเทียบกับสมัยนึงก็คงไม่เรียกว่าแพงเท่าไร  เพราะจริงๆ DVD ลิขสิทธิ์ทุกวันนี้ถูกลงมากแต่พอมาดูจริงๆ ไม่รู้ทำไมราคากระโตกกระเตกมาก ในบางเรื่องมีตั้งแต่แผ่นละ 100 ถึงหลักพันบาท ไม่เข้าใจเหมือนกันไม่เหมือนพวก CD เพลง ที่ราคาตายตัวไม่หนีกันเท่าไร ตอนนั้นสมัยประมาณเมื่อ 8-10 ปีก่อน CD เพลงสากลจะซื้อทีก็แผ่นละ 450-550 บาท เหอ เหอ ย้อนไปซะนานตั้งกะรู้จัก mp3 ก็ไม่เคยได้เหลียวแล CD เพลงอีกเลย<br />
<br />
เสียใจที่จะต้องบอกว่าอาจจะไม่ซื้อของลิขสิทธิ์ ถ้าหาของก๊อปได้ หุหุ น่าเสียดายที่ราคาไม่เหมาะสมกับสภาพครัวเรือนเลยจริงๆ ผ่าสิ
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 14 Mar 2007 07:15 203.152.4.74]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10 ในที่สุดก็ได้มา
<br />
ดูท่าว่ารถรามันจะถูกเกินไปแล้วมั้งสำหรับเมืองไทย ถึงได้ออกมาเบียดเสียดกันบนทางแคบๆ ที่ขยายไปเท่าไรก็ไม่เคยพอตามจำนวนประชากร ก็บางครอบครัวเล่นเอาลูก 5 คน ต่อรถ 5 คัน (ยังไม่รวมรถจ่ายตลาด) จะไปรองรับอย่างไรไหว ยังไม่รวม taxi ที่ถ้าลองมองไปรอบๆ 6 คันน่าจะติด taxi สัก 4 คันเห็นจะได้ ความเครียดอันดับหนึ่งของคนกรุงไม่น่าจะพ้นปัญหารถติดแน่นอน ถ้ารอหน่วยงานแก้ไข รับรองไม่ทันได้ใช้ ดังนั้นเผ่นดีกว่า จะได้เพิ่มพื้นที่ให้กับกรุงเทพมหานครได้บ้าง<br />
<br />
เดินไปสะพานเหล็กเจอ  <a href="http://climatecrisis.net">An Inconvenient Truth</a> เต็มไปหมด ตอนแรกก็เกรงๆ เพราะว่าเป็น DVD5 จริงๆ ไม่แคร์ว่าจะ D5 หรือ D9 ขอแค่ให้มัน rip จากแผ่น Master ก็พอ เพราะ D9 ถึงจะ rip มาเป็น D5 เรื่องคุณภาพนั้นยอมรับได้ แต่ไม่ค่อยสันทัดพวก DVD เถื่อนถ้าไม่ใช่ของแม่สายกลัวว่ามันจะไม่ชัด ก็สุ่มๆ มาลองดูแค่ 70 บาทเท่านั้นเอง รีบกลับมาเปิดดูที่บ้านปรากฏว่าชัดแจ๋ว แสดงว่ามัน Rip มาจาก แผ่น Master จริงๆ นะเนี่ย เอ้อ รอดไปประหยัดไปได้หลายบาท แล้วแบบนี้จะมาโทษกันไม่ได้นาว่าทำไมไม่อุดหนุนของแท้ ก็พยายามไปดูของแท้ก่อนแล้ว แต่เห็นราคาแล้วบริโภคไม่ลงจริงๆ<br />
<br />
ตอนแรกกลับมาเปิดดูกะว่าจะลองดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไรบ้าง แต่ดูไปดูมาเลยกลายเป็นดูจนจบเลย อืม ส่วนเรื่องเนื้อหาค่อยว่ากันอีกที
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 22 Feb 2007 15:25 203.152.3.109]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11 จากไตรลอนถึงไซโจเด็นกิ จากไซโจเด็นกิถึงสูญ
<br />
จะด้วยการอวดอ้างสรรพคุณอะไรก็ตามแต่ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องไปสนใจ แต่ขบวนการโฆษณาสินค้าทุกวันนี้ได้เริ่มออกมาเพาะเชื้อแห่งความเห็นแก่ตัวและเพิกเฉยให้กับคนที่เสพสื่อและกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องโลกร้อนมากนัก เป็นการบิดเบือนความจริงที่น่าสะพรึงกลัวไว้ให้เหลือเพียงแค่ "โลกร้อนเหรอ ใช้สินค้าของเราสิป้องกันได้" จบ (เห่)<br />
<br />
เหมือนๆ กับตอนหนึ่งของการ์ตูน Simpson ใน <a target="_blank" href="http://www.climatecrisis.net">An Inconvenient Truth</a> ที่อธิบายเรื่องโลกร้อนและการบิดเบือนกระบวนการแก้ปัญหาของผู้ใหญ่ให้เหลือแค่ว่า "น้ำแข็งละลายเหรอ เราก็เอาก้อนน้ำแข็งไปทิ้งเพิ่มสิ" จบ (เห่) กัน
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 22 Feb 2007 15:26 203.152.4.232]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12 Baby, You've Got It!
<br />
ทุกอย่างปกติดี หมอบอกว่าขนาดโตขึ้นมาปกติ น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ และคราวหน้าหมอจะอัลตร้าซาวน์ดเพื่อดูว่ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า เช่น กระโหลก แขน ขา มีครบมั้ย <br />
<br />
อีกไม่นานนี้คงจะได้รู้กสึกว่าลูกดิ้นแล้ว ดีจัง อยากรู้ว่าเป็นยังไง มันจะตุบๆ จิกๆ หรือยังไงนะ บางคนว่าเหมือนโดนหยิก บางคนว่าเหมือนโดนปลาตอด ไว้เดี๋ยวคงได้รู้กัน<br />
<br />
มากรุงเทพทีไรก็มีอันได้อยู่เกินกำหนด ถัดจากวันที่ไปหาหมอก็ไปซื้อเตียงให้นำทาง เป็นเตียงไม้มือสอง ยี่ห้อ Brown Farm ซึ่งยี่ห้อนี้รู้กันว่าแพงมากกก ของใหม่ราคา 1x,xxx ขึ้นทั้งนั้น ได้มาเป็นชุดเลย เตียงพร้อมที่นอน ผ้าปู หมอน ผ้าห่ม และกันกระแทก น่ารักดีจัง แถมถูกกว่าซื้อใหม่หลายๆๆๆๆๆเท่า นำทางจ๋า หนูมีเตียงแล้ววว...<br />
<br />
จากนั้น ด้วยความไม่รู้ทางของเฮีย เลยได้ไปถึงพาหุรัดด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ได้ของมาสมใจทั้ง ผ้าอ้อม ผ้ายาง ผ้าห่อตัว ซึ่งพวกนี้เลือกคุณภาพแบบเดียวกับของยี่ห้อแต่ราคาถูกกว่าในห้างมากๆ และก็ได้ผ้าเมตรที่จะเอามาทำชุดผ้าปูเองอีกชุด เดินจนปวดขาแต่มีความสุขจัง อยากไปเดินดูของให้ลูกอีก @^^@
ผู้โพสต์ : toon [Thu, 22 Feb 2007 15:26 203.152.4.232]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13 เผ่าพันธุ์มนุษย์ดีหรือชั่ว
<br />
จริงๆ คำพูดเหล่านี้จะใช้ในการเมืองการปกครอง แต่พออ่านดูแล้วน่าสนใจว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เป็นอย่างไหนกันแน่ แหะ แหะ แต่สุดท้ายนักปรัชญาทั้งสองท่านก็มองว่ามนุษย์ชั่วช้าอยู่ดี โปรดรอคอยบทพิสูจน์ในอนาคตว่ามนุษย์จะเปลี่ยนจากวิกฤตไปสู่ความดีงามช่วยเหลือซึ่งกันและกันปราศจากความเห็นแก่ตัวพาโลกเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์หรือว่าโลกจะเป็นนรกที่มนุษย์กลายเป็นผีเปรตแก่งแย่งอาหารและแผ่นดินเพื่อหนีความตาย
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 24 Feb 2007 16:57 203.152.3.39]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14 ความลี้ลับของนิยามเศรษฐกิจพอเพียง ตอนที่ 1
"เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นความลี้ลับอย่างนึง ผู้พูดส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ ส่วนผู้ลงมือปฏิบัติจริงจังคนก็ดูว่าแปลกประหลาดแต่อย่างไรก็ตามพวกเค้าเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากไปกว่าการลงมือทำ<br />
<br />
"เศรษฐกิจพอเพียง" เน้นให้พึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน จงสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนที่จะเข้าสู่สนามรบ พ่ายแพ้เค้ามาจะได้ไม่เจ็บตัวตายคาสนามรบและยังคลืบคลานเอาตัวรอดออกมาได้ การที่เน้นส่วนนี้ไปที่เกษตรกรนั้นเข้าใจได้ไม่ยากเพราะโดยพื้นฐานของเกษตรกรนั้นสามารถผลิตอาหารเลี้ยงตัวเองได้แต่ถูกวิถีทุนนำพาเข้าสู่สนามรบที่ตัวเองไม่ถนัด จากเดิมที่ผลิตเพื่อเลี้ยงตัวเองกลายมาเป็นการผลิตโดยเอาตลาดเป็นที่ตั้ง จากกินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน กลายเป็นปลูกพืชชนิดเดียวที่ขายได้ราคาดีที่กำหนดโดยตลาด เกษตรกรเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตมาเป็นซื้อทุกอย่างที่กิน ซื้อทุกอย่างที่ใช้ เกษตรกรปลูกข้าวขายข้าวเพื่อเอาเงินมาซื้อกับข้าวกิน เกษตรกรปลูกผักขายผักเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารกิน ทั้งที่ตัวเองสามารถผลิตเองได้โดยไม่ต้องซื้อแท้ๆ รูปการณ์อย่างนี้ย่อมเข้าขั้นผิดปกติ<br />
<br />
นานวันเข้ากว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินกว่าจะกลับลำทัน ถึงเวลาก็ถอนตัวไม่ขึ้นเพราะต้องอยู่ในวงจรหนี้ตลอดชีวิตในระบบเศรษฐกิจที่ว่า "ไม่เป็นหนี้จะรวยได้เหรอ ผมก็ร่ำรวยจากการเป็นหนี้มาก่อน" ในระบบเศรษฐกิจที่คิดว่า ทำมาก ได้มาก ทำน้อย ได้น้อย เกษตรกรจึงได้พากันลงทุนขยายเนื้อที่ไร่ ต้องจ้างวานคนอื่นเพราะทำด้วยตัวเองไม่ไหว เพิ่มผลผลิต ทำตัวเป็นนายทุนน้อย แต่ขาดความเชี่ยวชาญ สุดท้ายถึงเวลาขายผลผลิต ราคาขายก็ต้องพึ่งพิงราคาตลาดเพราะตลาดเป็นคนกำหนดราคาขายไม่ใช่เกษตรกร ขาดทุนอย่างไรก็ต้องขายไม่อย่างนั้นก็ต้องทิ้ง พอสิ้นเนื้อประดาตัวพ่ายแพ้ในสนามรบแล้วยังไม่มีฐานรองรับที่ดี จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นปัญหาสังคม นี่คือความชอกช้ำของเกษตรกรวิถีทุน<br />
<br />
เศรษฐกิจพอเพียงเน้นให้ผลิตเพื่ออยู่ก่อนสิ่งอื่น ให้มีกินก่อน มีใช้ไว้ทีหลัง มีเหลือเมื่อไรค่อยขาย ไม่จำเป็นต้องขยายการผลิตให้ใหญ่โต ไม่ต้องจ้างวานผู้คนมากมาย ไม่ต้องใช้สารเคมีในการลงทุน ใช้แรงงานตัวเอง ถึงเวลาขายได้เมื่อไรนั่นคือกำไรเพราะไม่ต้องลงทุนสูงมากนักทำเท่าที่แรงตัวเองจะทำได้ โอกาสขาดทุนมีน้อย ถึงแม้ว่าจะขายไม่ได้ราคาก็ไม่อดตายเพราะผลิตเพื่ออยู่รอดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เศรษฐกิจพอเพียงสำคัญคือ "มีกิน"<br />
<br />
* การอ้างถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เหล่านี้ไม่ได้ตีความตามแนวพระราชดำริโดยตรงเพราะทั้งหมดเป็นนิยามในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้นแต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความหมายตามแนวราชดำริอยู่บ้าง
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 28 Feb 2007 14:02 203.152.3.140]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15 เริ่ม recycle อีกระดับ
<br />
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ จึงคิดหยิบกล่องนม พวกภาชนะต่างๆ ที่ใช้แล้วทั้งลงถังและกำลังจะลงถังออกมาพิจารณาดู ว่ามันทำอะไรได้อีกบ้าง แรงบันดาลใจที่อยู่ดีๆ ก็ทำนั้น ถ้าจะบอกว่าเห็นเค้าทำแล้วเราก็ทำบ้างในทันทีนั้นคงไม่จริงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาอยู่เหมือนกัน ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าการ recycle นั้นดีแน่ๆ วันนี้ก็เริ่มไปอีกระดับหนึ่งแบบไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเป็นเพราะว่าเราพร้อมอีกระดับแล้วกระมัง<br />
<br />
ซองใส่นมผงที่ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะหน้าตามันมันวาวไม่เหมือนพลาสติคทั่วไป ทำให้เตะตาว่ามันไม่ใช่เศษพลาสติคธรรมดานะ แต่มันส่องแสงเป็นประกาย เลยหยิบจับมันมาลอกดู ปรากฏว่ามันเป็น foil อย่างน้อยที่คิดได้ตอนนี้ก็เอามาห่อปลาเผาล่ะ ส่วนวิธีใช้อีกอย่างที่นึกได้ก็ หึหึ ถ้าเป็นสมัยเรียนคงเอามารองเผาอย่างอื่นแล้วสูดควันมันเข้าไปแทน<br />
<br />
อย่างกล่องนมถั่วเหลืองดูดหมดแล้วทิ้งนั้น จริงๆ ปกติจะพยายามไม่นิยมนมกล่องดูดหมดแล้วทิ้งเพราะสร้างขยะในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยการคั้นนมถั่วเหลืองกินเอง แต่ช่วงนี้ลืมๆ พอเห็นกล่องนมพวกนี้กำลังจะลงถัง เลยเอามาตัดปากกล่องล้างซะกันบูดแล้วเก็บไว้ก่อน เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ<br />
<br />
คำแนะนำสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่สามารถจะทำได้โปรดแยกขยะแล้วกองไว้หน้าบ้านส่วนนึงแยกไว้หรือทำเป็นถังขยะแยกไว้แล้วแปะป้ายว่า "ถังนี้สำหรับซาเล้ง" พวกขวดเปล่านี่เป็นที่ต้องการนักแล ซาเล้งพวกนี้เค้าทำหน้าที่แยกขยะที่ใช้การได้และนำไปรีไซเคิลให้ต่ออยู่แล้ว แต่จะดีกว่าถ้าเราอำนวยความสะดวกด้วยการแยกไว้ให้เลย จะเห็นว่าซาเล้งเป็นอาชีพที่น่าสนับสนุนและเอาควรเอาเข้าระบบอย่างจริงจัง เพราะพวกเค้าทำหน้าที่เอาขยะไร้ค่าไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างมหาศาล
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 13 Mar 2007 16:33 203.152.4.138]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16 ความลี้ลับของนิยามเศรษฐกิจพอเพียง ตอนที่ 2
<br />
ดังนั้นความสามารถในการพึ่งตนเองได้โดนตัดทิ้งไปอย่างนึงแล้วโดยกระแสหลักปัจจุบันที่ว่า "เงินคือพระเจ้า" ดังนั้นไม่ต้องคิดอย่างอื่นหาเงินอย่างเดียวเท่านั้นแหละดี คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถหาอาหารยัดปากตัวเองได้ถ้าขาดเงินซื้ออาหารกิน วันนี้คนกลุ่มนี้อ่อนเปลี้ยเสียความสามารถอันสำคัญของมนุษย์ไปแล้ว ความจริงที่หดหู่ยังมีตามมาอีก เพราะไม่ใช่แค่ต้องหาเงินมาซื้ออาหารเท่านั้น ยังต้องหาเงินมาซื้อกิเลสและอื่นๆ อีกมากมายที่คิดว่าจำเป็น ก็ยิ่งทำให้เกิดทุกข์มากขึ้น (กลับไปอ่าน <a href="http://numthang.org/content/30/#30">สมการความเครียด</a>)<br />
<br />
แล้วสงครามแย่งชิงทรัพยากรเงินตราก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกอย่างถูกซื้อได้ด้วยเงิน คนกลุ่มนี้ต้องยึดเป็นสรณะเลยว่าต้องหาเงินเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ อันความเป็นจริงของเงินแล้วเงินในระบบไม่ได้มีน้อย มันมีเยอะมากแต่ความสามารถในการหาเงินไม่เท่ากัน เงินมันไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่เปอร์เซนต์เท่านั้น เพื่อความอยู่รอดในปัจจุบันทุกคนจึงได้พยายามแย่งเศษเงินแลกกับหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองเพื่อให้ได้เงินมาเพื่อความอยู่รอดจากกลุ่มคนไม่กี่เปอร์เซนต์ นี่คือความจริงอย่าหลอกตัวเอง เจอสงครามมหึมาขนาดนี้แล้วเศรษฐกิจพอเพียงมันผ่ามาจากไหนกันนะที่จะเข้ามาขัดขวางหนทางแห่งชีวิตของคนกลุ่มนี้ไปได้<br />
<br />
คนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกมากนักและมีความเสี่ยงสูง เพราะเงินตราอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นที่สุด ไม่มีเงินเป็นอดตาย ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ อดออม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่สร้างหนี้ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเพื่อทำการค้าหรือธุรกิจ มีเงินแค่ไหนทำแค่นั้น ค่อยๆก้าวสะดุดหกล้มจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก โดยเฉพาะการสร้างหนี้ที่ก่อเกิดจากกิเลสด้วยแล้วยิ่งไม่เด็ดขาด มีเงินแล้วค่อยซื้อ ถ้าไม่จ่ายได้ก็ยิ่งดี และต้องไม่ใช้จ่ายพอดีตัว (ไม่เหลือพอให้เก็บ) ใช้ให้น้อยเท่ากับมนุษย์ที่จำเป็นต้องใช้ ความมั่นคงของคนกลุ่มนี้คือเงินตราเท่านั้น ดังนั้น จงอดออม ลดกิเลส และอย่าคิดว่าตัวเองจะมีเงินเข้ามาอยู่ตลอด หยุดงาน ตกงาน บริษัทเจ๊ง จะเคว้งทันที อยู่เฉยไม่ได้ต้องรีบหางานใหม่ทันที นี่เป็นความชอกช้ำของคนกลุ่มนี้<br />
<br />
"เศรษฐกิจพอเพียง" ต้องมีพื้นฐานอยู่ที่ความพอเพียงของคนในสังคม เพราะถ้าทุกคนต่างไม่พอเพียงแล้ว หายนะจะเกิดกับทุกๆคนได้เท่าเทียมกัน เมื่อมีปัญหาการเหลื่อมล้ำกันของสังคม คนจนคนรวยย่อมอยู่ไม่สุขพอๆกัน คนจนต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดแม้ว่าจะต้องปล้นชิง คนรวยต้องคอยระแวงกลัวการจี้ปล้นทรัพย์สมบัติที่ตัวหามาได้ เมื่อคนส่วนใหญ่รู้จักพอเพียงการแก่งแย่งจะไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทุกคนบริโภคน้อย ภาคการผลิตก็จะลดน้อยลง กระบวนการจ้างงานลดน้อยถอยลง เศรษฐกิจก็จะถอยลง (อันนี้ใครว่าไม่ดีผมว่าดี) เมื่องานน้อยเศรษฐกิจถอยคนก็เข้ามาเบียดเสียดในเมืองน้อยลง คนแย่งงานกันน้อยลง การเบียดเบียนแรงงานก็น้อยลง การเดินทางก็จะน้อยลง การขุดเจาะน้ำมันก็น้อยลง การเผาผลาญทรัพยากรเพื่อใช้ในการผลิตน้อยลง เมื่อการเผาผลาญน้อยลง อัตราการทำลายล้างโลกก็น้อยลง คนกลับไปสู่กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมคือผลิตเพื่ออยู่เหมือนกับสัตว์โลกทั่วๆไป<br />
<br />
จะว่าไปทุกวันนี้ชักจะแยกไม่ออกซะแล้วกับปัญหาของเกษตรกรและกลุ่มคนในเมืองอาจเป็นเพราะโลกานุวัตรพาเราไปทางเดียวเหมือนๆกันหมด<br />
<br />
* การอ้างถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เหล่านี้ไม่ได้ตีความตามแนวพระราชดำริโดยตรงเพราะทั้งหมดเป็นนิยามในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้นแต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความหมายตามแนวราชดำริอยู่บ้าง
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 28 Feb 2007 14:21 203.152.4.147]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17 65 ปีไทยประกันชีวิตดูแลคุณไม่เคยเปลี่ยนแปลง
<br />
ภายในเย็นวันนั้นชายหนุ่มติดต่อไทยประกันชีวิตเพื่อขอเบิกเงินประกัน ชายหนุ่มลงทุนเพียงค่าแหวนทองสองสลึง
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 01 Mar 2007 11:57 203.152.4.240]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 18 ความลี้ลับของนิยามเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ทุนนิยมแบบพอเพียง (จบ)
<br />
"เศรษฐกิจพอเพียง" ตามความหมายของผมนั้นไม่เปิดช่องให้สะสมกิเลส ลองถ้าเปิดช่องให้กิเลสแล้วความพอเพียงไม่บังเกิด ถ้าคิดจะพอเพียงต้องตัดกิเลส ดังนั้นการที่จะรวยได้แบบไม่เบียดเบียนผู้อื่นออกจะขัดกับทุนนิยมอย่างไปกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นคำพูดที่ว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับทุนนิยม" หรือ "ทุนนิยมแบบพอเพียง" สำหรับผมแล้วไม่มี เข้าทำนองมือถือสากปากถือศีล เศรษฐกิจพอเพียงก็จะเอา(หรือแค่พูด) ความเชื่อมั่นต่างชาติก็แคร์ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างชาติ มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อแนวทางคนละเรื่องเลย<br />
<br />
"เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ได้ห้ามคนร่ำรวย ของแพงๆมีได้ แต่ความร่ำรวยนั้นต้องไม่ได้มาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ความร่ำรวยที่ไม่ได้เบียดเบียนใครดูออกจะเป็นความร่ำรวยในอุดมคติอยู่สักหน่อย หากคำพูดนี้เป็นจริงได้ ก็ออกจะสงสัยว่าคงเป็นความร่ำรวยแบบพออยู่พอกินซะมากกว่าที่จะเรียกว่าความร่ำรวยแบบตะกละตะกรามอย่างที่เห็นกันตามแวดวงนักการเมืองและพ่อค้า เพราะไม่อย่างนั้นแล้วความร่ำรวยที่ว่าจะต้องมีการเบียดเบียนคนอื่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างแน่นอน แต่เอาเหอะ ความร่ำรวยมันวัดกันไม่ได้ คนบางคนมีเป็นหมื่นล้านยังไม่พอใช้เลย คำพูดที่ว่าไม่ได้ห้ามคนร่ำรวยนั้นเปิดช่องให้ความร่ำรวยทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ตามปกติ เพราะถ้าปล่อยให้คนทั่วไปตีความความหมายของสิ่งนี้ อย่างที่ว่า "ไม่ได้ห้ามคนร่ำรวย" นั้นอันนี้พอเข้าใจได้ แต่อันหลังที่ว่า "โดยไม่เบียดเบียนคนอื่น" นั้น อันนี้ยังไงก็ไม่เข้าใจเว้ย ตัดทิ้งไปช่างหัวมันเพราะว่าอย่างน้อย "กูก็พอเพียงเหมือนกันเพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามกูรวย วะฮ่าฮ่า"<br />
<br />
"เศรษฐกิจพอเพียง" เน้นไปที่ การบริโภคน้อย (รวมทั้งการกินและการใช้สอย) พอเหมาะพอควรสำหรับมนุษย์ไม่ใช่สำหรับตัวเอง เพราะถ้าบอกว่าพอเพียงให้สมกับฐานะของตัวเองก็จะเปิดช่องให้คนมีหมื่นล้านก็จะมีรถร้อยล้าน คนมีพันล้านก็จะมีรถสิบล้าน คนมีร้อยล้านก็จะมีรถหลายล้านเอาไว้อำนวยความสะดวก ซึ่งไม่ว่าจะฐานะเพียงใดก็ตามความจำเป็นของมนุษย์ย่อมเท่าเทียมกัน นอกล้นไปจากนั้นนั่นคือกิเลส<br />
<br />
"เศรษฐกิจทุนนิยม" เน้นไปที่ การบริโภคให้มาก ใช้จ่ายให้มาก ใช้สินค้าให้มาก เพื่อจะได้เพิ่มกำลังการผลิต ยิ่งเพิ่มก็ยิ่งได้มาก อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยิ่งเติบโต ยิ่งจับจ่ายมาก ยิ่งรวยมาก ก็จะยิ่งได้รับการนับถือและชื่นชมจากบริษัทขายสินค้าและกระบวนการทำให้ลูกค้ากลายเป็นพระเจ้าของบริษัทขายของ ยิ่งผลิตมากยิ่งเกิดการจ้างงานมากขึ้น การถูกกดขี่ของแรงงานก็มีมากขึ้นจากการแข่งขันกันของบรรษัท ในเมื่อกระบวนการทุนนิยมสามารถทำให้ทุกคนเป็นพระเจ้าได้ แล้วใครล่ะที่ไม่อยากจะลองเป็นพระเจ้าดูบ้าง<br />
<br />
ถ้าใครจะเรียกร้องเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพอเพียง ผู้นำต้องมีจริยธรรม รู้จักพอ จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและให้สวัสดิการที่เหมาะสมแก่ลูกจ้างนั้น ความยากอยู่ที่ถ้าไม่ลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับชาวบ้านแล้วจะอยู่ได้อย่างไร และถ้าใครจะมาบอกว่าพนักงานถือเป็นต้นทุนทรัพยากรอันมีค่าของบริษัทแล้วทำไมคนเค้าถึงชอบลดต้นทุนส่วนนี้ก่อนเป็นส่วนแรก การเรียกร้องความเป็นธรรมจากทุนนิยมทำได้ยาก เพราะสถานการณ์มักบีบบังคับให้ตัดแขนขาทิ้งเพื่อรักษาร่างกายเสมอ อันที่จริงธุรกิจเพื่อสังคมไม่ใช่ไม่มีซะทีเดียวแต่คงต้องงมเข็มกันหน่อยล่ะ เอาไว้จะหามาคัดค้านสะกิดข้อเขียนนี้ได้บ้าง<br />
<br />
ดูๆ แล้วมันจะมีอะไรที่ไปกันได้บ้างล่ะ หืมม<br />
<br />
* การอ้างถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เหล่านี้ไม่ได้ตีความตามแนวพระราชดำริโดยตรงเพราะทั้งหมดเป็นนิยามในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้นแต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความหมายตามแนวพระราชดำริอยู่บ้าง
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 26 May 2012 04:43 203.152.3.168]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19 ทำมาหากิน
<br />
<img width="480" height="360" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/50632c698ab8.jpg" /><br />
<br />
<strong>ได้มาแล้วตัวแรก<br />
<br />
<img width="480" height="360" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/f29178e7f6c4.jpg" /><br />
<br />
เบ็ดเสร็จได้มาสี่ตัวเพียงพอแล้ว มีมากๆเก็บไว้กินก็จะไม่สด<br />
<br />
</strong>นาทีแห่งชีวิตนี้แหละที่ใครหลายคนไม่เคยทำมาก่อนรวมทั้งตัวเอง คราวก่อนดูสาธิตวิธีทำแล้วครั้งนี้ถึงคราวลงมือเอง ก่อนอื่นปล่อยรอให้มันนิ่งไปก่อน ปลานิลจะตายง่ายไม่นานมันก็หายใจรวยริน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ตายสนิท ต้องทุบๆๆ ตรงหัวของมันให้สลบ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความใจแข็งอย่างมาก ถ้าเป็นกรณีปลาช่อนทิ้งไว้บนบกก็ไม่ตายทุบก็ไม่ค่อยจะยอมตายเพราะพลังชีวิตมันสูงมากคนจีนนิยมทำน้ำซุปบำรุงกำลัง หลังจากดิ้นจนสลบแล้วก็ได้เวลาเชือด<br />
<strong><br />
<img width="480" height="360" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/8e0da1dce2da.jpg" /><br />
<br />
ก่อนอื่นตัดครีบอันแหลมคมออกซะก่อนครีบซ้ายขวาบนล่างท้ายเอาออกให้หมด<br />
<br />
<img alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/1c28fb699ecf.jpg" /><br />
<br />
ขอดเกล็ดทั้งซ้ายขวาหางหัวคอ<br />
<br />
<img width="480" height="360" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/7676f5ee8229.jpg" /><br />
<br />
ผ่าท้องอย่างระวังอย่าให้โดนไส้แตกเด๋วเปรอะแล้วจะบรื๋ออออ แล้วก็ควักตับไตไส้พุงมันออกมาจนหมด ล้วงให้ลืกๆ<br />
<br />
<img width="480" height="360" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-01/259b36609480.jpg" /><br />
<br />
เปิดแก้มดึงเหงือกแดงๆของมันออกให้หมดทั้งซ้ายขวา<br />
<br />
</strong>เสร็จแล้วก็ล้างพุงและตัวปลาให้สะอาดพร้อมปรุง ในขณะที่แล่หลายครั้งมันก็ยังหายใจและยังขยับได้อยู่ ใครที่ชอบกินปลาอยากให้ลองแล่ปลาดูว่ามันเครียดไม่ใช่เล่น อาจจะทำให้อยากกินเนื้อสัตว์น้อยลงก็เป็นได้ อาาา นี่หรือคือการทำมาหากิน<br />
<strong><br />
</strong>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 13 Mar 2007 16:35 203.152.4.72]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20 ย้ายบ้านใหม่
<br />
บังเอิญได้ไปอ่านแนวคิดเกี่ยวกับเบื้องหลังต้นกำเนิดโปรแกรม appserv ที่มามีอยู่ว่า ชอบมีเพื่อนๆ เจอปัญหามาถามเกี่ยวกับการลง Apache+MySQL+PHP บน window อยู่บ่อยๆ จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะจับมารวมกัน install ครั้งเดียวเสร็จเลยน่าจะดี ก็มาคิดว่าเออเป็นความจริง สมัยที่ยังใช้ window ต้อง setup AMP บ่อยๆเพื่อมาทำ local webserver สำหรับเทสงาน แล้วการ setup ทุกครั้งก็เจอปัญหาทุกครั้งเลยน่าเบื่อมาก อย่างน้อยหนึ่งอย่างแล้วเจอที่กว่าจะควาญเจอก็นานเป็นชั่วโมงอย่างที่เค้าว่าจริงๆ อย่าว่าแต่ window เลย linux เองบางครั้งยังเจอปัญหาบ่อยๆ ไม่ว่ายังไงการติดตั้งแต่ละครั้งมันต้องติดปัญหาอะไรซักที่อยู่เสมอ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 06 Mar 2007 14:09 203.152.4.32]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21 คือความล้มเหลว
<br />
คือความล้มเหลว
<p align="center" class="MsoNormal" style="text-align: center;"><strong><span lang="TH" style="">1.</span></strong><strong><span style=""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span></strong><span lang="TH" style="">ร่างเล็กผอมบางของหญิงชราก้มหน้าสัมผัสผืนโคลนบนท้องทุ่ง หันแผ่นหลังเป็นเส้นขนานกับแผ่นฟ้า นางใช้นิ้วมือเหี่ยวย่นแห้งกรังแยกต้นกล้าให้พอเหมาะสำหรับปักดำ อันเป็นความชำนาญมาตั้งแต่เป็นสาวรุ่น ก่อนจะกดนิ้วมือจมลงไปในแผ่นโคลน สัมผัสได้ทั้งความหยาบ ความละเอียดของผืนตม เมฆปกคลุมค่อนผืนนาเริ่มขยายวงกว้างก่อนฟ้าจะมืดสลัว ฝนเม็ดเล็กๆ ที่ไหลรินกลายเป็นหยดน้ำเม็ดใหญ่แผ่ทั่วท้องนา หญิงชรายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพของดินฟ้าอากาศ</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ป้าสร้อย ยังไม่กลับเหรอ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงชราเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก ยิ้มให้เพื่อนบ้านรุ่นลูกที่ยืนตะโกนถามอยู่อีกฟากคันนา</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ยัง เหลือกล้าอีกมัด กะจะดำให้หมด</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ฉันไปก่อนนะป้า จะรีบกลับไปทำกับข้าว ป่านนี้ไอ้หนูมันคงตักน้ำนึ่งข้าวเสร็จแล้ว</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ป้าสร้อยนี่แข็งแรงนะ ดำนาได้ทั้งวันไม่เหนื่อยเลย</span>”<span lang="TH"> หล่อนเดินจากไปพร้อมกับทิ้งคำพูดให้ปลิวไปตามสายลม</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงชราก้มหน้าปักดำต่อไปด้วยความเคยชิน อาการหลังขดหลังแข็งที่ติดตัวนางมา 50 กว่าปีไม่เคยจางหาย แต่มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่นางรอคอย</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p align="center" class="MsoNormal" style="text-align: center;"><strong><span style=""><o:p> </o:p></span></strong></p>
<p align="center" class="MsoNormal" style="text-align: center;"><strong><span lang="TH" style="">2.</span></strong><strong><span style=""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงสาวผิวพรรณเกลี้ยงเกลาหมดจด แม้โหนกแก้มและสันจมูกจะบ่งบอกถึงภูมิลำเนาอย่างชัดเจน แต่การไม่ได้ตากแดดกรำฝนมานาน ใบหน้าจึงเนียนเรียบผุดผ่อง หล่อนนั่งจมจ่อมกับงานตรงหน้ามาเกือบ 5 ชั่วโมง ไม่มีโอกาสได้ลุกไปยืดเส้นยืดสาย แม้จะเอี้ยวตัวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยังไม่มีพื้นที่ว่างให้ได้ขยับขยายร่างกาย</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ทำไมมันเยอะอย่างนี้ แค่ 5 ชั่วโมงยังเมื่อยโคตรขนาดนี้ แล้วหลังกูจะเดี้ยงไหมนี่</span>”<span lang="TH"> หล่อนนั่งพึมพำอยู่คนเดียวแบบนี้มาตั้งแต่ชั่วโมงแรกของการเริ่มงาน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงสาวเรียนจบมา 5 ปีแล้ว แต่ลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้หล่อนต้องโยกย้ายงานถึง 10 กว่าแห่ง จนเพื่อนสนิทแต่ละคนระอากับความแปรปรวนรวนเร นานๆ ครั้ง หล่อนจะมีโอกาสติดต่อกับกลุ่มเพื่อนสนิท คำพูดแรกที่ได้ยินผ่านหูทุกครั้งหลังจากกดปุ่มรับโทรศัพท์ ไม่มีคำใดแตกต่างกันเพียงนิด</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ลาออกอีกแล้วเหรอ ทำไมไม่อดทนเลย ไม่พอใจก็ลาออก ๆ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ลาออกเพราะเขาให้แกเขียนบทความพ่วงโฆษณาเกินไปนี่นะ สมัยนี้อะไรๆ ก็ฮาร์ดเซลล์ทั้งนั้นแหละ ไม่ชอบก็เขียนๆ ไปเถอะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">คนที่แกต้องสัมภาษณ์ได้รับรางวัลเพราะเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของหนังสือ แค่นี้ก็รับไม่ได้แล้ว เขาให้สัมภาษณ์ก็ทำไปเถอะ จะได้รางวัลเพราะอะไรก็ช่างหัวมัน ได้เงินก็น่าจะพอใจแล้ว</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">เจ้านายก็เป็นเจ้านายเขาก็อยากแสดงอำนาจบ้างซิ เขาจะด่าจะว่า แกจะสนใจไปทำไม เป็นกระโถนให้เขาแลกกับเงินเดือน ก็แค่นี้ คิดอะไรมากมายให้รกสมอง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">อารมณ์ติสชึ่งมาเยี่ยมเยือนอีกแล้วซิ คราวนี้เป็นอะไรล่ะ เบื่องาน เซ็งเพื่อนร่วมงาน หรือไปด่าเจ้านายเข้า</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>เฮ้อ...หล่อนก็อยากรู้เหมือนกันว่า การที่ใครสักคนลาออกจากงาน นอกจากปัจจัยสามอย่างนี้แล้ว จะมีอะไรอีกเล่า เพราะหล่อนก็ยังไม่เคยได้ยินสักทีว่า</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ฉันคิดว่างานดีเกินไปสำหรับสมองน้อยๆ อย่างฉัน ให้เขาหาคนที่มีคุณค่าเหมาะสมกว่าฉันดีกว่า</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>แต่ไม่เคยมีคำพูดใดที่ทำให้หล่อนรู้สึกเศร้าใจกับความคิดในมุมแคบที่มีอยู่ในสมองของคนคนหนึ่ง เกินกว่าคำนี้อีกแล้ว </span><span style="">“<span lang="TH">แกคิดว่าชีวิตตัวเองล้มเหลวไหม เพื่อนคนอื่นเขาเก็บเงินได้เป็นแสนๆ ซื้อรถผ่อนบ้านได้แล้ว แกยังเดินเข้าออกจากงานเป็นว่าเล่น เมื่อไหร่จะได้ปรับเงินเดือน มีรถ มีบ้านอย่างใครเขาสักที</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>เออ</span><span style="">! <span lang="TH">นั่นนะสิ เมื่อไหร่? แต่ทำไมต้องเป็นอย่างคนอื่นด้วย หล่อนมักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ความเป็นตัวของตัวเองเต็มร้อย ความเป็นอิสระประมาณติสชึ่งครองใจ ไม่อยากถูกพันธนาการจากกรอบที่ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจเป็นคนขีดเส้น หล่อนจึงกลับมาดำรงตำแหน่งคนว่างงานเป็นครั้งที่สิบกว่าเท่าไหร่แล้ว หล่อนก็ไม่อยากจำ หญิงสาวเพิ่งได้งานแห่งที่สิบกว่าเมื่อวานนี้เอง งานที่ต้องขะมักเขม้น เอาใจใส่อย่างยิ่งยวด</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หากงานตรงหน้าทำให้หล่อนเป็นไทได้ ไม่ต้องอยู่ในกรอบขอบเขตของใคร หล่อนกับงานมีเพียงกันและกันเท่านั้น แต่</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="">“<span lang="TH">พี่ รีบๆ หน่อยนะคะ เราต้องการใช้ด่วนเลย ถ้าพี่ทำไม่ทัน แย่แน่ๆ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>เสียงแว่วกระทบโสตประสาท เส้นอิสระในห้วงความคิดขาดผึงทันที </span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">จะมีอะไรสักอย่างไหม ที่กูสามารถทำได้โดยไม่ต้องได้ยินเสียงคนอื่นแบบนี้นี่</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หล่อนรู้สึกหัวเสียกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า จนอดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะล้มลงมาทับหัว(นิ้วเท้า) เข้าสักวัน แต่ความรู้สึกก็จางหายไปได้รวดเร็ว เพราะนานๆ ครั้งจะมีคนล้ำเส้นเข้ามาในกรอบของหล่อน ถึงงานจะมากมายก่ายกอง หญิงสาวก็มีจิตใจเสรีเพียงพอที่จะเหลือบมองเวลา</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">อีกเพียงแค่ 7 ชั่วโมง ฉันก็จะไม่ต้องมานั่งอยู่กับแกแล้วนะนางกองพะเนิน พรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันต่อ เพียงแค่ 7 ชั่วโมงเอง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span><em>โอ้...ช่างเป็นคนที่มองโลกด้วยแว่นตาสีชมพูจริงๆ </em></span><em><span style=""><o:p></o:p></span></em></p>
<p class="MsoNormal"><em><span style=""><o:p> </o:p></span></em></p>
<p align="center" class="MsoNormal" style="text-align: center;"><strong><span lang="TH" style="">3.</span></strong><strong><span style=""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span></strong><span lang="TH" style="">หญิงชราเงยหน้ามองฟ้าสีดำทะมึน พร่างพราวด้วยแสงดาวระยิบระยับทั่วแผ่นฟ้า นางเทียวลูบสิ่งของในกระเป๋าเสื้อผ้าฝ้ายสีดำหม่นเป็นระยะๆ โทรศัพท์เครื่องจิ๋วที่ลูกสาวเพิ่งซื้อให้เมื่อต้นฝนนี้เอง ทุกวันที่นางเดินกลับบ้าน จะเป็นเวลาที่ลูกสาวโทรศัพท์มาหา นี่ก็ใกล้วันแม่เข้าไปทุกที ลูกสาวจะต้องกลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี นางเฝ้ารอเสียงโทรศัพท์มานานถึง 2 วันเต็ม แต่ไม่มีวี่แววจะได้ยินเสียง</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ไม่เป็นไร พรุ่งนี้อีน้อยคงโทรมา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงชราคิดด้วยรอยยิ้ม นึกถึงวันที่นางยิ้มกว้างด้วยความสุขอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ชาวนาอย่างนางสามารถส่งลูกเรียนสูงๆ จนจบปริญญาเหมือนลูกเจ้านายหลายๆ คนในหมู่บ้าน แม้ลูกสาวของนางจะยังไม่ได้เป็นครูจริงๆ สักที แต่หล่อนก็ได้สอนในโรงเรียนเอกชนมีชื่อในกรุงเทพฯ</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงชรารู้ว่าลูกสาวมีปัญหาเรื่องงานอยู่บ้าง แต่หล่อนก็มีน้ำอดน้ำทนเยี่ยงที่นางอดทนทำงานหนัก นางหวังว่าสักวันหนึ่งลูกสาวจะสอบรับราชการผ่าน นางจะได้มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงชราไม่ต้องการเห็นเงินเดือนเป็นหมื่นๆ มากกว่าเห็นเงินหกพันห้าร้อยบาทต่อเดือน นางลูบหลังที่เริ่มปวดอย่างแผ่วเบา สิ่งที่นางรอคอยจะเป็นจริงในไม่ช้า</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ปีหน้าอีน้อยมันคงจะสอบบรรจุได้ ครูที่โรงเรียนบ้านโคกบางคนยังไม่จบปริญญาเลย แต่ลูกข้าจบแล้ว</span>”<span lang="TH"> นางเดินคิดไปยิ้มไปอย่างหมายมาดในสิ่งที่มุ่งหวัง</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style=""><o:p> </o:p></span></p>
<p align="center" class="MsoNormal" style="text-align: center;"><strong><span lang="TH" style="">4.</span></strong><strong><span style=""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>อีกแค่ 2 ชั่วโมงหล่อนก็จะได้ลุกจากม้านั่งเตี้ยๆ ตรงนี้สักที หญิงสาวตั้งใจไว้ว่ารับเงินวันนี้แล้ว หล่อนจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก จะไม่มาเจอะเจองานกองโตที่รอหล่อนเพียงคนเดียวมาสะสาง </span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ถ้ากูลาออกจากที่นี่อีก คงไม่มีเพื่อนคนไหนมาว่าอีกหรอกนะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงสาวเชื่อมั่นเช่นนั้น แม้จะเพิ่งทำงานได้แค่ 2 วัน หล่อนคิดว่าคงเป็นครั้งแรกที่เพื่อนจะไม่ประณามกับการลาออกจากงาน เพราะเหตุผลที่หล่อนจะยกขึ้นมาอ้างนั้นไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับโดยดุษณี</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ฉันมันไม่ดีพอ ให้คนที่เขาเหมาะกับงานนี้มาทำดีกว่า</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>หญิงสาวนั่งจมอยู่ตรงนี้มาเกือบ 10 ชั่วโมง งานตรงหน้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดปริมาณลง กลับมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อาการปวดหลังเริ่มซึมซาบเข้ามาทีละน้อย จนส่อแววหนักสาหัส </span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">อีกแค่ 2 ชั่วโมง</span>”<span lang="TH"> หล่อนคิด แม่ทำนามาทั้งปีทั้งชาติยังไม่เคยปริปากบ่น เมื่อวานนี้เองที่</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="">หญิงสาวได้ตระหนักกับอาการที่เรียกว่า หลังขดหลังแข็ง</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">พรุ่งนี้ เราจบสิ้นกันเสียที</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>การตัดสินใจที่แน่วแน่ทำให้หล่อนเลิกมุ่งมั่นกับงานตรงหน้า หันกลับมามองบรรยากาศรอบตัว ฟ้าสีดำทะมึน พร่างพราวด้วยแสงดาวระยิบระยับทั่วแผ่นฟ้า</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>ป่านนี้แม่คงกำลังกินข้าว ซดน้ำแกงผักร้อนๆ ที่ปลูกเองอย่างเอร็ด แม่คงนั่งยิ้มกับความหวังที่เพียรบอกให้หล่อนได้ยินทุกครั้งที่กลับบ้าน </span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span>แม่คงไม่รู้ว่าหล่อนไม่ได้เรียนครูอย่างที่แม่ต้องการ แต่ถึงจะเรียน สมัยนี้คนจบครูเป็นแสนๆ แข่งขันกันสอบ แย่งกันทำงาน ไม่เหมือนสมัยก่อน เรียนจบ ปกศ.สูงมาก็ได้เป็นเจ้าคนนาย</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="">คนอย่างที่แม่หวังแล้ว</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">ว่าแต่วันแม่ปีนี้ กูจะเอาเงินที่ไหนให้แม่ล่ะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="">หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า หล่อนหันกลับมามองงานตรงหน้าที่มีคนนำมาสุมเป็นกองพะเนินอีกครั้ง </span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style="">“<span lang="TH">แม่ง จะแดกอะไรกันนักหนาวะ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ...แล้วกูจะมานั่งล้างทำไมนี่</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span lang="TH" style="">หญิงสาวคิด หล่อนลืมไปว่า สมัยนี้คนจบปริญญามีเกลื่อนเมือง และงานแม่งก็โคตรหายาก...ฉิบ</span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style=""><span style="">                </span></span><span style=""><o:p></o:p></span></p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Wed, 07 Mar 2007 12:19 202.57.179.111]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 22 blogger คนใหม่
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:19 203.152.3.116]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 23 กลับมาเกิดใหม่ `ทีไอทีวี`
<br />
ด้วยความสะใจตั้งแต่ได้ยินข่าวปิดออกอากาศไอทีวี พอมาอีกวันออกอาการมึน ไอทีวีกลับมาออกอากาศได้ในชื่อใหม่ "ทีไอทีวี" อันที่จริงว่ากันเรื่องการยกเลิกสัมปทานนี้เค้าเรียกร้องกันมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาเกิดในช่วงการเมืองเปลี่ยนว่าเป็นการปิดกั้นช่องทางของกลุ่มอำนาจเก่า สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารจะเข้าใจดี (แต่ก็ยังมีกลุ่มที่เคยเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจแล้วก็มี แบบว่ารถถังวันที่ 19 กันยามันบังตา อะไรๆก็มึงผิดไปหมด) ตั้งแต่มีการแก้ไขขอลดค่าสัมปทานที่ว่า 1,000 พันล้านแพงเกินไปแล้วยังหน้าด้านขอปรับอัตราส่วนสาระกับบันเทิงจาก 70:30 เป็น 50:50 รอบนั้นไตรภพเข้ามาซื้อหุ้นทำรายการบันเทิงปัญญานิ่มตามถนัดฟาดไปหลายดอกเมื่อเห็นช่องทางทำมาหากิน พอมาวันนี้ออกอาการฟาดงวงฟาดงาออกอากาศอย่างน่าสมเพศเห็นแล้วอยากจะอ้วก อีตอนรับซื้อของโจรฟาดช่องทางทำกำไรไปไม่เคยร่ำรองบอกใคร<br />
<br />
ส่วนกลุ่มคนไอทีวีที่ออกมาประท้วงอีกที่อ้างประชาชน อ้างอุดมการณ์ เรียกหาอิสระเสรีที่ทุกวันนี้อยู่อย่างลูกแมวเชื่องๆ ทั้งที่ผ่านมาสิ่งที่ควรจะเรียกร้องไม่เคยคิดจะทำ อย่างการเปลี่ยนสาระมาเป็นบันเทิงนั้นเป็นการทำสิ่งที่ผิดเจตนารมณ์ของการก่อตั้งไอทีวีมาตั้งแต่ต้น อุดมการณ์มันมาเกิดเอาวันที่ตัวเองจะตกงาน!! คนไอทีวีวันนี้หาศักดิ์ศรีอะไรไม่ได้เลย ออกมาร่ำให้เรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ ทั้งที่ตัวเองทำผิดกฏหมายและคนที่ควรจะเรียกร้องจริงๆไม่ใช่รัฐแต่เป็นกลุ่มผู้บริหารต่างหากว่าไปทำเรื่องอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไมไม่ไปเรียกร้อง ทำไมตอนนั้นไม่ท้วงติง ตอนที่เค้าจับ itv มากลายพันธุ์ ขอลดค่าสัมปทาน ทำไมตอนนั้นไม่เรียกร้องบอกว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้นผิด แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เรียกร้องหรอกแต่กลุ่มที่เรียกร้องโดนบีบออกไปหมดแล้ว แถมวันนี้ฟ้องชนะคดีให้ itv ต้องจ่ายเงินเดือนด้วยด้วย พวกที่เหลือตอนนี้ก็เลยมีแต่ลูกแมว วันนี้ดันกลับมาเรียกร้องให้ละเมิดคำสั่งศาล มีศักดิ์ศรีกันหน่อยเกิดเป็นคนน่ะไม่ใช่สุนัข(รับใช้)<br />
<br />
แต่ก็คนละเรื่องกันอีกเหมือนกันถ้าไม่ได้พูดถึงว่ารัฐมีสิทธิเอา itv กลับไปเป็นของรัฐหรือไม่ ด้วยเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง itv แต่แรกเริ่มแล้ว itv ต้องเป็นสื่อเสรี การจะเอากลับเข้าไปเป็นของรัฐเป็นวิธีการที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงอีกเหมือนกัน ต้องเอากลับมาเป็นของประชาชนเป็น itv คนเดิม ทำอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลที่ผ่านมา เอาเถอะถึงอย่างไรก็ไม่เคยคาดหวังอะไรจากทหารอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ถือสา คาดว่ารัฐประหารชุดนี้อาจจะลงไม่สวยอย่างที่เคยวาดฝันกันเอาไว้
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 08 Mar 2007 14:51 203.152.4.14]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 24 โปรแกรมคำนวณราคาบ้านดินแบบก่ออิฐดิบ Version 0.1 รุ่นทดสอบ
<br />
ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่จะลดความสนใจในการที่จะได้มาของบ้านดินแต่จะสนใจเพียงแค่ว่า "ต้องจ่ายเท่าไรถึงจะได้มา" โดยข้ามขั้นตอนของจุดประสงค์ของการริเริ่มทำบ้านดินตั้งแต่แรกคือสอนให้ทำ ให้สร้าง ให้รู้จักพึ่งพาตนเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกวันนี้อยากได้อะไรก็ต้องถามว่าราคาเท่าไรก่อนจะตบท้ายว่าแพงหรือเปล่า ดังนั้นโปรแกรมนี้จึงทำมาครอบคลุมทั้งแบบจ้างวานคนอื่นหรือว่าจะทำด้วยตัวเอง เลือกกรอกตามขั้นตอนหลังจากเลือกแล้วกด "คำนวณ" โปรแกรมก็จะประมาณค่าใช้จ่ายออกมา จากนั้นเราก็สามารถตัดทอนบางส่วนตามแต่กำลังเราจะจ่ายได้ตามใจชอบ สำหรับส่วนอื่นๆที่ยังไม่เรียบร้อยดีนั้น พอดีว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ก็ได้ส่งไปให้ทางสยามบ้านดินลองตรวจทานดูแล้วแต่ปรากฏว่าไม่มี feedback กลับมา ก็เลยตัดสินใจเอาขึ้นมาก่อนเลยละกัน <br />
<br />
ในส่วนอื่นที่ยังไม่เรียบร้อยดีนั้น ถ้าหลังจากที่ตัวเองได้สัมผัสการสร้างบ้านด้วยตัวเองจริงๆแล้วคงจะเอาข้อมูลมา Update โปรแกรมเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง<br />
 <iframe width="100%" height="950" frameborder="0" src="http://numthang.org/index.php?m=misc&g=baandincal.inc&f=index"></iframe>
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 01 Jun 2011 19:56 203.152.4.220]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 25 หนึ่งอณูร่วมสานงานชนเผ่า
 
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความแออัดของเมืองศิวิไลซ์ ทำให้ความคิดฉันฟุ้งซ่านขึ้นมาอีกครั้ง ทางเดินแห่งวงจรของการแก่งแย่งแข่งขันในเมืองกรุง ได้ก่อมลพิษต่อจิตใจของฉันอย่างรุนแรง การตัดสินใจลาออกจากงานประจำเป็นครั้งที่ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">6 </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ในรอบ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">5 </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของฉัน และไม่สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนรอบข้างได้ด้วย ฉันตัดสินใจร่วมเดือนก่อนที่จะอยู่ในสภาพคนว่างงานว่า จะเริ่มร่อนใบสมัครแบบเดิมที่เคยเป็น หรือจะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพไปเลย คำตอบเกิดขึ้นกลางใจทันทีที่ก้าวออกจากบริษัท ฉันเริ่มหางานในเว็บไซต์ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">thaingo.org </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเว็บไซต์นี้เอื้อประโยชน์แก่ฉันเฉพาะบทความ กิจกรรม หรือสัมมนาเท่านั้น</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">hilltribe.org </span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">รับสมัครผู้สนใจร่วมงาน</span></em><em><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">...</span></em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ข้อความในเว็บบอร์ดที่ปรากฏตรงหน้า ฉันไม่ต้องใช้เวลาคิดนานเลยที่จะคลิกดูรายละเอียด พร้อมส่งไฟล์ประวัติย่อและรูปถ่ายมาสมัคร ก่อนจะเปิดดูรายละเอียดของเว็บไซต์นี้ด้วยซ้ำ ข้อมูลเกี่ยวกับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ได้อ่าน เหมือนแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในมุมมืดของความรู้เดิมที่ฉันมีเกี่ยวกับชนเผ่า ไม่ว่าจะเป็นข่าวม้งค้ายาบ้าตามสื่อต่างๆ หรือเคยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับความน่ารักของเพลงเด็กดอยใจดี ที่ฮิตติดใจคนพื้นราบทุกหย่อมหญ้า ร้องตามกันได้ทั่วทุกมุมเมือง หรือการจำกัดอาชีพของชาวเขาแค่บทบาทของคนรับใช้ในละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ที่ฉันเองยังเคยหัวเราะกับสำเนียงที่คนสร้างต้องการสื่อถึงความตลกขบขัน</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">แต่ข้อมูลในเว็บไซต์ การแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด ทำให้ฉันรู้ว่า พวกเขามีความภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนมากเพียงใด และสิ่งที่เคยรับรู้ในบางเรื่องก็ไม่เป็นความจริงเลยแม้เพียงนิด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“</span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">มิดะ”</span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">เพลงอมตะของศิลปินคนเมืองเลื่องชื่ออย่าง จรัล มโนเพ็ชร ถ้าใครไม่ได้อ่านบทความเรื่อง มิตะ คงยังเชื่อต่อไปว่าตัวอักษรในบทเพลงคือความจริงของชนเผ่าอาข่า</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ใจที่แห้งแล้งและความรู้สึกผิดหวังกับสื่อสิ่งพิมพ์ สายงานที่ฉันรักและคลุกคลีมาตลอดตั้งแต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต การเข้าไปยืนเคว้งในร้านหนังสือ เพราะไม่มีเล่มไหนดึงดูดความสนใจของฉันได้ หนังสือของดาราหรือบุคคลในสังคมชั้นสูง นิยายแปลถูกใจวัยรุ่นที่สั่งตรงมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น ได้เข้ามาครองตลาดหนังสืออย่างเหนียวแน่น ไม่ใช่ว่าฉันจะมองโลกในแง่ร้าย แต่วรรณกรรมเพื่อชีวิต หนังสือที่สะท้อนสังคม หรือสารคดีดีๆ ที่ฉันชอบ แทบจะหาไม่พบในชั้นหนังสือ แม้จะมีการพิมพ์ออกมาจำหน่าย แต่ก็เป็นจำนวนน้อยมาก ฉันต้องใช้เวลานานกว่าจะกวาดสายตาจนพบหนังสือที่ถูกใจเข้าสักเล่ม ฉันถึงรู้สึกดีเมื่อได้สัมผัสกับสื่อที่เสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ สร้างองค์ความรู้ที่เป็นจริง มีบทความและสารคดีที่เป็นประโยชน์ ให้คนในสังคมได้รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับชนเผ่าอย่างถูกต้อง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ล่วงเข้าสัปดาห์ที่สอง ในขณะที่จิตใจห่อเหี่ยวถึงที่สุด ความเบื่อหน่ายมีอยู่เต็มพิกัด ฉันก็ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">hilltribe.org </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ให้มาสัมภาษณ์งาน แทนที่จะพูดคุยกันทางโทรศัพท์ตามที่เจ้าหน้าที่ท่านนั้นเสนอมา ฉันกลับเสนอทางเลือกให้ตัวเอง ขอมาสัมภาษณ์ที่เชียงรายแทน แม้เงินในกระเป๋าจะร่อยหรอลงไปทุกที หรือแม้ผลออกมาว่าฉันจะต้องผิดหวัง แต่อย่างน้อยการได้มาเห็นสถานที่จริงของคนทำงาน </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">bannok.com </span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">เว็บไซต์ที่ฉันคลิกเข้าไปดูทุกครั้งที่มีโอกาสได้นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">วันนี้ฉันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิกระจกเงา ในฐานะคนทดลองงาน ฉันถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ แม้จะเป็นเพียงหนึ่งอณูในการทำงานเพื่อคนอื่น เพียงวันเดียวที่ได้สัมผัสกับที่นี่ ฉันก็ได้รับรู้นามธรรมของงานที่ตัวเองต้องมีส่วนร่วม <em>การสร้างความตระหนักรู้ สร้างความภาคภูมิใจ ความศรัทธาในความเป็นชนเผ่า </em>ฟังดูยิ่งใหญ่ทีเดียว แต่ฉันถือว่าได้ก้าวออกมาจากองค์กรเดิมๆ ประสบการณ์เดิมๆ ที่ความเป็นเมืองหรือสังคมใหญ่ แต่ไม่แตกต่างทางความคิด พร้อมที่จะยึดติดกับวัตถุนิยม ได้ฝังรากให้ฉันได้รับรู้มานานหลายปี งานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และหนึ่งในสิ่งนั้นคือ การเปิดใจยอมรับ และเข้าใจในความแตกต่างเสียก่อน อีกทั้งไม่ควรนำประสบการณ์เดิม มาตัดสินใจใครหรือสิ่งใดทั้งสิ้น แม้จะรู้ว่ามันยากที่จะคิดหรือทำเช่นนั้น และละสิ่งเดิมๆ ที่ติดตัวมาได้ แต่ไม่มีสิ่งใดเกินความตั้งใจและพยายามของคนเรา ไม่ใช่หรือฯ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; TEXT-INDENT: 36pt; mso-layout-grid-align: none"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">ฉันขอเป็นหนึ่งอณูในสังคมเล็กๆ แห่งนี้ ที่มีส่วนร่วมสร้าง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">...</span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">สาน ความศรัทธาในชนเผ่าด้วยความตั้งใจ เต็มใจ และเข้าใจ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; mso-layout-grid-align: none"><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">13 </span></strong><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">กันยายน </span></strong><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">2548<o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 5pt 0cm; mso-layout-grid-align: none"><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">23.30 </span></strong><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ansi-language: TH">น</span></strong><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; COLOR: black; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">.<o:p></o:p></span></strong></p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Fri, 09 Mar 2007 09:32 202.57.179.182]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 26 An Inconvenient Truth Review
<br />
หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีจากผู้ที่เคยเป็น "ผม อัล กอร์ อดีตว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา" เป็นมุขตอนต้นเรื่องแนะนำตัวสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมแต่ อัล กอร์ ก็ออกตัวว่าผมว่ามุขนี้ไม่ขำนะ (55 ขำเข้าไปใหญ่) กอร์ ยกคำกล่าวที่ว่า<br />
<br />
"สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ใช่สิ่งที่เราไม่รู้ แต่คือสิ่งที่เรามั่นใจว่ารู้ แต่รู้ไม่จริง"<br />
'Mark Twain'<br />
<br />
ด้วยสมมติฐานที่ว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอันตรายให้กับโลกได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริงเราทำลายมันตรงๆไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนองค์ประกอบของมันได้ ด้วยการทำให้ชั้นบรรยากาศหนาขึ้นมากพอที่จะทำให้รังสีความร้อนไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปนอกโลกได้ด้วย <a href="http://numthang.org/content/7/">ก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas)</a> ทำให้โลกร้อนขึ้น<br />
<br />
กอร์นำเสนอเรื่องราวที่เป็นวิชาการที่เข้าใจง่าย โดยการยกตัวอย่างเป็นกราฟเป็นรูปภาพ Animation และหนังการ์ตูนตลอดทั้งเรื่อง ภาพเหตุการณ์ในอดีตถึงปัจจุบันถูกแสดงออกมาเปรียบเทียบไม่ว่าจะเป็น เทือกเขาคิลิมันจาโร เทือกเขาแอลป์ อเมริกาใต้อย่างอาร์เจนตินา ลานน้ำแข็งหายไปอย่างน่าใจหาย ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมเท่านั้นเอง 10 ปีที่ร้อนที่สุดที่วัดได้มามันอยู่ในช่วง 14 ปีสุดท้ายนับจากปัจจุบัน ปีที่ร้อนที่สุดคือปี 2005 สถิติการตายจากความร้อนสูงขึ้น มีการอธิบายการเกิดพายุครั้งรุนแรงที่สุดเฮอริเคนแครีนาครั้งที่ผ่านมาที่นิวออลีนส์ ยิ่งมหาสมุทรร้อนมากขึ้นเท่าไร พายุก็ยิ่งรุนแรงหนักขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากโลกร้อนทั้งสิ้น<br />
<br />
หนังสอดแทรกเรื่องราวการเมืองโดยแอบเหน็บคู่แข่งขันทางการเมือง (บุช) ด้วยเล็กน้อย อย่างสิ่งที่จะถูกประชาชนเพิกเฉยได้โดยง่ายอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ยากที่จะถูกเพิกเฉยจากนักการเมืองด้วยเช่นกัน การทำงานด้านการเมืองของกอร์จะเน้นย้ำให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องพวกนี้ กอร์คิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้พวกเขาตกใจได้บ้างแต่ผลคือ ไม่เลย หลังจากที่กอร์ผิดหวังจากการเลือกตั้งปริศนาที่พ่ายแพ้ให้กับบุชในฟลอริด้า กอร์ยังคงเดินหน้าพันธกิจของตัวเองต่อไปถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ด้วยการออกเดินสายบรรยายเรื่องนี้ตามมหาลัยหลายแห่งทั่วโลกตลอด 8 ปีที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้จะทำให้เราตระหนักถึงปัญหาของคนทั้งโลก ไม่ใช่ของตัวเอง ครอบครัว เครือญาติหรือเพื่อนฝูง ในตอนท้ายหลังจากจบเนื้อเรื่องหลักแล้วจะมีสิ่งที่หนังนำเสนอให้พวกเราทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันปกป้องโลก<br />
<br />
<strong> Are you ready to change the way you live? คุณลดการปล่อย CO2 ให้เหลือศูนย์ได้ โดย</strong><br />
    ใช้หลอดประหยัดไฟ<br />
        ปรับเครื่องควบคุมอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นให้เหมาะสม<br />
            นำของมาใช้ซ้ำ<br />
    ซื้อไฮบริดคาร์ เดินหรือขี่จักรยาน ถ้าทำได้<br />
                ใช้รถรางและขนส่งมวลชน<br />
        บอกพ่อแม่คุณว่าอย่าทำลายโลกที่คุณจะต้องอาศัยต่อไป<br />
                            หากคุณเป็นพ่อแม่ให้ร่วมมือกับลูกเพื่อช่วยเหลือโลก<br />
    เปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน<br />
                โทรถามบริษัทพลังงานว่าได้ใช้เชื้อเพลิงที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่ หากว่าไม่ ให้ถามว่าทำไม?<br />
        เลือกผู้นำที่สัญญาว่าจะแก้ไขวิกฤตนี้ เขียนจดหมายถึงสภา<br />
                หากพวกเขาไม่ฟัง จงลงสมัครเลือกตั้ง<br />
<br />
    ปลูกต้นไม้ให้มากที่สุด<br />
        ปราศรัยในชุมชนให้ตื่นตัวในเรื่องนี้<br />
โทรไปรายการวิทยุ เขียนถึงหนังสือพิมพ์ ยืนยันให้อเมริกาจำกัดการปล่อย CO2<br />
            ร่วมมือกับนานาชาติเพื่อยุติภาวะโลกร้อน<br />
    ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติ สนับสนุนการผลิตน้ำมันจากภาคเกษตร<br />
            ยกระดับมาตรฐานพลังงานให้เครื่องยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ<br />
<br />
                                ถ้าหากคุณเชื่อเรื่องการสวดมนต์ จงสวดอ้อนวอน ให้มนุษย์กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง<br />
            เช่นเดียวกับสุภาษิตแอฟริกันโบราณ "When you pray, move your feet" ขณะสวดอ้อนวอนจงอย่างอมืองอเท้า<br />
    ขอให้ทุกคนที่คุณรู้จัก ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้<br />
                เรียนรู้เรื่องวิกฤตสภาพอากาศให้มากที่สุดแล้วนำความรู้มาปฏิบัติ<br />
<br />
อย่างอมืองอเท้า อย่าคิดว่าเรื่องไม่ใช่ อย่าคิดว่าเราจะอยู่อีกไม่กี่ปีแล้ว ถ้าเชื่อเรื่องเกิดใหม่ คุณจะได้ไปเกิดใหม่ ถ้าคุณไม่เชื่อ ลูกหลานคุณก็จะเดือดร้อน อย่าคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้ในเมื่อเราร่วมกันทำลายโลกได้เราก็ต้องร่วมมือกันปกป้องโลกได้<br />
<br />
อ่านรายละเอียด <a href="/content/137/">"โครงการเผยแพร่หนังสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth"</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 08 Jul 2007 08:28 203.152.3.68]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 27 การเดินทางกับความสุข
<p>- จุดหมายปลายทางไม่ใช่สิ่งที่งดงามเสมอไป ความงดงามระหว่างทางต่างหากที่สำคัญกว่า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รายรอบ คือความงดงาม ที่เราสัมผัสได้ (ผมพบครอบครัวหนึ่งมาจัดงานวันเกิดรอบๆ เจดีย์ชเวดากอง เป็นปาร์ดี้เล็กๆ เรียบง่าย ไม่มีเค้กวันเกิด ไม่มีเสียงเพลง แต่มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ชาวพม่าดำรงชีวิตอยู่อย่างชื่นมื่น ในท่ามกลางการปกครองของรัฐเผด็จการ)</p>
<p>- การเดินทางสำหรับผม นอกจากเลี้ยงชีพแล้ว ยังเลี้ยงหัวใจและสมองได้อีกด้วย</p>
<p>- การเดินทางจะไปจุดไหน ไปพบผู้ใด จะหยิบจับอะไรก็เป็นองค์ความรู้ทั้งนั้น </p>
<p>(ธีรภาพ โลหิตกุล)</p>
<p>- การเดินทางทำให้เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ ถ้าเจอสิ่งไม่ดี เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเตรียมมือรับกับสิ่งดีๆ ที่ดีจนน่าตระหนก ทำให้เรารับรู้คำว่า เมตตาไร้พรมแดน</p>
<p>- การเดินทางทำให้เราลืมตัวตน ไม่มีอดีต ไม่นึกถึงอนาคต มีแต่ปัจจุบันขณะ ทำให้รู้จักคำว่าจิตใจว่างเปล่า ไม่รู้สึกว่าสุข-ทุกข์ คืออะไร</p>
<p>- ไม่เคยเสียใจกับการเดินทาง นึกเสมอว่า สิ่งใดที่เกิดล้วนเป็นสิ่งดี หรือเรื่องไม่ดีก็จำมาเป็นบทเรียน </p>
<p>การเดินทางทำให้เรียนรู้ที่จะรักมนุษย์ เมื่อเรารักคนแปลกหน้าได้ จะทำให้หันกลับมารักและเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น</p>
<p>- ขอขอบคุณชีวิต ที่ทำให้มีชีวิตเฉกเช่นทุกวันนี้</p>
<p>- แรงบันดาลใจในการเดินทาง คือ ไม่อยากกินน้ำเปล่าตลอดชีวิต ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กินน้ำแกงเลย</p>
<p>(นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว)</p>
<p>- การเดินทางทำให้ชีวิตสมดุล เรียนรู้เรื่องราวของผู้คน และภูมิประเทศภายนอก จะทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเอง และภูมิประเทศภายในมากขึ้น</p>
<p>- ดินแดนแห่งความงดงาม สงบ สุข อยู่ที่ซอกมุม มุมใดมุมหนึ่งในชีวิต นั่นเอง เพราะการเรียนรู้ในที่ต่างๆ ทำให้เราจัดการชีวิตของตนเองได้ดีขึ้น</p>
<p>- การเดินทางคือชีวิตที่มีความหมาย ณ เวลา ที่มีชีวิตอยู่</p>
<p>(หนุ่ม ร้านหนังสือเดินทาง)</p>
<p>- เกษตรกรคือผู้ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงผู้คนบนโลก ถือเป็นงานบริการทางสังคม</p>
<p>- ความสบายใจในชีวิต ก่อให้เกิดพลังใจอันแรงกล้า</p>
<p>- อย่าเป็นคนชราในร่างของคนหนุ่มสาว จงเป็นคนหนุ่มสาวในร่างของคนชรา ฉะนั้น คิดอยากทำอะไรก็ลงมือ อย่ารีรอ</p>
<p>(ศิริพร โชติชัชวาลย์กุล / เกษตรกรแห่งสวนฝากดิน)</p>
<p>- คนเรามีสิ่งที่สร้างความสุขให้อยู่แล้ว แต่เราไม่เห็นจนกว่าจะสูญเสียสิ่งนั้นไป</p>
<p>-มีคนคนหนึ่งเดินขึ้นดอยอินทนนท์ จ้ำอ้าวด้วยความมุ่งมั่น แต่กลับเหนื่อยระหว่างทาง ต้องมีคนช่วยพาขึ้นไป แต่ขากลับลงมา เขาได้มองเห็นทัศนียภาพรอบๆ มันช่างสวยงาม จับตา ทั้งๆ ที่ตอนขาขึ้นก็เป็นภาพงดงามนี้เช่นกัน?แต่เพราะมุ่งหวังเพียงจุดหมายข้างหน้า จึงลืมมองความสวยงามที่รายล้อม คนเราไม่มีความสุขเพราะใจมุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่อยู่กับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ความสุขมีอยู่รอบตัว แต่ใจนั้นรอแต่จุดหมาย อยากไปให้ถึงก็รีบจ้ำ ยิ่งรีบยิ่งถึงช้า หรืออาจไม่ถึงเพราะหมดแรงก่อน</p>
<p>- ร่มเงาก็คือ แดดที่ถูกปกคลุมด้วยใบไม้ รากไม้หยั่งลึกจนถึงก้นบึ้งของผืนดิน ไม่สั่นคลอน ไม่ล้มง่าย ความสุขขึ้นอยู่กับการปลูกไม่ใช่การซื้อ</p>
<p>(พระไพศาล วิสาโล "ความสุขปลูกได้")</p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Tue, 21 Jul 2009 03:16 202.57.179.138]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 28 เพิ่มชื่อคนใช้ Ubuntu
<br />
<a href="http://counter.li.org"><img border="0" src="http://counter.li.org/cgi-bin/certificate.cgi/443768" alt="" /></a> <br />
<br />
แถมด้วยคนที่เท่าไหร่ที่ใช้ Linux ? <a href="http://counter.li.org">http://counter.li.org</a>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 07 Aug 2009 01:52 203.152.3.53]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 29 สนับสนุนโครงการ
<p><br />
3. บริจาคเป็นตัวเงิน กรณีนี้เราจะเอารายนามและยอดของผู้บริจาคพร้อมทั้งแจงค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้ทั้งหมดขึ้นที่หน้านี้ สามารถส่งเงินให้เราได้ 4 วิธี คือ<br />
<br />
    3.1 โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร<br />
<br />
        <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_scb.png" /> ธ. ไทยพาณิชย์ สาขา ลาดพร้าว 59 <br />
               ชื่อบัญชี อรรณพ ศรีเจริญชัย<br />
               เลขที่บัญชี 010-2 85005-0 <br />
        <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_bbl.png" /> ธ. กรุงเทพ สาขา โชคชัย 4 ลาดพร้าว<br />
               ชื่อบัญชี อรรณพ ศรีเจริญชัย<br />
               เลขที่บัญชี 230-0-44986-1<br />
        <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_tfb.png" /> ธ. กสิกรไทย สาขา โชคชัย 4 ลาดพร้าว<br />
               ชื่อบัญชี อรรณพ ศรีเจริญชัย (UNNOP SRICHAROENCHAI)<br />
               เลขที่บัญชี 721-2-18045-3<br />
        <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_ktb.png" /> ธ. กรุงไทย สาขา ฉะเชิงเทรา<br />
               ชื่อบัญชี อรรณพ ยศโสภณ<br />
               เลขที่บัญชี 201-0-11474-4<br />
<br />
    3.2 โอนผ่านบัญชี PayPal หรือบัตรเครดิตผ่าน PayPal ถ้าต้องการกำหนดจำนวนเงินเองให้เข้าไปทำธุรกรรมทางหน้าเว็บที่ <a target="_blank" href="https://www.paypal.com">https://www.paypal.com</a> หรือคลิ๊กเลือกจำนวนเงินที่ต้องการตามด้านล่างนี้<a target="_blank" href="https://www.paypal.com"><br />
</a></p>
<table align="center" cellspacing="0" cellpadding="4" border="0" width="80%" height="22">
<tbody>
<tr>
<td align="center">
<form>
 
</form>
<div style="padding: 5px; float: left;">$5 US<br />
<form name="paypal5" action="https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="cmd" value="_xclick" /> <input type="hidden" name="business" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="item_name" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amount" value="5" /> <input type="hidden" name="no_note" value="1" /> <input type="hidden" name="currency_code" value="USD" /> <input type="hidden" name="cancel_return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="hidden" name="return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/pp_donate.png" />
</form>
</div>
<div style="padding: 5px; float: left;">$10 US<br />
<form name="paypal10" action="https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="cmd" value="_xclick" /> <input type="hidden" name="business" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="item_name" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amount" value="10" /> <input type="hidden" name="no_note" value="1" /> <input type="hidden" name="currency_code" value="USD" /> <input type="hidden" name="cancel_return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="hidden" name="return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/pp_donate.png" />
</form>
</div>
<div style="padding: 5px; float: left;">$15 US<br />
<form name="paypal15" action="https://www.paypal.com/cgi-bin/webscr" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="cmd" value="_xclick" /> <input type="hidden" name="business" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="item_name" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amount" value="15" /> <input type="hidden" name="no_note" value="1" /> <input type="hidden" name="currency_code" value="USD" /> <input type="hidden" name="cancel_return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="hidden" name="return" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/pp_donate.png" />
</form>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>    3.3 ผ่านบัญชี PaySbuy ถ้าต้องการกำหนดจำนวนเงินเองให้เข้าไปทำธุรกรรมทางหน้าเว็บที่ <a target="_blank" href="https://www.paysbuy.com">https://www.paysbuy.com</a> หรือคลิ๊กเลือกจำนวนเงินที่ต้องการตามด้านล่างนี้</p>
<table align="center" cellspacing="0" cellpadding="4" border="0" width="80%" height="22">
<tbody>
<tr>
<td align="center">
<div style="padding: 5px; float: left;">50 บาท<br />
<form name="paysbuy" action="https://www.paysbuy.com/paynow.aspx" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="psb" value="psb" /> <input type="hidden" name="biz" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="inv" value="" /> <input type="hidden" name="itm" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amt" value="50" /> <input type="hidden" name="postURL" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/psb_donate.png" />
</form>
</div>
<div style="padding: 5px; float: left;">100 บาท<br />
<form name="paysbuy" action="https://www.paysbuy.com/paynow.aspx" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="psb" value="psb" /> <input type="hidden" name="biz" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="inv" value="" /> <input type="hidden" name="itm" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amt" value="100" /> <input type="hidden" name="postURL" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/psb_donate.png" />
</form>
</div>
<div style="padding: 5px; float: left;">200 บาท<br />
<form name="paysbuy" action="https://www.paysbuy.com/paynow.aspx" method="post" target="_blank">
<input type="hidden" name="psb" value="psb" /> <input type="hidden" name="biz" value="mrs.jan@gmail.com" /> <input type="hidden" name="inv" value="" /> <input type="hidden" name="itm" value="Numthang.org Donation" /> <input type="hidden" name="amt" value="200" /> <input type="hidden" name="postURL" value="http://www.numthang.org" /> <input type="image" name="submit" src="/themes/Default/icons/psb_donate.png" />
</form>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>    3.4 ชำระผ่านบัตรเครดิตโดยตรง <a href="/misc/payment/"><img border="0" alt="" src="/themes/Default/icons/p_visa.png" /> <img border="0" alt="" src="/themes/Default/icons/p_mastercard.png" /></a> หรือเลือกกรอกจำนวนเงินทุกรูปแบบได้โดยตรงที่ <a href="/misc/payment/">Payment Gateway</a> <br />
<br />
4. อุทิศตัวเองมาร่วมทำงานเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งกับเรา<br />
<br />
<strong>** กรณีที่มีการส่งเงินมาถึงเรากรุณาแจ้งชื่อเจ้าของเงินด้วยนะครับ สามารถแจ้งได้ที่ </strong> <a href="/contact/1/">ติดต่อเรา</a><br />
<br />
<br />
<strong> รายนามผู้สนับสนุน</strong></p>
<p> </p>
<p>1. คุณ <a href="http://jdjourney.multiply.com/"><strong><span style="color: rgb(51, 153, 102);"><span id="_user_toonandwate@yahoo.com">Rakwate Sinsa-nguan</span></span></strong></a> บริจาคผ่าน Paypal จำนวน $15<br />
2. คุณ <a href="http://www.facebook.com/profile.php?id=652772904"><strong><span style="color: rgb(51, 153, 102);"><span id="_user_toonandwate@yahoo.com">Pitt Pittaya</span></span></strong></a> บริจาคผ่าน Paypal จำนวน $30<br />
3. คุณ Supot Sawangpiriyakij บริจาคผ่าน Paypal $10</p>
<p>ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน</p>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 02 May 2016 05:01 203.152.3.53]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 30 รับบริจาคสำหรับ `โครงการเผยแพร่หนังสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth`
<p><br />
1. การ download ให้ตามไปดู URL สำหรับ download ได้<a href="/content/193/">ที่นี่</a><br />
<br />
2. ในการเขียน DVD แจกนั้นปัญหาคือผมไม่มีเครื่อง DVD-Writer เพราะไม่เคยคิดจะใช้ เลยไม่เคยซื้อไว้ใช้งาน ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้รับบริจาค DVD-Writer ใครมีเครื่องเก่าแล้วไม่ต้องการใช้งานต้องการซื้อเครื่องใหม่หรือจะให้มาเป็น<a href="/content/135/">เงินทุนสนับสนุน</a>ซื้อเครื่องใหม่ ราคาเครื่องใหม่จะอยู่ที่ 1,300 บาท ส่วนเรื่องแผ่น DVD-R ในเบื้องต้นผมมีเหลืออยู่ประมาณ 30 แผ่นคาดว่าคงจะเพียงพอเอาไปใช้ได้ เรื่องค่าจัดส่ง package ทางเราจะออกค่าดำเนินการเองในเบื้องต้น แต่ถ้าหากมีการร้องขอเข้ามามากเกินกว่านี้และแบกต้นทุนไม่ไหวจะขอความอนุเคราะห์อีกครั้ง<br />
<br />
รายนามผู้บริจาค ยอดรวมบริจาคเวลานี้อยู่ที่ <font color="#ff6600">8,799.74</font> บาท ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>tee </strong>บริจาค DVD-R จำนวน <font color="#ff6600">40</font> แผ่น</li>
<li><strong>คุณ มัสริน สะมะแอ </strong>บริจาคเงินจำนวน <font color="#ff6600">500</font> บาท</li>
<li><strong><a target="_blank" href="http://www.pr-r.biz/">บริษัท พรอสเพอริที รีวีล จำกัด</a> </strong>บริจาคเงินจำนวน <font color="#ff6600">500</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ จุฬาลักษณ์ คันธนาลิต </strong>บริจาคเงินจำนวน <font color="#ff6600">500</font> บาท</li>
<li><strong>P'Anns, P'Na, AJ, P'Chai, Hui (จาก <a target="_blank" href="http://www.venda.com">Venda</a>)</strong> รวมๆ กันมา บริจาคเงินจำนวน <font color="#ff6600">300</font> บาท พร้อมด้วย DVD-R อีก 3 แผ่น</li>
<li><strong>PangPond</strong> ลงแรงวิ่งไปซื้อ DVD-writer มาให้พร้อมค่าขนส่งฟรี (อันนี้เนื่องจากร้าน ecommerce ในเมืองไทยมันห่วยแตกเกือบทุกร้าน สุดท้ายต้องฝากคนในเมืองกรุงซื้อ ปัญญาอ่อนสิ้นดี)</li>
<li><strong>คุณ ณิชาภา ลี้เลิศกิจ</strong> บริจาคเงินผ่าน PayPal <font color="#ff6600">$15 </font>โดนหักค่าธรรมเนียม $0.81 เหลือ <font color="#ff6600">$14.19</font> คิดเป็นเงินไทย <font color="#ff6600">500</font> บาท (คิดจากค่าเงินวันที่ 12 เม.ย. อัตรา 1 : 35.19)</li>
<li><strong>คุณ ณิชาภา ลี้เลิศกิจ</strong> ครั้งที่ 2 บริจาคเงินผ่าน PayPal <font color="#ff6600">$10 </font>โดนหักค่าธรรมเนียม $0.64 เหลือ <font color="#ff6600">$9.36</font> คิดเป็นเงินไทย <font color="#ff6600">318</font> บาท (คิดจากค่าเงินวันที่ 24 เม.ย. อัตรา 1 : 33.98)</li>
<li><strong>tee</strong> บริจาคเงินสดจำนวน <font color="#ff6600">498</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ กรมิษฐ์ </strong>บริจาค DVD-R จำนวน<strong> </strong><font color="#ff9900">20</font><strong> </strong>แผ่น</li>
<li><strong>คุณ ฐิติพงศ์</strong> บริจาคเงินผ่าน PaySbuy จำนวน <font color="#ff9900">200</font> บาท โดนหักค่าธรรมเนียม 8 บาท เหลือ <font color="#ff9900">192</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ วรรษพล</strong> บริจาคเงินผ่าน <a target="_blank" href="https://ebank.kasikornbank.com/kcyber/login_th.html">K-Cyber Banking</a> จำนวน <font color="#ff9900">200</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ อมร</strong> บริจาคเงินผ่านทางธนาคารกสิกร จำนวน <font color="#ff9900">250</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ ศิริพร</strong> บริจาคเงินผ่านตู้ฝากเงินอัตโนมัติเข้าธนาคารกรุงเทพ จำนวน <font color="#ff9900">1,000</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ อาทิตย์</strong> บริจาคเงินผ่านธนาคาร SCB จำนวน <font color="#ff9900">100</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ motif</strong> บริจาคเงินผ่านธนาคาร SCB จำนวน <font color="#ff9900">200</font> บาท</li>
<li><strong>คุณ โศภิดา เดชเส้ง</strong> ส่งกลับ DVD-R เปล่า จำนวน 2 แผ่น</li>
<li><strong>คุณ วาสนา สุธรรมพงษ์</strong> บริจาค DVD-R จำนวน 10 แผ่น</li>
<li><strong>คุณ สงคราม ดิษฐ์สมบูรณ์</strong> บริจาค DVD-R จำนวน 10 แผ่น</li>
<li><strong>นาวาอากาศเอกหญิงกรรณิกา กออนันตกูล</strong> บริจาคเงินผ่านธนาคาร SCB จำนวน <font color="#ff6600">500 <font color="#000000">บาท</font></font></li>
<li><strong>คุณรัตนา จุมพิตร์</strong> บริจาคเงินผ่านบัตรเครดิต จำนวน <font color="#ff6600">100 <font color="#000000">บาท หักค่าธรรมเนียมรับเงิน 4 บาท เหลือ 96 บาท</font></font></li>
<li><strong><font color="#ff6600"><font color="#000000">คุณ </font></font>จักรพันธ์ แสงทอง </strong>บริจาคเงินผ่าน PaySBuy จำนวน <font color="#ff6600">100 <font color="#000000">บาท หักค่าธรรมเนียมรับเงิน 3.75 บาท เหลือ 96.25 บาท</font></font></li>
<li><strong><font color="#ff6600"><font color="#000000">คุณ </font></font>ไกรสีห์ เสนามนตรี</strong><strong> </strong>บริจาคเงินผ่านธนาคารกรุงไทย จำนวน <font color="#ff6600">500 <font color="#000000">บาท</font></font></li>
<li><strong><font color="#ff6600"><font color="#000000">คุณ </font></font>อนุวัตร์ สังขรัตน์</strong><strong> </strong>บริจาคเงินผ่านธนาคารไทยพานิชย์ จำนวน <font color="#ff6600">500 <font color="#000000">บาท</font></font></li>
<li><strong><font color="#ff6600"><font color="#000000">คุณ </font></font>ธีรวัฒน์ ฟูมี</strong><strong> </strong>บริจาคเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย จำนวน <font color="#ff6600">500 <font color="#000000">บาท</font></font></li>
<li><font color="#ff6600"><font color="#000000"><strong>คุณ นิธิศ สวัสดี</strong> หัวหน้าฝ่ายสาธารณภัยและสิ่งแวดล้อม อบจ. ฉะเชิงเทรา บริจาคเงินสด จำนวน 500 บาท</font></font></li>
<li><strong><font color="#ff6600"><font color="#000000">คุณ </font></font>กรรณิการ์ </strong>ผ่าน paypal จำนวน $5</li>
<li><strong>คุณ วนิดา มีทรัพย์สมบูรณ์ </strong>ผ่าน TFB จำนวน 100 บาท</li>
<li><strong>คุณ Sirathorn Sattrupinas</strong> ผ่าน SCB จำนวน 100 บาท</li>
<li>กุลปาลี ลิ่มพรวิเชียร 100 บาท</li>
<li>
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8">ปฐมพงศ์  วิริยพัตร 500 บาท</meta>
</li>
<li>
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8" /><span class="Apple-style-span" style="font-family: arial, sans-serif; font-size: 13px; border-collapse: collapse; ">สาธิต  สุโขวัฒนกิจ 100 บาท</span></li>
</ol>
<p>รายการค่าใช้จ่าย ยอดรวมค่าใช้จ่าย <font color="#ff6600">7,419</font> บาท ดังนี้<br />
<br />
- เครื่องเล่น DVD-Writer ราคา <font color="#ff6600">1,340</font> บาท<br />
- ซองใส่ DVD ราคา <font color="#ff6600">80</font> บาท<br />
- ซองจดหมาย 60 ซอง ราคา <font color="#ff6600">60</font> บาท<br />
- แสดมป์ 5 บาท 48 ดวง ราคา <font color="#ff6600">240</font> บาท<br />
- DVD-R ล๊อตใหม่ 50 แผ่น ราคา <font color="#ff6600">495</font> บาท ซื้อจาก <a target="_blank" href="http://www.dvdr2u.com">DVDR2U</a> (โฆษณาให้เขาหน่อย เพราะ ที่นี่เป็น ecommerce ไม่กี่แห่งในเมืองไทยที่ตอบ email และเป็นร้านค้า online ที่ดี)<br />
- DVD-R ล๊อตสอง 50 แผ่น ราคา <font color="#ff6600">495</font> บาท (ค่าธรรมเนียมโอน <font color="#ff6600">20</font> บาท)<br />
- ซอง CD <font color="#ff6600">50</font> บาท<br />
- ซองจดหมาย 40 ซอง <font color="#ff6600">36</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 30 ดวง ราคา <font color="#ff6600">150</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 15 ดวง ราคา <font color="#ff6600">75</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 15 ดวง ราคา <font color="#ff6600">75</font> บาท<br />
- ซองจดหมาย 40 ซอง <font color="#ff6600">36</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 28 ดวง <font color="#ff6600">140</font> บาท<br />
- จดหมายลงทะเบียน <font color="#ff6600">16</font> บาท<br />
- DVD-R ล๊อตสาม 50 แผ่น ราคา <font color="#ff6600">430</font> บาท<br />
- DVD-R ล๊อตสี่ 50 แผ่น + ซอง ราคา <font color="#ff6600">440</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 20 ดวง ราคา <font color="#ff6600">100</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 20 ดวง ราคา <font color="#ff6600">100</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 20 ดวง ราคา <font color="#ff6600">100</font> บาท<br />
- ส่ง ems คุณ อาทิตย์ + กล่อง <font color="#ff9900">44</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 40 ดวง ราคา <font color="#ff6600">200</font> บาท<br />
- ซองเปล่า ราคา <font color="#ff6600">23</font> บาท<br />
- DVD-R 37 แผ่น <font color="#ff9900">313</font> บาท<br />
- ส่ง ems <font color="#ff6600">34</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 20 ดวง ราคา <font color="#ff6600">100</font> บาท<br />
- ซองเปล่า ราคา <font color="#ff6600">38</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 20 ดวง ราคา <font color="#ff6600">100</font> บาท<br />
- ลงทะเบียน <font color="#ff9900">36</font> บาท<br />
- DVD-R <font color="#ff9900">378</font> บาท<br />
- ซองเปล่า, CD case 124 บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 40 ดวง ราคา <font color="#ff6600">200</font> บาท<br />
- ลงทะเบียน <font color="#ff9900">18</font> บาท<br />
- DVD-R <font color="#ff9900">370</font> บาท<br />
- ซองเปล่า 50 บาท<br />
- ลงทะเบียน 13 บาท<br />
- แสตมป์ 100 บาท<br />
- DVD-R <font color="#ff9900">400</font> บาท<br />
- แสตมป์ 5 บาท 40 ดวง ราคา <font color="#ff6600">200</font> บาท<br />
- แสตมป์ ซอง 139 บาท<br />
- DVD-R 200 บาท<br />
- แสดมป์ 200 บาท<br />
- DVD-R 200 บาท<br />
<br />
สนันสนุนเงินทุนได้ที่นี่ <a href="/content/135/">http://numthang.org/content/135/</a><br />
นอกจากนี้ยังสามารถส่งเป็น DVD-R มาก็ย่อมได้ ส่งมาตามที่อยู่หน้านี้ <a href="/contact/1/">http://numthang.org/contact/1/</a><br />
<br />
ลงชื่อรับ DVD ได้แล้ว <a href="/content/193/">ที่นี่</a><br />
<br />
<strong>Link ที่เกี่ยวข้อง</strong><br />
อ่าน <a href="/content/125/">Review ที่นี่</a><br />
<a target="_blank" href="http://www.climatecrisis.net/">http://www.climatecrisis.net/</a><br />
<a href="/content/47/">http://www.numthang.org/content/47/</a><br />
<a href="/content/72/">http://www.numthang.org/content/72/</a><br />
<a href="/content/73/">http://www.numthang.org/content/73/</a></p>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 10 Sep 2011 01:41 203.152.4.175]

 tee


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 31 เกี่ยวกับ Numthang Shop
<p><br />
ที่สำคัญสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยชะลอกระบวนการกัดกร่อนโลกให้ช้าลง อีกทั้งสินค้าบริโภคเป็นสินค้าที่ไร้สารพิษ ทำให้เราวางใจได้ในระดับนึงว่าปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน ซึ่งทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะบริโภคอะไรก็มีสารก่อมะเร็งแทบทั้งสิ้น<br />
<br />
เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราจะช่วยกระจายสินค้าเหล่านี้ให้ได้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคและเป็นที่รู้จัก อีกทั้งจะได้เป็นรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายของ <a href="http://www.numthang.org">Numthang.org</a> สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไป และเราจะเปิดเป็นช่องทางจำหน่ายสำหรับสินค้าของตัวเองต่อไปในอนาคตเมื่อเรามีกำลังการผลิตส่วนเกินที่หลุดพ้นไปจากสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันได้แล้ว <br />
<br />
สุดท้ายอย่าลืมบริโภคแต่พอเพียงใช้เท่าที่จำเป็นหรือให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าอันทรัพยากรโลกนั้นมีอย่างจำกัดจำเขี่ย ;)</p>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 12 Sep 2015 07:18 203.152.4.255]

 tee


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 32 วิธีการสั่งซื้อ
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/00a006e7379a.png" alt="" /><br />
<br />
1. เลือกสินค้าที่ต้องการ คลิ๊ก "หยิบใส่รถเข็น"<br />
<br />
2. กรุณารอสักครู่ระหว่างโปรแกรมทำการ "Loading"<br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/f91d0e04b459.png" alt="" /><br />
<br />
3. เมื่อสินค้าเข้าสู่ระบบแล้วหน้าจอจะแสดงข้อความ "สินค้าที่คุณเลือกเข้าสู่รถเข็นเรียบร้อยแล้วค่ะ" คลิ๊ก "OK" <br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/c27a4261472f.png" alt="" /><br />
<br />
3.1 แต่หากคุณเลือกจำนวนสินค้ามากเกินกว่าจำนวนที่มีอยู่ในสต็อค หน้าจอจะแสดงข้อความ "คุณเลือกจำนวนสินค้ามากกว่าที่กำหนด สินค้าในสต็อคไม่เพียงพอค่ะ"<br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/99c2bbf91e6a.png" alt="" /><br />
<br />
4. เมื่อสินค้าได้เข้าสู่รถเข็นเรียบร้อย ที่รูปรถเข็นจะแสดงจำนวนสินค้าที่คุณได้ทำการหยิบไว้แล้ว คุณสามารถเลือกดูรายการสินค้าที่เลือกแล้วทั้งหมดได้ที่ "รถเข็น"<br />
<br />
5. เมื่อสิ้นสุดการเลือกซื้อสินค้าตามต้องการแล้ว คลิ๊ก "สั่งซื้อ" เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/e203dfa70144.png" /><br />
<br />
6. คุณสามารถทำการลดหรือเพิ่มจำนวนสินค้าได้โดยเปลี่ยนเลข "จำนวน" ในหน้าแสดงรายการสินค้าทั้งหมดที่หยิบใส่รถเข็นแล้ว<br />
<br />
7. หรือเลือก "ยกเลิก" เพื่อลบรายการสินค้าที่ไม่ต้องการ<br />
<br />
8. "น้ำหนักรวม" ของสินค้าทั้งหมดในรถเข็นจะเป็นตัวคำนวนค่าจัดส่งสินค้า<br />
<br />
9. คลิ๊ก "ปรับปรุงใหม่" หากคุณทำการ เพิ่ม ลด หรือ ยกเลิก รายการสินค้าใดๆ เพื่อให้ระบบคำนวณราคาใหม่อีกครั้ง<br />
<br />
10. เลือกวิธีการจัดส่งสินค้าที่คุณต้องการ โดยเลือก "พัสดุภายในประเทศ" หรือ "พัสดุด่วนพิเศษ (ems)"<br />
<br />
11. เมื่อเรียบร้อยแล้ว คลิ๊ก "สั่งซื้อ" เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/bbac90ad725b.png" /><br />
<br />
12. สำหรับลูกค้าเก่า หรือ ผู้ที่ทำการลงทะเบียนไว้แล้ว เลือกใส่ อีเมล์ และ รหัสผ่าน ที่ฝั่ง "ลงทะเบียนแล้ว" และ "เข้าสู่ระบบ" หน้าจอจะแสดงข้อมูลเดิมที่คุณเคยกรอกไว้<br />
<br />
13. ลูกค้าใหม่ หรือ สมาชิกใหม่ กรุณากรอกรายละเอียดส่วนตัวที่ฝั่ง "สมัครสมาชิกใหม่" เพื่อ "ลงทะเบียน"<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/84a6c87e205e.png" /><br />
<br />
14. เลือก "จัดส่งตามที่อยู่ด้านบน" หากคุณต้องการให้สินค้าจัดส่งไปที่อยู่เดียวกับที่ลงทะเบียนไว้ หากที่อยู่จัดส่งสินค้าเป็นคนละที่กับที่อยู่ที่ลงทะเบียน กรุณากรอก "ข้อมูลการส่งสินค้า" ใหม่อีกครั้ง<br />
<br />
15. หากต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดส่งจากที่เลือกไว้ที่หน้าสั่งซื้อ "เลือกวิธีการจัดส่ง" ที่คุณต้องการใหม่ คลิ๊ก "ปรับปรุงใหม่" เพื่อคำนวนค่าจัดส่งและราคารวมอีกครั้ง<br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/b3d7e84094af.png" alt="" /><br />
<br />
17. "เลือกวิธีการชำระเงิน" ที่คุณต้องการ หากต้องการ "โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร" เลือก "ยืนยัน" เพื่อเสร็จสิ้นการสั่งซื้อ หากต้องการชำระด้วยวิธีอื่นเมื่อเลือกวิธีที่ต้องการแล้ว คลิ๊ก "ยืนยัน" เพื่อไปสู่ขั้นตอนการชำระเงินต่อไป<br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/66da8317ce77.png" alt="" /><br />
<br />
18. เมื่อเลือก "ชำระผ่านบัญชี PaySbuy" ระบบจะเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของ PaySbuy.com หากคุณยังไม่เคยใช้บริการผ่าน PaySbuy กรุณาเลือก "สมัครเปิดบัญชี PaySbuy" ก่อนเพื่อทำการลงทะเบียนใช้งาน แต่หากคุณเคยลงทะเบียนไว้แล้ว กรอกอีเมล์และรหัสผ่านที่สมัครไว้เพื่อเข้าสู่ระบบ คลิ๊ก "ชำระเงินที่นี่"<br />
<br />
<img width="530" height="398" src="/images/content/2007-03/f091099ffb78.png" alt="" /><br />
<br />
19. "รายละเอียดรายการการชำระเงิน" จะแสดงอีเมล์เจ้าของบัญชีที่คุณจะชำระเงินให้ หมายเลข Invoice No. รายการที่คุณสั่งซื้อกับทางร้าน ประเภทสินค้า และจำนวนเงินที่ต้องชำระ เลือก "ชำระเงินที่นี่" เพื่อเสร็จสิ้นการชำระค่าสินค้า หรือ "ยกเลิก" หากต้องการยกเลิกการชำระเงินนี้<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/6a0839682a05.png" /><br />
<br />
20. เมื่อเสร็จสิ้นการชำระเงิน คลิ๊ก "ต่อไป" เพื่อกลับไปหน้าร้านค้าและจบขั้นตอนการชำระเงิน<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/2013423a0b1f.png" /><br />
<br />
21. หากคุณเลือก "ชำระผ่านบัญชีหรือบัตรเครดิตผ่าน PayPal" เมื่อคลิ๊ก "ยืนยัน" แล้ว ระบบจะเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ PayPal.com หน้าจอจะแสดงยอดชำระเป็นค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา ($USD) กรอกอีเมล์และรหัสผ่านของคุณที่ทำการลงทะเบียนไว้กับ PayPal แล้ว "Log In" เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนตัดเงินของคุณจากบัญชี Paypal<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/c76988d94025.png" /><br />
<br />
22. ถ้าหากคุณยังไม่เคยลงทะเบียนกับ PayPal กรุณาเลือกเข้าทำการลงทะเบียนใช้งานก่อนที่ด้านล่าง โดยคุณจะต้องมีบัตรเครดิตของ Visa, Master Card, AMEX หรือ Discover เลือก "Continue"<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/fed5f56934fc.png" /><br />
<br />
23. กรอกรายชื่อและรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรเครดิต<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="http://localhost:9016/images/content/2007-03/8ddeb47b130e.png" /><br />
<br />
24. กรอกที่อยู่ โดยที่อยู่สำหรับส่งสินค้าและที่อยู่ส่งใบแจ้งบัตรเครดิตต้องเป็นประเทศเดียวกัน กรอกอีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ และรหัสรักษาความปลอดภัย คลิ๊ก "Continue Checkout"<br />
<br />
<img width="530" height="398" alt="" src="/images/content/2007-03/1958b1737e66.png" /><br />
<br />
25. เมื่อเลือกวิธีการชำระเงิน และทำตามขั้นตอนการชำระเงินแต่ละวิธีเรียบร้อยแล้ว หน้าจอจะแสดง "หมายเลขอ้างอิงการสั่งซื้อ" (Invoice No.) และจะมีอีเมล์ยืนยันจากทางร้านแจ้งรายละเอียดการสั่งซื้อให้ทราบอีกครั้ง
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 15 Jul 2009 11:44 203.152.4.255]

 tee


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 33 เงื่อนไขร้าน
<p>1. ทางร้านจะรักษาสถานะการสั่งซื้อสินค้าของท่านไว้เป็นเวลา 7 วัน หากครบระยะเวลา 7 วันแล้ว ยังไม่ได้รับการชำระค่าสินค้าหรือติดต่อเพื่อขอยืดเวลา ทางร้านจะทำการยกเลิกรายการสั่งซื้อของท่านโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า<br />
<br />
2. สินค้าทุกชิ้นจะทำการจัดส่งต่อเมื่อได้รับการแจ้งชำระเงินแล้วเท่านั้น<br />
<br />
3. ทางร้านขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับคืนหรือเปลี่ยนสินค้า นอกจากอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้:<br />
    - ทางร้านส่งสินค้าผิดรายการ<br />
    - สินค้าหมดอายุ<br />
ทางร้านจะไม่รับคืน หรือ เปลี่ยนสินค้า ในกรณีดังต่อไปนี้:<br />
    - สินค้าเกิดความเสียหายจากการขนส่งของไปรษณีย์หรือบริการขนส่งสินค้าอื่นๆ<br />
    - ลูกค้าไม่ติดต่อขอคืนทันทีหรือภายในระยะเวลา 5 วันนับจากวันที่ทางร้านส่งสินค้าให้ โดยนับจากตราประทับไปรษณีย์เป็นหลัก<br />
<br />
4. เมื่อได้รับสินค้าแล้วเกิดความผิดพลาดดังกล่าวข้างต้น กรุณาติดต่อทางร้านทันที่เพื่อขอคืนหรือเปลี่ยนสินค้า กรุณาส่งสินค้าให้ทางร้านพร้อมแจ้งเลขบัญชีโอนเงินคืน หลังจากได้รับสินค้าคืนแล้วทางร้านจะโอนเงินคืนให้ท่านเต็มจำนวนตามมูลค่าสินค้า<br />
<br />
5. หากสินค้าที่ส่งคืนมามีสภาพไม่เหมือนเดิม เช่น ป้ายถูกแกะออก (ถ้ามี) ถูกนำไปใช้งานแล้ว หรืออื่นๆ ทางร้านขอสงวนสิทธิ์ไม่รับคืนค่ะ หากลูกค้าส่งสินค้าคืนกลับมาแล้วสินค้าอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ทางร้านจะไม่โอนเงินคืนให้แต่จะส่งสินค้านั้นๆกลับไปแทนค่ะ<br />
<br />
6. ทางร้านจัดส่งสินค้าภายใน 2 วัน (ไม่รวมวันหยุด) หลังได้รับการแจ้งโอนและเช็คยอดเรียบร้อยแล้วนะคะ นอกจากมีความจำเป็นบางครั้งที่ไม่สามารถส่งได้จริงๆ จึงจะล่าช้าออกไปค่ะ</p>
<p>7. เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อครั้งแรก ทางร้านจะตอบเมล์คอนเฟิร์มกลับสำหรับออร์เดอร์แรกของลูกค้าใหม่นะคะ ถ้ามีออร์เดอร์ต่อไปขอให้ลูกค้าทราบเลยนะคะว่าไม่ต้องรอคอนเฟิร์มค่ะ สามารถทำการโอนตามยอดได้เลยเพราะทางร้านจะได้รับเมล์ออร์เดอร์จากลูกค้าตลอด และทางร้านเช็คเมล์ทุกวันค่ะ</p>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 15 Sep 2015 09:50 203.152.4.255]

 tee


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 34 คำถามที่พบบ่อย
<p><font color="#ff6600"><strong>ถาม : ถ้าสินค้าหมดแล้วจะสามารถจัดหาให้ได้อีกหรือไม่ ?</strong></font><br />
ตอบ : หากท่านต้องการสินค้าที่ขึ้นว่า สินค้าหมด กรุณาติดต่อเรา ทางเราจะทำการจัดหาและติดต่อกลับ เมื่อมีสินค้าที่ท่านต้องการมาอีก<br />
<br />
<font color="#ff6600"><strong> ถาม : ทำไมหลังจากสมัครสมาชิกหรือสั่งซื้อแล้วไม่ได้รับอีเมล์ยืนยัน ?</strong></font><br />
ตอบ : ในกรณีที่ลูกค้าใช้งาน Free Email เช่น Yahoo, Gmail หรือ Hotmail นั้น อีเมล์ที่ส่งจากทางร้านอาจจะเข้า Junk, Bulk หรือ Spam ขอให้ท่านตรวจสอบ แล้ว Report อีเมล์ของร้านเป็น Not Junk หรืออีกกรณีหนึ่งคือ Mailbox ของคุณเต็มทำให้ทางเราส่งไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามทางเราจะติดต่อกลับหาคุณทันทีที่ตรวจพบ<br />
<br />
<font color="#ff6600"><strong> ถาม : ทำไมไม่ได้รับการติดต่อกลับหลังจากซื้อสินค้า ?</strong></font><br />
ตอบ : ทางร้านจะมี E-mail ยืนยันการสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ หลังจากที่สั่งซื้อเสร็จสิ้น ท่านสามารถชำระเงินได้ทันทีตามยอดรวมใน E-mail และโดยปกติทางร้านค้าจะติดต่อกับทางลูกค้าผ่านทาง E-mail และตอบ E-mail เสมอ หรือติดต่อเราทาง "<a href="/contact/2/">ติดต่อเรา</a>" ยกเว้นกรณีพิเศษหรือกรณีเร่งด่วนจะติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์ค่ะ<br />
<br />
<font color="#ff6600"><strong> ถาม : ทางร้านค้ามีขายส่งหรือไม่ ?</strong></font><br />
ตอบ : ไม่มีค่ะ ทางร้านเป็นร้านค้าขายปลีกทางหน้าเว็บไซต์อย่างเดียวและไม่มีหน้าร้านค่ะ แต่จะมีส่วนลดให้ กรณีที่มีการสั่งซื้อเข้ามาถึงยอดที่ทางร้านกำหนดเอาไว้</p>
<p><font color="#ff6600"><strong>ถาม : ทำไมจึงไม่มีการยืนยันรายการสินค้าหลังสั่งซื้อ ?</strong></font><br />
ตอบ : สินค้าภายในร้านจะมีการอัพเดทตามสต็อคเสมอ ทางเราจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อสำหรับลูกค้าใหม่เท่านั้นนะคะ</p>
<p><span style="color: rgb(255, 102, 0);"><strong>ถาม: หากได้สินค้าไม่ครบตามจำนวนจะทำอย่างไร ?</strong></span><br />
ตอบ : หากมีการผิดพลาดจากระบบสต็อคทางเราจะคืนเงินส่วนต่างให้ พร้อมทั้งคูปองส่วนลดเพื่อใช้ในการซื้อครั้งถัดไปแทนคำขอโทษค่ะ</p>
<p><span style="color: rgb(255, 102, 0);"><strong>ถาม: ทำไมจึงไม่มีเบอร์โทรศัพท์ที่หน้าเว็บไซต์ ?<br />
</strong></span> ตอบ : การทำอีคอมเมอร์ของทางร้านนั้นเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจเพื่อให้ได้สินค้าในราคาไม่แพงและความสะดวก ทางร้านจะตอบอีเมล์อย่างรวดเร็วเสมอ แต่ถ้าหากต้องการเบอร์ติดต่อให้อีเมล์เข้ามาขอเป็นรายบุคคลนะคะ</p>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 28 Jul 2015 22:56 203.152.4.255]

 tee


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 35 วิธีการชำระเงิน
<strong>1. โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร **</strong><br />
<br />
    <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_scb.png" /> ธ. ไทยพาณิชย์ สาขา ลาดพร้าว 59<br />
            ชื่อบัญชี อรรณพ ศรีเจริญชัย<br />
            เลขที่บัญชี 010-2 85005-0<br />
    <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_bbl.png" /> ธ. กรุงเทพ สาขา โชคชัย 4 ลาดพร้าว<br />
            ชื่อบัญชี อรรณพ ยศโสภณ<br />
            เลขที่บัญชี 230-0-44986-1<br />
    <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_tfb.png" /> ธ. กสิกรไทย สาขา โชคชัย 4 ลาดพร้าว<br />
            ชื่อบัญชี อรรณพ ศรีเจริญชัย (UNNOP SRICHAROENCHAI)<br />
            เลขที่บัญชี 721-2-18045-3<br />
    <img alt="" src="/themes/Default/icons/b_ktb.png" /> ธ. กรุงไทย สาขา ฉะเชิงเทรา<br />
            ชื่อบัญชี อรรณพ ยศโสภณ<br />
            เลขที่บัญชี 201-0-11474-4<br />
<br />
<strong>2. ชำระผ่านบัตรเครดิต *</strong><br />
<br />
โดยเลือกช่อง "ชำระผ่านบัตรเครดิต" ที่หน้ายืนยันข้อมูลการซื้อขาย หลังจากนั้นระบบจะเข้าหน้าชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ให้กรอกรายละเอียดบัตรเครดิตตามช่องที่กำหนด<br />
<br />
<strong> 3. ชำระผ่านบัญชี PaySbuy ชื่อบัญชี mrs.jan@gmail.com *</strong><br />
<br />
โดยเลือกช่อง "ชำระผ่านบัญชี PaySbuy" ที่หน้ายืนยันข้อมูลการซื้อขาย หลังจากนั้นระบบจะเข้าหน้าชำระเงินของทาง PaySbuy โดยอัตโนมัติเพื่อชำระเงินเข้าบัญชีของทางร้านค้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a target="_blank" href="https://www.paysbuy.com">https://www.paysbuy.com</a> <br />
<br />
<strong> 4. โอนเงินผ่านบัญชี PayPal ชื่อบัญชี mrs.jan@gmail.com *</strong><br />
<br />
โดยเลือกช่อง "ชำระผ่านบัญชีหรือบัตรเครดิตผ่าน PayPal" ที่หน้ายืนยันข้อมูลการซื้อขาย หลังจากนั้นระบบจะเข้าหน้าชำระเงินของทาง PayPal โดยอัตโนมัติเพื่อชำระเงินเข้าบัญชีของทางร้านค้า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a target="_blank" href="https://www.paypal.com">https://www.paypal.com</a> <br />
<br />
<font color="#ff6600">* กรณีนอกเหนือจากการชำระเงินแบบโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร หลังจากเสร็จสิ้นแล้วทางร้านจะได้รับแจ้งเตือนการจ่ายเงินโดยอัตโนมัติ ดังนั้นทางลูกค้าจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงินกับทางร้านค้าแต่อย่างใด</font><br />
<br />
** กรณีที่โอนผ่านบัญชีธนาคารหลังจากโอนแล้ว กรุณาแจ้งโอนเงินได้ที่<br />
<br />
Contact : <a href="/contact/2/">ติดต่อเรา</a><br />
หรือ<br />
E-mail : <a href="mailto:shop@numthang.org?subject=Contact%20Numthang%20Shop">shop@numthang.org</a><br />
MSN : <a href="mailto:commune@numthang.org">commune@numthang.org</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 15 Sep 2015 05:24 203.152.4.255]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 36 ภูมิแพ้อย่าโทษสิ่งเร้า
<br />
ว่ากันว่าคนในโลกนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ คนไทยที่เป็นภูมิแพ้อาการรุนแรงและต้องไปหาหมอมีประมาณ 13 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอยู่ 6 ล้านคน สาเหตุของภูมิแพ้ตำรับธรรมชาติบำบัด มีมุมมองที่ต่างออกไปจากผู้เชี่ยวชาญกระแสหลักที่ให้ร้ายสภาพแวดล้อม ไม่มองดูภายในตัวเอง สาเหตุที่เค้ามองมามีอยู่ว่า ฝุ่นละอองที่เพิ่มมากขึ้น คนเรากินผักผลไม้น้อยที่มีสารเสริมภูมิต้านทานที่น้อยลง แถมยังบังคับให้เด็กกินนมวัวเพราะคิดว่านมเป็นอาหารที่ทดแทนอาหารอื่นได้ แต่ในนมวัวกลับมีโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ในเด็กไทยกว่า 50%<br />
<br />
ธรรมชาติบำบัดแนะนำวิธีที่จะทำให้เราหายจากโรคภูมิแพ้ ดังนี้<br />
1. งดนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวอย่างเด็ดขาด ใช้นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซี่ยมแทน<br />
2. กินผักผลไม้สดขนาดประมาณแอปเปิ้ล 2 ลูกเป็นประจำทุกวัน<br />
3. ออกกำลังกายกลางแจ้งแทนการนั่งเฉยๆ หน้าจอ    <br />
<br />
ที่มา<br />
<a target="_blank" href="http://www.balavi.com/content_th/nanasara/Con00217.asp">http://www.balavi.com/content_th/nanasara/Con00217.asp</a>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 16 Mar 2007 14:46 203.152.4.19]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 37 Baby Face
<br />
วันนี้ได้อัลตร้าซาวน์ดแล้ว เนื่องจากครบ 20 w พอดี ซาวน์ดครั้งนี้เพื่อดูความสมบูรณ์ และดูว่าจะมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ตอนนี้เห็นตัว เห็นหัว เห็นหน้า เห็นแขนขา เห็นนิ้วชัดเจนเลย เห็นหัวใจเต้นตุ๊บๆๆๆ เต้นเร็วมาก แอบเห็นบางทีก็ดุกดิกไปมา น่าเอ็นดูเชียวลูก ^^<br />
<br />
คุณหมอบอกว่าดูแล้วน่าจะปกติดี เห็นกระดูกแต่ละส่วนครบ คุณหมอไม่ได้พูดเรื่องเพศ คุณพ่อก็เลยถามเองว่าหญิงหรือชายครับ ตูนก็ว่ามันยังไม่น่าจะเห็นน๊า หรือเห็นก็คงไม่ชัด หมอบอกว่าถ้ากางขาตรงนี้พอดีก็จะเห็นได้ แต่ปรากฎว่านำทางน้อยไม่กางขาหนะสิ หมอเลยเขย่าๆหัวอัลตร้าซาวน์ดใหญ่ 555 สรุปว่าไม่ชัวร์แค่หมอเดาว่าน่าจะเป็นสาว เฮียนี้ตาวาว ยิ้มใหญ่ หัวเราะร่วนเชียว (หมอบอกว่าเดา อย่าออกนอกหน้าสิ)<br />
<br />
เอาน่า แค่เห็นว่าปกติ หัวใจเต้นดีก็ดีใจแล้ว ตอนดูจออยู่น้ำตาซึมเลย มันปลื้มแบบบอกไม่ถูก ไม่เคยเห็นเลย ดีใจ ซึ้งใจ ตื้นตัน บอกไม่ถูกจริงๆ เพิ่งเข้าใจคนอื่นที่เค้าพูดๆกันมาถึงความเป็นพ่อเป็นแม่นี่แหละ "แค่เห็นลูกก็มีความสุขแล้ว" ที่รู้สึกว่าท้องหนักๆถ่วงๆ ปวดเอว ปวดหลัง ฉี่บ่อย แน่นท้อง นอนไม่ลง ฯลฯ ตอนนี้รู้สึกว่าแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากกก ถ้าเห็นเค้าอยู่ดีแข็งแรง คุ้มจะตาย แหม...อยากได้ scanner เชียวตอนนี้ จะได้เอารูปนำทาง เห็นหน้าชัดๆลงไว้ด้วย แต่ที่บ้่านไม่มีอะ T^T<br />
<br />
น้ำหนักนำทางที่ได้จากเครื่องซาวน์ดคือ 284 g. ลูกแค่ไม่ถึง 3 ขีด แต่เดือนนี้แม่น้ำหนักเพิ่มมาอีกเกือบ 2 กก. แล้ววว โอย...หนักอะไรเนี่ย แต่ดีไปเพราะหมอบอกว่าน้ำหนักขึ้นดีตามเกณฑ์ปกติ หมอบอกว่า เราไม่ค่อยออกเลยนะเนี่ย ปกติถ้าออกเค้าจะออกต้นขากัน แต่นี่ดูตัวแล้วไม่ค่อยมีอะไรออกเลย (หมอขา แค่ท้องกะตูดกะนมก็หนักแย่แล้วค่ะ ขึ้นมาอย่างละหลายนิ้วเชียว -*-)<br />
<br />
รอบนี้หมอให้ยาเพิ่มมาอีกอย่างคือแคลเซียม และนัดครั้งหน้าวันที่ 17 หลังไปเที่ยวสงกรานต์พอดี อยากให้นัดครั้งต่อไปและต่อไปและต่อๆๆๆไปเร็วๆจังเล้ย จะได้ใกล้วันคลอดซะที ตื่นเต้นๆ ^^<br />
<br />
ปล. รูปหน้าน้องนำทางน่ารักมากๆๆๆเลยยยย (ถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไงนึกถึงหัวกะโหลกเด็กหนะ เพราะซาวน์ดมาเห็นเป็นเหมือนโครงกะโหลก อิอิ)
ผู้โพสต์ : toon [Tue, 20 Mar 2007 15:51 203.152.3.143]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 38 อัพเดทความรู้เรื่องน้ำมันและไขมัน
<br />
ถ้าใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงไปประกอบอาหารจะได้ไขมันอิ่มตัวไปแทนแต่อนุมูลอิสระจะน้อย น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม (อันนี้กินอยู่ทุกวันถ้าทานอาหารนอกบ้าน) ส่วนน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด แต่พระเอกของวันนี้คือ น้ำมันมะกอกและล่าสุดน้ำมันเมล็ดชาซึ่งถือกันว่าเป็นน้ำมันมะกอกของชาวตะวันออก<br />
<br />
และจากการที่ได้ไปปรึกษาหมอจีนสอบถามได้ความมาอีกว่าถ้าน้ำมันพืชบริสุทธิ์แท้ๆ เลยนั้นดีแน่ แต่ที่ขายกันอยู่กลาดเกลื่อนล้วนแล้วแต่เป็นน้ำมันพืชผสมน้ำมันปาล์มทั้งสิ้นทำให้จำหน่ายได้ในราคาถูกส่วนน้ำมันปาล์มล้วนๆนั้น ก็ยิ่งทำให้ถูกเข้าไปใหญ่ และที่สำคัญคือน้ำมันปาล์มอาจใช้แทนน้ำมันหมูไม่ได้ เพราะว่ากรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันพืชเค้าบอกว่ามันอันตรายกว่าไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์ด้วยเหตุว่าย่อยสลายได้ยากกว่า<br />
<br />
อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่น้ำมันมะกอกแล้วมาถึงน้ำมันเมล็ดชาซึ่งรับรองได้ว่าไม่ใช่ของราคาถูกเพราะยังไม่แพร่หลาย เพื่อให้เหมาะกับสภาพครัวเรือนของตัวเอง คงจะได้ความว่า ถ้าต้องการจะทำอาหารประเภททอดจะเลือกใช้น้ำมันหมู แต่ถ้าเป็นอาหารผัดที่ใช้กระเทียมเข้าไปต้านอนุมูลอิสระก่อนก็จะเลือกใช้น้ำมันถั่วเหลืองบ้างแต่เพราะว่าน้ำมันพืชปลอมๆที่ขายกันอยู่นั้นมันใช้การไม่ได้ก็ไม่ได้ผลอยู่ดี สรุปคือเน้นไปใช้น้ำมันหมูอย่างเดียวและแน่นอนแพงกว่าน้ำมันพืช(ปลอมๆ)เช่นกัน <strong>แต่ถ้าจะให้ดีควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารน้ำมันเลยจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องจ่ายเงินมากๆด้วย</strong><br />
<br />
ไม่แปลกใจแล้วว่าทำคนยุคปัจจุบันถึงได้ป่วยง่ายกันเหลือเกินหนีไม่พ้นโรงหมอ ตัวเองก็เช่นเดียวกัน ปัญหาคือผมไม่ได้กลัวตายแต่กลัวการจ่ายเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลมากๆ ฉะนั้นแล้วหาความสุขกับอย่างอื่นมากกว่าการกินก็ดีเหมือนกัน <strong>ใครที่คิดว่าไม่กี่ปีก็ตายแล้ว ไม่ได้อยากอยู่นาน อยากหาความสุขให้กับตัวเองก่อน แต่พอถึงเวลาความทุกข์ทรมานในตอนท้ายคงต้องย้อนกลับมาคิดว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่รักษาตัวเองให้ดี</strong> ทำไมถึงตามใจปาก แต่ก็นั่นแหละมันสายไปเสียแล้ว<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.balavi.com/content_th/article/article63.asp" target="_blank">http://www.balavi.com/content_th/article/article63.asp</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 08 Feb 2011 08:40 203.152.4.176]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 39 เสียสัตย์เพื่อชาติ ?
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 22 Mar 2007 14:17 203.152.3.25]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 40 งานหลวงและงานราษฎร์ของข้าพเจ้า
<br />
ทุกวันนี้ทำงานไม่ค่อยจะทัน(ใจ)ตัวเองเลยทั้งงานราษฏร์และงานหลวง "งานราษฎร์" ในที่นี้หมายถึงงานที่ตัวเองไม่อยากทำแต่ได้เงิน ส่วน "งานหลวง" คือสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่มันไม่ค่อยจะได้เงิน<br />
<br />
ไปรับงานมาคราวนี้เป็นงานไม่เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง เป็นงานแปลสื่อการสอน แต่มันหายากอีตรงที่มันเป็นสื่อการสอนเกี่ยวกับเรื่อง Unix, Linux และการเขียนโปรแกรม ตอนแรกรับมา 1 งาน ทำไปทำมา มีงานของคนเก่าทำมาไม่ได้เรื่องอีก 2 งานต้องมานั่งแก้เยอะมาก กลายเป็นต้องรับเอามา 3 งานเต็มๆ ที่ลำบากใจคือเรื่องพวกนี้มันหาคนทำยาก ถ้าให้พวกแปลภาษาอังกิดอย่างเดียวจะทำไม่ได้เลย ต้องหาคนที่มีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วย แล้วไอ้คนที่รู้เรื่องพวกนี้มันมีเยอะซะที่ไหนเล่า ก็เลยต้องยอมรับมาแบบเสียมิได้ แต่ก็ถือเอาว่าช่วยๆ งานกันไป<br />
<br />
งานที่เข้ามาหาตัวเองจะเป็นอย่างนี้ตลอดคือจะโดนคะยั้นคะยอ ติดลูกเกรงใจก็เลยต้องรับมา อีกอย่างรายได้เข้ามาบ้างก็ดีเหมือนกันแต่น้ำหนักเรื่องรายได้กับเรื่อง "งานหลวง" ของตัวเอง อยากทำ "งานหลวง" มากกว่าว่ะ<br />
<br />
ปกติงานหลวงของคนส่วนใหญ่จะเป็นงานรายได้ประจำ ส่วนงานราษฎร์จะเป็นงานช่วยๆ เหลือกัน แต่ของผมมันกลับตรงกันข้ามกันแฮะ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:15 203.152.4.208]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 41 รายงานเสวนา `คืนสู่วิถีธรรมชาติ ทั้งกายและจิตวิญญาณ` (1)
<br />
<strong>นพ.เฉลียว ปิยะชน<br />
นายแพทย์ นักเขียนอาวุโส ผู้สนใจในเรื่องสุขภาพธรรมชาติบำบัด <br />
<br />
</strong>การดำเนินชีวิตเพื่อให้มีสันติสุขเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน เพราะในสังคมปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีเท่าไร ในมุมมองของผม เราจะมีสันติสุขได้ ก็ต่อเมื่อเรามีสุขภาพดี สุขภาพของตัวเราก็สัมพันธ์กับสุขภาพของสังคม ของประเทศชาติและของโลก ทุกอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันหมด สุขภาพของเราจะมีอิทธิพลต่อคนอื่นก็เมื่อเรามาอยู่รวมกันหลายๆ คน แล้วระบบของสังคมก็จะมีอิทธิพลต่อเรามาก<br />
<br />
ดังที่เราจะเห็นว่า วัฒนธรรมการบริโภคอาหารจานด่วนแบบตะวันตกเข้ามาโจมตีในบ้านเรา จนกระทั่งเด็กทุกคนหรือเกือบทุกคนจะบริโภคอาหารตามนั้น ซึ่งทั้งผู้ที่นำมาและเจ้าของตำรับ ปัจจุบันเขาก็ยอมรับว่า มันเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดการเสียสุขภาพ แต่มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นธุรกิจที่ต้องการเงิน ฉะนั้น จริงๆ แล้วสุขภาพของเราก็จึงถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจ ระบบของสังคม เมื่อเป็นทุนนิยมสุดโต่งแล้ว มันก็ทำทุกอย่างเพื่อเงิน สุขภาพก็เป็นเรื่องรองไป ซึ่งต่างจากสังคมเก่าๆ<br />
<br />
เรื่องสุขภาพเราอาจจะเคยได้ยินโฆษณาจากทางการว่า ให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้ออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สงบ อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ง่ายและกว้างเกินไป ที่เขาแนะนำเพียงแค่นั้น เราก็ยังเห็นว่า ยังมีคนเป็นมะเร็งหรือโรคหลอดเลือดตายกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงมองว่าถ้าเราอยากมีสุขภาพดีจริงๆ จะต้องมองลึกไปกว่านั้น ลงลึกไปถึงองค์ความรู้ซึ่งจะนำมาซึ่งการปฏิบัติที่ถูกต้อง ในมุมมองของผม องค์ความรู้ที่จะเข้าไปสู่ธรรมชาตินั้น เรามีมากพอ และไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เราสนใจและตั้งใจ ก็น่าจะทำให้เกิดประโยชน์ได้<br />
<br />
ดังที่ทราบกันว่า การที่เรามีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะเราต้องรับสิ่งจากภายนอกเข้ามาสู่ตัวเรา อาหาร น้ำ และอากาศ เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่มองไม่เห็นในรูป ของนามธรรม เรื่องของสังคม เรื่องของคุณธรรมทั้งหลาย ก็เข้ามาสู่ตัวเราด้วย ถูกพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของเรา ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า เราเป็นอย่างที่เรารับประทาน หรือว่า เราประจักษ์อย่างไรเราก็เป็นเช่นนั้น คือกรอบเรื่องสุขภาพของเราเป็นอย่างไร ตัวเราจะดำเนินชีวิตอย่างไร เราก็จะเป็นไปตามนั้น เพราะสิ่งที่เราเชื่อคือความจริงของเรา ถ้าเราไม่เชื่อความจริงที่คนอื่นเชื่อ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริงสำหรับเรา (<em>อย่างเช่น ถ้าคนอื่นเชื่อว่าคนเราจำเป็นต้องทานเนื้อสัตว์ แต่ผมไม่เชื่อว่ามันเป็นความจริง แน่นอนมันจึงไม่เป็นความจริง</em><em>สำหรับผม</em><em>เลย)</em><br />
<br />
ถ้าเราอยากจะมีสุขภาพดี ตัวเราก็ต้องเปิดกว้างที่จะรับกรอบความคิดใหม่ๆ กรอบความคิดที่จะทำให้เราพัฒนา มีชีวิตที่ดีขึ้น อาหาร น้ำ อากาศ ที่เรารับ ที่เข้าสู่ตัวเราทุกวินาทีนั้นมีความสำคัญ เพราะอาหารนั้นจะได้รับการย่อยประกอบกับน้ำและอากาศที่มีออกซิเจนแล้ว ก็จะเกิดปรับเปลี่ยนเป็นตัวเรา<br />
<br />
ตัวเราก็ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ 60-100 ล้านล้านเซลล์ เซลล์ต่างๆ เหล่านี้มีปฏิกริยาทางชีวเคมี ฟิสิกส์ เกิดขึ้นตลอดเวลา และการที่เรารับเข้าไป ก็จะไปทำปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนชีวิตได้ เพราะเซลล์ต่างๆ เหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรารับเข้าไป อย่างเช่นผิวหนังเรานี้ก็จะมีอายุเพียง 1 เดือนก็จะหลุดออกและเกิดขึ้นใหม่ หรือว่าเซลล์เม็ดเลือดก็จะถูกผลิตขึ้นมาตลอดเวลา ของเก่าๆ ก็จะเสื่อมสลายไป ถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนตัวเรา ก็จะต้องรับสิ่งที่ดีเข้าไป ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนได้ ทั้งหมดร่างกายอาจจะเปลี่ยนได้ภายใน 1-2 ปี<br />
<br />
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วอาหารจึงสำคัญมาก รองลงมาคือน้ำ และอากาศที่บริสุทธิ์ อาหารที่เรารับเข้าไป มีกลไกการย่อยตามธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติก็ได้กำหนดไว้ มีการบันทึกข้อมูลไว้ในเซลล์ ในดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นบันทึกที่มีมาตลอดนานแสนนาน<br />
<br />
หากย้อนไปในสมัยบรรพบุรุษของมนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ยุคสุดท้ายของน้ำแข็งที่ปกคลุมโลก ในทางพันธุกรรมเราก็สืบทอดมาจากมนุษย์ถ้ำ ก็มีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ก็เขาก็ไปค้นหาว่า เมื่อหมื่นปีที่แล้วมนุษย์บริโภคกันยังไง โดยไปดูจากชุมชนที่ยังดำรงชีวิตเหมือนเมื่อหมื่นปีที่แล้ว ซึ่งก็มีหลายแห่งในโลก ก็มีการเจาะเลือด เอาอาหารของเขามาวิเคราะห์ว่ามีอะไรบ้าง ดูว่ามีวิถีชีวิตอย่างไร ก็พบว่า คนป่าพวกนี้เกือบจะไม่มีโรคความดันโลหิตสูงเลย แต่ว่าพวกคนที่อยู่ขอบป่า ซึ่งกินเกลือแกงเข้าไป จะมีความดันโลหิตสูงและมีมากขึ้นเป็นไปตามลักษณะของการบริโภคเกลือ<br />
<br />
ก็แสดงว่า ในพันธุกรรมของเรา กำหนดว่าเราควรจะรับประทานเกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์น้อยที่สุด หรือเกือบจะไม่ต้องรับประทานเลย จากข้อมูลการวิจัยที่ผมกล่าวถึงนี้ ได้ตัวเลขที่น่าสนใจว่า สารอาหาร เกลือแร่ วิตามิน สามกลุ่มนี้ พบว่า เกือบทั้งหมด เรารับประทานน้อยกว่าที่พันธุกรรมเรากำหนดประมาณ 10 เท่า อย่างเช่น <strong>ไฟเบอร์ซึ่งเป็นใยอาหารที่อยู่ในพืช คนโบราณจะทานมากกว่าเราเป็น 10 เท่า นั่นคือต้องรับประทานพืชผักวันละจานใหญ่ๆ คำถามคือเราจะสามารถรับประทานให้ได้อย่างนั้นมั้ย</strong><br />
<br />
ส่วนเรื่องวิตามิน คนสมัยก่อนก็มีมากกว่าเรา 5-10 เท่า เราอาจจะทราบว่าวิตามินซี สามารถแก้โรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟันได้ แต่นี่ก็เป็นความรู้เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เกิดจากกลาสีเรือออกทะเลนานๆ ก็เป็นโรคนี้ พอให้มะนาวไปกินก็หาย ฉะนั้น 50-60 มิลลิกรัมต่อวันแก้โรคเหล่านี้ได้ ทุกวันนี้องค์ความรู้เรื่องวิตามินได้ขยายไปมากกว่าเดิมแล้ว ร่างกายเราจะสร้างเนื้อเยื่อ สร้างโครงสร้างสำคัญได้ก็ต้องอาศัยวิตามินซี เหมือนเสาเหล็กที่อยู่ในคอนกรีต ฉะนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องรับสารอาหารให้เพียงพอ<br />
<br />
โดย องอาจ เดชา<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7469&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai" target="_blank">ประชาไท</a><br />
<br />
**ส่วนที่เป็นตัวเอียงเป็นส่วนที่ผมเพิ่มเข้าไปเองเพื่อขยายความ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 27 Mar 2007 06:51 203.152.4.163]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 42 รายงานเสวนา `คืนสู่วิถีธรรมชาติ ทั้งกายและจิตวิญญาณ` (2)
<br />
หลังจากนั้นมา เราก็มีการแสวงหาเรื่องธรรมะจากหลายๆ ที่ ผมเองชื่นชมการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นของสายสันติอโศก ก็จึงนำมาปฏิบัติกับตนเอง คือหลายๆ ท่านอาจจะมองว่า เรามักจะพูดกันถึงเรื่องจิตใจ เรื่องสังคม ความคาดหวังต่างๆ แต่ไม่ได้ลงลึกว่า เราจะเริ่มต้นกันอย่างไร อย่างตัวผมเองก็ไม่ได้ปรับอะไรมาก ตอนแรกๆ ก็อาจจะเคร่งครัดกับตัวเองมากหน่อย กินข้าวมื้อเดียว งดเหล้าบุหรี่ เนื้อสัตว์ คือปกติผมจะเป็นคนขี้โรค เป็นโรคกระเพาะ ปวดหัว แต่พอได้มาพิสูจน์ตัวเองก็พบว่าเราทำได้ เราพบเส้นทางที่จะนำไปสู่สันติสุขได้ ก็ต้องฝันให้ไกลสักนิดหนึ่ง<br />
<br />
ผมทำงานมาตั้งแต่ปี 2524 ก็ยังไม่เบื่อที่จะทำงาน ทำงานกับเด็กๆ ทำงานกับชุมชน จริงๆ เหนื่อยมากโดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ก็ไม่ท้อที่จะทำ เพราะแนวทางวิถีพุทธก็ได้บอกไว้ว่า ให้เริ่มต้นที่ตัวเอง แต่เราก็ควรจะมองคนอื่นด้วย<br />
<br />
ณ วันนี้เราก็มีสังคมที่มีความสุข มีการแบ่งปันให้กันและกัน สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เราสู้ ให้เราหาทางเลือก ทางออก ซึ่งไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อคนอื่นด้วย<br />
<br />
อย่างผมสอนเด็กมา 18 ปี ก็ยังรู้สึกว่า การศึกษาในระบบมันยังไม่มีคำตอบ อาจจะมีคำตอบในเชิงวิชาการ แต่ในความจริง สิ่งที่ลึกเข้าไป การศึกษาในระบบยังให้ไม่ได้ ตัวผมเองจึงต้องหาวิธีว่า ทำอย่างไรให้เด็กได้เข้าใจแนวทางของชีวิต ก็คิดไปคิดมา ก็เริ่มต้นจากความคิดที่ว่า ค่ายวิถีพุทธหรือค่ายวิถีชีวิต เป็นค่ายที่เด็กให้ความสนใจมากที่สุด<br />
<br />
ตอนนี้ผมลาออกจากราชการมา 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลาออกจากการเป็นครู เพราะยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสนใจ อยากให้กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ แผ่ไปถึงลูกหลานถึงท้องถิ่นของเขา เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากว่า การจะจัดสรรชีวิตได้ ต้องเข้าใจตัวเอง ครอบครัว ถ้ามองถึงชุมชนสังคมด้วย ก็จะทำให้เรามีแรงมีพลังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว<br />
<br />
โดย องอาจ เดชา<br />
<br />
ที่มา<br />
<a target="_blank" href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7469&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">ประชาไท</a><br />
<br />
**ส่วนที่เป็นตัวเอียงเป็นส่วนที่ผมเพิ่มเข้าไปเองเพื่อขยายความ
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 27 Mar 2007 06:59 203.152.4.239]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 43 สารพิษในขวดนมพลาสติกยี่ห้อยอดนิยม
<p><br />
ข้อมูลนี้มาจาก <a href="http://www.environmentcalifornia.org/">http://www.EnvironmentCalifornia.org/ </a>ในหน้า <a href="http://www.environmentcalifornia.org/newsroom/environmental-health/environmental-health-news/toxic-chemical-leaches-from-popular-baby-bottles">http://www.environmentcalifornia.org/newsroom/environmental-health/environmental-health-news/toxic-chemical-leaches-from-popular-baby-bottles</a><br />
<br />
หลังจากอ่านจบแล้วก็อยากให้คนอื่นๆได้อ่านด้วย เลยแปลเป็นภาษาไทยไว้ดังนี้<br />
<br />
<strong>จากรายงานของ</strong> Environment California Research and Policy Center ชี้ให้เห็นว่า ขวดนมพลาสติกใสแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีพิษจากสารเคมีที่เป็นภัยต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์ (Bisphenol A)<br />
<br />
"พ่อแม่มักจะตื่นเต้นกับเด็กๆในขวบปีแรกๆ และหวังว่าลูกๆของพวกเขาจะได้เริ่มต้นชีวิตที่มีความสุขและมีสุขภาพดี"<br />
<br />
"แต่โชคร้ายที่พ่อแม่ไม่มีข้อมูลความรู้เพียงพอที่จะป้องกันลูกๆของพวกเขาจากพิษสารเคมี"<br />
<br />
"รัฐแคลิฟอร์เนียควรจะบังคับให้ผู้ผลิตงดการใส่สารเคมีเป็นพิษลงในสินค้าสำหรับเด็ก และควรมีการให้ข้อมูลที่จำเป็นเพื่อช่วยในการตัดสินใจการเลือกซื้อของให้กับพ่อแม่"<br />
<br />
Environment California Research and Policy Center ทำงานร่วมกับแล็บเอกชน ตรวจสอบขวดนมยอดนิยม 5 ยี่ห้อ เพื่อดูว่ามี Bisphenol A ที่สามารถผ่านออกจากขวดสู่ของเหลวที่บรรจุภายในหรือไม่<br />
<br />
- ขวดนม 5 ยี่ห้อ ประกอบด้วย: Avent, Dr. Brown’s, Evenflo, Gerber และ Playtex<br />
- ทั้ง 5 ยี่ห้อ มีสารพิษ Bisphenol A ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทดลองในแล็บ<br />
<br />
Bisphenol A นิยมใช้กันทั่วไปเพื่อทำให้ขวดพลาสติก เช่น ขวดนม มีความใส สารพิษจะกรองออกและแทรกซึมลงในของเหลวและอาหารที่บรรจุอยู่ภายในได้เมื่อใช้งาน<br />
<br />
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สาร Bisphenol A จำนวนเพียงเล็กน้อย มีผลทำให้ก่อมะเร็ง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การเริ่มเป็นหนุ่มสาวเร็วเกินไป โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไฮเปอร์ (hyperactivity) และอื่นๆ<br />
<br />
The U.S. Centers for Disease Control and Prevention พบสาร Bisphenol A ในปัสสาวะ 95% ของประชนที่เข้ารับการตรวจ เป็นที่น่าตกใจว่า Bisphenol A  ที่พบในมนุษย์อยู่ในระดับกลางซึ่งสูงกว่าระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์ทดลองเสียอีก<br />
<br />
มิถุนายนปี 2006 ซานฟรานซิสโก เป็นรัฐแรกที่ออกกฎหมายห้ามใช้สาร Bisphenol A ในของเล่น และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีอื่นๆ รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังพิจารณาที่จะออกกฎเดียวกันนี้ในปีนี้<br />
<br />
เนื่องจากการขาดการมาตราการจากรัฐบาลและข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นพิษในสินค้าบริโภค Environment California Research and Policy Center จึงได้แนะนำให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กทั่วไปปฏิบัติดังนี้:<br />
<br />
- เลือกใช้ขวดนมแก้วหรือขวดพลาสติกที่ปลอดภัยกว่านี้<br />
- อย่าให้ความร้อนแก่อาหารหรือเครื่องดื่ม ที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือขวดพลาสติก เพราะจะทำให้ขบวนการกรองสารพิษออกมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว<br />
- เวลาล้างผลิตภัณฑ์พลาสติกให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาล้างที่แรงและน้ำร้อน ทั้ง 2 สิ่งนี้ทำให้ขบวนการกรองสารพิษออกมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว<br />
- คำแนะนำอื่นๆและข้อมูลเพิ่มเติม อ่านได้ที่ <a href="http://www.environmentcalifornia.org/">http://www.EnvironmentCalifornia.org/</a><br />
<br />
"พ่อแม่ไม่สามารถรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้โดยลำพัง รัฐแคลิฟอร์เนียควรจะให้การช่วยเหลือ และทำให้แน่ใจว่าสินค้าต่างๆในท้องตลาดไม่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ"<br />
<br />
Environment California Research and Policy Center ได้เรียกร้องให้รัฐแคลิฟอร์เนียปฎิบัติดังนี้:<br />
<br />
- จัดระเบียบการใช้สาร Bisphenol A และสารเคมีที่เป็นพิษอื่นๆ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก<br />
- กำหนดให้ผู้ผลิตปิดฉลากระบุสารเคมีที่เป็นอันตรายทั้งหมดที่อาจมีอยู่ และแจ้งผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพ บนสินค้าสำหรับเด็ก<br />
- ปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับสารเคมีใหม่ เพื่อให้ผู้ผลิตที่ใช้สารเคมีแสดงให้เห็นว่าสารเคมีที่ใช้นั้นปลอดภัย ก่อนที่จะได้รับการอนุญาตให้ออกจำหน่ายและใช้ในสินค้าบริโภค<br />
<br />
อ่านจบแล้วก็ตัดสินใจสั่งขวดนมที่เลือกได้ทันที หวังว่าใครผ่านมาอ่านก็จะเลือกซื้อได้ถูกต้อง และก็อยากให้ทำการศึกษาก่อนไม่ว่าจะซื้อของอะไรก็ตามที่จะมาใช้กับลูกที่รักของเรา หากใครไม่รู้ว่าจะค้นข้อมูลได้ยังไงหรือไม่มีเวลา และต้องการข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชนิดไหน บอกไว้ได้ จะช่วยหาและอ่านให้ ^^</p>
<p><u><strong>หมายเหตุ :</strong></u></p>
<p>เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อ มี.ค. 2550 ตอนนั้นท้องได้ 4 เดือนค่ะ แต่เอาเข้าจริงจนถึงปัจจุบัน (มิ.ย. 2552) นำทางอายุ 1 ขวบ 10 เดือนแล้ว ยังดูดนมจากเต้าอยู่เลย เลยไม่เคยได้สัมผัสขวดนม ที่คิดไว้เรื่องฟันขึ้นหรืออะไรอื่นๆ เลยมาบอกเพิ่มเติมสำหรับคุณแม่ท่านใดกำลังตั้งครรภ์ว่า แม้ลูกจะฟันขึ้นแล้วก็ไม่เป็นอุปสรรคปัญหาใดๆในการให้นมจากเต้า เพราะเค้าดูดเป็นแล้ว ฟันมันไม่ได้กัด นอกเสียจากว่าเค้าจะงับเอง ซึ่งอันนั้นเราก็สอนเค้าได้ค่ะ</p>
<p>มาต่อท้ายเพื่อแก้ความเข้าใจผิด(ของตัวเอง)ที่ว่าเมื่อฟันขึ้นเยอะแล้วอาจจะกินจากเต้าไม่ได้</p>
ผู้โพสต์ : toon [Mon, 28 May 2012 04:31 203.152.4.239]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 44 อ่าว ตกลงเค้ารัฐประหารกันไปแล้วหรือ?
<br />
ไอ้ห่าเอ๊ย พวกมึงอย่ามาอำกูเล่นเหอะว่ะ ไอ้สันดาน
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 28 Mar 2007 05:34 203.152.3.83]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 45 เบื้องหลังความมึนและการจับปูใส่กระด้งของรัฐบาลกลาง
<br />
คำกล่าวข้างต้นมีที่มาจาก <a href="http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999736.html">"จันทรคราส รัฐประหาร-การเลือกตั้ง และสิ่งแวดล้อม"</a> ของอาจารย์ นิธิ อันที่จริงเคยเขียนเรื่องราวพวกนี้และเป็นเจตจำนงอยู่เสมอมาว่า <a href="http://numthang.org/content/1/">ไม่เคยคาดหวังอะไรกับรัฐบาล</a> (ไม่ว่าจะชุดไหน)  ไม่เคยคิดว่าใครจะมาทำอะไรให้ได้นอกจากทำมันด้วยตัวเอง<br />
<br />
 แต่สิ่งที่คาดหวังเพียงอย่างเดียวคือ <strong>"อย่าขายสมบัติชาติ" </strong>หลังจากนั้นแล้วจะไปตีกอล์ฟ เตะบอลอะไรก็ทำไป จะเช้าชามเย็นกี่ชามก็ไม่เคยบ่น หรือหนักข้อหน่อยอย่างการปิดกั้นเสรีภาพทางความอ่านและความคิดอันนี้ก็แค่บ่นนิดหน่อยแล้วก็ทำสมาธิดึงความแค้นมันลงไปตาตุ่มเท่านั้นเอง (เห็นมะว่าใจกว้างแค่ไหน ทั้งที่อันนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม)<br />
<br />
ไม่รู้ว่าข้อเดียวนี้ขอมากไปหรือเปล่า
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:16 203.152.4.131]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 46 ป่าผี
 
<p class="MsoTitle" style="TEXT-ALIGN: left" align="left"><span lang="TH" style="FONT-WEIGHT: normal"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">ควันสีขาวจากยาเส้นส่งกลิ่นฉุนกระทบจมูก กลุ่มควันลอยละล่องเคลื่อนพลิ้วไปตามแรงปลิวของลมจากป่าทึบ บรรยากาศยามค่ำคืนของเดือนแรมมืดสลัว ร่างสองร่างนั่งนิ่งสงบ สูดลมหายใจของกันและกันอย่างเข้าใจในความหมายของคำว่า รอคอย</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>เสียงฝ่าเท้าดังขึ้นในความเงียบของแนวไพร ฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งร่วงโรยจากต้นส่งเสียงดังกรอบแกรบ หนึ่งหนุ่มทิ้งก้นบุหรี่พร้อมกับใช้เท้าขย้ำดับแสงสีแดงริบหรี่ มือจับปืนที่เหน็บเอวทันทีทันใด อีกหนึ่งชายในวัยชราเริ่มขยับตัว มือที่โอบปืนไว้ในโอบแขนกระชับติดแผ่นอกแน่นขึ้น สายตาระแวดระวังสองคู่เริ่มสอดส่ายไปทั่วบริเวณป่ากว้าง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">มันคงมากันแล้วล่ะ อาด้ะ</span><a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" name="_ftnref1" href="http://www.numthang.org/tric/class/FCKeditor/editor/fckeditor.html?InstanceName=detail&Toolbar=Compact#_ftn1"><span class="MsoFootnoteReference"><span style="mso-special-character: footnote"><span class="MsoFootnoteReference"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH">[1]</span></span></span></span></a>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span><span lang="TH">ชายชราพยักหน้า แม้ค่ำคืนจะมืดมิด แต่ทั้งสองคนก็มั่นใจว่าต้องเป็นเสียงฝีเท้าของฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากไม้ของป่าผืนนี้ ที่ชาวบ้านร่วมกันรักษาและหวงแหน </span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ระวังตัวให้ดี มันมากันหลายคน</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ทำไมอาด้ะต้องลงมือเอง เราน่าจะให้กฎหมายบ้านเมืองจัดการกับคนพวกนี้</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">ชายหนุ่มหลุดคำถามนี้ออกมา ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่ามันเป็นการตั้งคำถามโดยไร้ซึ่งการตรึกตรอง ทั้งๆ ที่เขาเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้ามาในป่าทึบแห่งนี้เอง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>คำถามของคนหนุ่มลอยหายไปกับเสียงสะท้านของเครื่องจักร ที่กำลังแผดก้องกลางไม้ท่อนใหญ่ แต่คำถามนี้กลับยังอยู่ในความคิดของอาด้ะผู้ชรา เขานิ่งเงียบไปสักพัก ในใจย้อนนึกถึงป่าที่เคยคุ้มครองอย่างศรัทธา แต่ไม่อาจรักษาให้คงอยู่ได้</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">--------------------------------------------------------</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ยามดึกสงัดในคืนเดือนหงาย พระจันทร์ส่องแสงเต็มดวง เสียงหริ่งเรไรดังก้องกังวานทั่วดงดอยสูง ร่างของหนุ่มวัยฉกรรจ์นอนนิ่งแนบไม้ฟาก เขาหลับตาสนิทแต่หูกลับสดับเสียงรอบตัว เขาลืมตาขึ้นมาทันทีที่รู้สึกว่าไม้ฟากไหวด้วยแรงเหยียบของฝีเท้าใหญ่โต ยังไม่ทันเตรียมตัวคว้าปืนเหนือที่นอน วัตถุแข็งที่บรรจุลูกตะกั่วก็จ่อตรงขมับ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">นี่เป็นคำเตือน ถ้ายังขวางทางอีก มึงตายแน่</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>คำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก่อนจะถูกกระแทกด้วยของหนักจนไร้สติ หากเมื่อฟื้นตัวขึ้นมา ชาย หนุ่มไม่นำพากับคำคุกคามและการกระทำที่ป่าเถื่อน เขายังหนุ่มแน่น จิตใจยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่จะดูแลผืนป่า ที่ชุมชนของเขาหวงแหนไว้เพื่อบูชาบรรพชน เขายังคงทำหน้าที่ผู้นำหมู่บ้าน นำพาชาวบ้านถนอมรักษาป่าแห่งนี้</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">พ่อหลวงอย่าไปสู้กับมันเลย เราไม่มีอะไร แต่มันมีอาวุธเต็มมือ</span>”<span lang="TH"> แม้จะได้ยินคำทัดทานจากลูกบ้านวัยชราหลายคนที่เตือนด้วยความห่วงใย แต่ใจของชายหนุ่มก็ยังไม่ทดท้อ</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">เรามีสิอาด้ะ เรามีจิตใจของความเป็นอาข่าที่จะต้องรักษาและสืบทอดความเป็นอาข่า ป่าผืนนี้ก็เป็นป่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้เรารักษา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">แต่ถ้าเราต่อต้านเขาอีกครั้ง พ่อหลวงอาจจะไม่มีชีวิตปกป้องป่าผืนนี้ก็ได้</span>” <span lang="TH">ชายชราหลายเสียงยังคงคัดค้าน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ชายหนุ่มยิ้มตอบ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">จะกลัวอะไรล่ะ อาด้ะ บ้านนี้ ดอยนี้เป็นของเรา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ใบหน้าชายหนุ่มยังคงยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นกับสีหน้าวิตกกังวลของผู้เฒ่า เสียงเอะอะโวยวายจากประตูทางเข้าหมู่บ้าน ได้ยินมาถึงลานชุมชน ร่างของคนหนุ่มและคนแก่ยืนขึ้นพร้อมกัน ร่างชายวัยกลางคนในชุดสีกากีเต็มยศโผล่พ้นดงไม้ทึบตรงทางโค้ง ร่างหนึ่งพาพุงพลุ้ยก้าวนำหน้า อีกหนึ่งร่างผอมแห้งจนเห็นแก้มตอบโหนกสูง ทั้งสองร่างยืดอกกางแขนกว้างอย่างต้องการแสดงตนว่าเป็นผู้ทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกร้าว</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ใครคือพ่อหลวง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>สายตาของผู้ชราทั้งหลายมองหน้าผู้มาเยือนอย่างกระหายใคร่รู้ในจุดประสงค์ ก่อนที่จะชี้มือมายังชายหนุ่มที่ยืนเพ่งพิศแขกที่ไม่ได้นัดหมายด้วยแววตาไม่ไว้ใจ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ผมสองคนมีหมายค้นบ้านพ่อหลวง มีคนแจ้งความว่า พ่อหลวงมีฝิ่นในครอบครอง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<div style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 31pt; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: windowtext 1pt solid; mso-element: para-border-div; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt">
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ชายชราและชาวบ้านหลายเพศ หลายวัยที่มาต้อนรับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความสงสัย เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ แต่ความหมายของคำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว...ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเชื่อคำพูดของตำรวจสองนาย ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">----------------------------------------------------------</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>เครื่องจักรเลื่อยไม้เงียบเสียงไปนานแล้ว เพราะเจ้าของมือที่จับเลื่อยสิ้นลมด้วยลูกตะกั่วในอ้อมกอดของชายชรา ควันสีขาวจากยาเส้นยังคงลอยละล่อง คล้ายจะไว้อาลัยแด่น้ำสีแดงที่เปื้อนทั่วผืนป่า</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">แล้วอาด้ะมียาฝิ่นตามที่เขาแจ้งความไหม</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ชายชราผินหน้ามองผู้ตั้งคำถาม ด้วยแววตาเอ็นดูในความไร้เดียงสาทางกาลเทศะ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ผมโดนข้อหายาฝิ่น ทั้งๆ ที่ไม่เคยสูบหรือขายยาฝิ่น คุณคงจะเดาได้ว่าทำไมยาฝิ่นถึงมาอยู่ในบ้านของผมได้ คนที่มีอิทธิพลจะทำยังไงก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจความหมาย</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ผมติดคุก 8 เดือน มันเป็นเวลานาน</span>”<span lang="TH"> ชายชราปล่อยควันสีขาวอย่างเหม่อลอย</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 31.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">นานพอที่จะทำให้ผืนป่าที่พวกเราหวงแหนรักษาป่าผีของบรรพบุรุษโล่งเตียนไปในพริบตา</span>”<o:p></o:p></span></p>
</div>
<div style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 1pt; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: windowtext 1pt solid; mso-element: para-border-div; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt">
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; TEXT-INDENT: 36pt; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 1.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย และซึมซับความรู้สึกที่หดหู่ของชายชรา</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 1.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">แต่ผมก็มีวิธีจัดการกับคนพวกนี้ได้ด้วยวิธีของผมเอง คุณคงรู้แล้วนะว่า 20 กว่าปีมานี้ ผมรักษาผืนป่าไว้ได้หลายแห่ง ป่าที่จะต้องเก็บไว้บูชาบรรพชนของเรา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 1.0pt 0cm"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><span style="mso-tab-count: 1">            </span>ชายชราทิ้งก้นยาเส้นลงพื้น ก่อนจะบดขยี้ให้ไฟที่ส่องแสงริบหรี่มอดไหม้ แล้วกระชับปืนยาวไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง และมุ่งหน้าสู่ป่าผืนต่อไป</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 1.0pt 0cm"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p> </o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-RIGHT: 0cm; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 0cm; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none; mso-border-bottom-alt: solid windowtext .75pt; mso-padding-alt: 0cm 0cm 1.0pt 0cm"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">6 <span lang="TH">พ.ย. 48</span><o:p></o:p></span></p>
</div>
<div style="mso-element: footnote-list"><br clear="all" />
<hr align="left" width="33%" size="1" />
<div id="ftn1" style="mso-element: footnote">
<p class="MsoFootnoteText"><a title="" style="mso-footnote-id: ftn1" name="_ftn1" href="http://www.numthang.org/tric/class/FCKeditor/editor/fckeditor.html?InstanceName=detail&Toolbar=Compact#_ftnref1"><span class="MsoFootnoteReference"><span style="FONT-SIZE: 16pt"><span style="mso-special-character: footnote"><span class="MsoFootnoteReference"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Times New Roman'; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-bidi-font-family: 'Angsana New'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH">[1]</span></span></span></span></span></a> <span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">อาด้ะ หมายถึง พ่อ ในภาษาอาข่า</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
</div>
</div>
ผู้โพสต์ : เนตร [Tue, 21 Jul 2009 03:16 202.57.179.18]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 47 รายงานเสวนา `คืนสู่วิถีธรรมชาติ ทั้งกายและจิตวิญญาณ` (3)
<br />
การที่คนเรามาปลูกข้าว ได้เห็นข้าวแตกรวง เราไม่ได้คิดว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้มกับการที่เรามาทำอย่างนี้ เราจะหวังให้ได้ข้าวมากไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนก็คือ เป็นไปตามธรรมชาติ เฝ้าดูมันเติบโต ให้มันแตกกอ ชื่นชมเวลามันออกรวง แล้วก็เก็บเกี่ยวอย่างมีความสุข ซึ่งความสุขนี้ไม่เกี่ยวกับกำไรขาดทุน เพียงแต่ว่าเราทำงานด้วยความเคารพในงาน เราชื่นชมในงานที่เราทำ เราเคารพในผลงานที่เราได้รับ เราก็มีความสุข การงานของเราก็เติบโตมา ผ่านวิกฤตมาได้มากมาย คำถามที่ว่า เราจะมีความสุขได้อย่างไร ก็คือธรรมะ ธรรมชาติ เคารพในกฎของธรรมชาติ และเคารพในผลที่ได้มาจากธรรมชาติ<br />
<br />
พอเราได้ปฏิสัมพันธ์กับคนมากขึ้น ก็เกิดชุมชนขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้คนมากขึ้น หลายคนก็มาจากต่างที่กัน ก็ได้มาเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้อย่างหนึ่งก็คือ เราต่างก็มีความรักร่วมกัน ความรักที่พูดถึงนี้ก็คือความปรารถนาดีร่วมกัน เป็นความเมตตาที่เรามีต่อกัน ความเข้าใจกัน แม้ว่าเราจะยินดีในความสำเร็จของกันและกัน แต่หลายๆ ครั้ง โลกธรรมมันก็มีการเปลี่ยนแปลงมีขึ้นมีลง เราก็มีสติสัมปชัญญะพอจะรับการเปลี่ยนแปลง หรือเวลาเผชิญปัญหาได้<br />
<br />
การที่เราจะมีสันติสุขในชีวิตได้ ผมคิดว่า เราต้องรู้รับผิดชอบในหน้าที่ของเรา เคารพในธรรมะ ในธรรมชาติ ในกฎของธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็อยู่ด้วยกันด้วยพรหมวิหารธรรม มีความปรารถนาดี มีความเมตตา มีความเข้าอกเข้าใจ มีความกรุณา แล้วก็ตรวจสอบตัวเอง ในวิกฤตของชีวิตที่เกิดขึ้น หรือในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เราต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน<br />
<br />
โดย องอาจ เดชา<br />
<br />
ที่มา<br />
<a target="_blank" href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7469&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">ประชาไท</a>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 30 Mar 2007 16:15 203.152.3.160]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 48 หยุด!!! JTEPA
<br />
ผลสรุปความเสียหายของการลงนามในครั้งนี้<br />
<br />
<strong>เรื่องสิทธิบัตรจุลินทรีย์</strong><br />
<br />
1. การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมิได้ให้ประโยชน์กับประเทศ ญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่เป็นการเปิดให้สหรัฐอเมริกา ยุโรป และ ประเทศอุตสาหกรรมอื่นทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก ได้สิทธิคุ้มครองไปพร้อมๆกันด้วย <br />
ทั้งนี้โดยเป็นไปตามหลักปฎิบัติต่อ "คนชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored-Nation Treatment)" ที่ระบุไว้ในมาตราที่ 4 และ 5 ของข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ องค์กรการค้าโลก<br />
<br />
2. ปัจจุบันมีสมาชิกในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายกสิกรรม ไร้สารพิษและเกษตรกรกลุ่มอื่นๆที่ใช้จุลินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดินรวมกัน มากกว่า 2 ล้านครอบครัว การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์ขั้นต้น โดยรวบรวมจุลินทรีย์จากธรรมชาติมาทดลอง คัดเลือก และเผยแพร่ไปสู่สมาชิกในเครือข่ายและเพื่อนบ้าน <br />
หากรัฐบาลไม่ตัดข้อความ ในข้อ 130(3.) ต่างชาติจะฉวยโอกาสเข้ามาจดสิทธิบัตร ใน จุลินทรีย์ตาม ธรรมชาติ รวมทั้งนำจุลินทรีย์ที่เกษตรกรใช้ประโยชน์ไปต่อยอดเพื่อพัฒนาเอา ไปใช้ประโยชน์ในทางพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เป็นการขัดขวาง โอกาสในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ซึ่งเป็นมรดกของแผ่นดินอีกทั้งเป็นการทำลายรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียง<br />
<br />
3. ตัวอย่างผลกระทบอื่นๆเช่น กรณีนายเดนิส กอนซาลเวส(Danis Gonslves) และมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้ฉกฉวยจดสิทธิบัตรไวรัสใบด่าง จุดวงแหวนสายพันธุ์ไทยเมื่อวันที่ 18กรกฎาคม 2549 ส่งผลให้มะละกอ ดัดแปลงพันธุกรรมที่กระทรวงเกษตรฯกำลังทำวิจัยในประเทศไทยกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยคอร์แนล <br />
กรรมสิทธิ์นี้ยังครอบคลุมไปถึง มะละกอสายพันธุ์ท้องถิ่นอื่นๆที่ผสมข้ามกับมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม รวมไปถึงกรรมสิทธิ์ในพันธุ์พืชตระกูลแตง มะเขือเทศ และพืชอื่นๆทั้งหมด ที่นำเอายีนจากไวรัสใบด่าง จุดวงแหวนสายพันธุ์ไทยไปใช้ประโยชน์ด้วย เกษตรกรและแม้กระทั่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบด้วยเพราะจะถูกเรียก เก็บค่าสิทธิบัตรสูงถึง 35 % ของยอดขายจากผลิตภัณฑ์หากพบว่าเกี่ยวข้อง กับสิทธิบัตรที่เขาจดไว้<br />
<br />
4. การจดสิทธิบัตรในจุลชีพจะส่งผลกระทบต่อการวิจัยและการผลิต ยาและอาหารด้วย เนื่องจากจุลินทรีย์มีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนา เทคโนโลยีชีวภาพในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ยาที่ผลิตจากจุลินทรีย์ เป็นแหล่งตั้งต้นมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านเหรียญในประเทศอุตสาหกรรม โดยขณะนี้มียาปฏิชีวนะที่ได้จากจุลินทรีย์มากกว่า 3,000 ชนิด<br />
<br />
<strong>เรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช</strong><br />
<br />
1. เกษตรกรจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ราคาแพงเพราะการผูกขาดเมล็ด พันธุ์โดยบริษัทต่างชาติ<br />
2. วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างกัน และการเก็บรักษา พันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปจะได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อการลดลงของ ความหลากหลายทางพันธุกรรมในระยะยาว<br />
3. แทรกแซงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการกำหนดนโยบาย ที่จะคุ้มครองเกษตรกรภายใต้การบริหารกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542<br />
4. สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ตามหลักปฏิบัติต่อ "คนชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored-Nation Treatment)" ที่ระบุไว้ในมาตราที่4 และ5 ของข้อตกลงทรัพย์สิน ทางปัญญาภายใต้องค์กรการค้าโลก<br />
<br />
<strong>เรื่องขยะของเสียอันตราย</strong><br />
<br />
1. การส่งเสริมการค้าหรือการเปิดเสรีค้าขายขยะและของเสียอันตราย ระหว่างประเทศเป็นการขัดกับหลักการสากลเรื่องการจัดการของเสียโดย เฉพาะของเสียอันตรายที่มุ่งว่า แต่ละประเทศผู้ก่อมลพิษควรต้องรับผิดชอบมลพิษของตนเองจนถึงปลายทางภายในประเทศตนเอง<br />
 <br />
<br />
2. เนื่องจากการควบคุมของเสียอันตรายตามข้อบัญญัติกฎหมายไทย มีขอบเขตจำกัดอยู่มาก ทั้งในแง่ความไม่ครอบคลุมประเภทของเสีย อันตรายต่างๆ อย่างกว้างขวางเพียงพอ ขณะที่มาตรการการควบคุม ก็ไม่เข้มงวด และมีช่องโหว่มากมาย ดังนั้นการส่งเสริมการค้าขายสิ่งเหล่านี้ ตามความตกลง JTEPA จะเปิดโอกาสให้ขยะและของเสียอันตรายจากประเทศญี่ปุ่น ไหลหลั่งเข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในลักษณะที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ<br />
<br />
3. เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการลักลอบนำเข้าขยะและของเสียอันตราย ที่กฎหมายห้ามมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหานี้มีอยู่แล้วจากการที่กฎหมายภายใน ของไทยมีความอ่อนแอในการบังคับใช้และขาดระบบการติดตามตรวจสอบ ที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ปัญหาหนักหน่วงขึ้น การแก้ไขเรื่องนี้ ก็จะยิ่งยากขึ้น<br />
<br />
4. การต้องรับขยะและของเสียอันตรายจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะโดย ผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมาย ก็จะทำให้สถานการณ์ปัญหาโดยรวมในเรื่อง การจัดการของเสีย (โดยเฉพาะของเสียอันตราย) ภายในประเทศไทย เลวร้ายยิ่งขึ้นจากที่มีปัญหาอยู่แล้ว <br />
นับตั้งแต่ปัญหาเรื่องภาระการกำจัด ที่อยู่ในสภาพไล่ตามปัญหา กล่าวคือ มีขยะและของเสียอันตราย จำนวนมากตกค้างไม่ได้รับการบำบัดหรือจัดการอย่างถูกต้อง ปัญหาการ ควบคุมมาตรฐานการกำจัด ปัญหาการจัดหาพื้นที่รองรับการกำจัด ปัญหา ความขัดแย้งกับท้องถิ่นที่ถูกใช้พื้นที่เพื่อการรองรับหรือกำจัดขยะ ปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกิจกรรมการบำบัดหรือกำจัด ขยะและของเสียอันตราย ฯลฯ<br />
<br />
<strong>เรื่องการเข้าถึงยาและบริการสาธารณะ</strong><br />
<br />
การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิภายใต้ความตกลง JTEPA จะไม่สามารถเป็นกลไกลดราคายาลงได้ตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในกฎหมายไทย และความตกลงระหว่างประเทศ<br />
จากประสบการณ์การประกาศบังคับใช้สิทธิที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนิน การในยา 3 รายการนั้น พบว่าสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ปีละ 1,035-1,665 ล้านบาท และสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากเข้าถึงยาได้มากขึ้น หากประเทศไทยยังยืนยันที่จะใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่าย(ซึ่งในที่นี้ คือนักลงทุนญี่ปุ่น) จะสามารถฟ้องเรียกร้องค่าชดเชย โดยใช้กลไกการระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐและเอกชน โดยผ่านอนุญาโตตุลาการนอกประเทศ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียประโยชน์ของประเทศชาติ เนื่องจากเป็นการพิจารณาโดยบุคคลเพียง 2-3 คน และ เน้นประโยชน์ทางธุรกิจ-การลงทุน มากกว่าประโยชน์สาธารณะ<br />
 <br />
นอกจากนั้น ความตกลงทวิภาคีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกับ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ก็จะเรียกร้องให้ประเทศไทยให้การคุ้มครอง ผลประโยชน์ของเขาเท่ากับที่ประเทศไทยให้กับญี่ปุ่นตาม "หลักปฏิบัติ เยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง(Most Favored Nation - MFN)" นักลงทุนอเมริกัน และยุโรปซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมยาข้ามชาติ ก็จะได้สิทธิ นี้ด้วยเช่นกัน<br />
<br />
<strong>ภาพข้อมูลจาก </strong><br />
<a target="_blank" href="http://www.ftawatch.org">FTA Watch Group - กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน</a><br />
<br />
<strong>อ่านต่อ<br />
</strong><a target="_blank" href="http://www.ftawatch.org/autopage1/show_page.php?t=11&s_id=81&d_id=81">คำประกาศคว่ำบาตรรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์</a><br />
<a target="_blank" href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7528&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">คณาจารย์ ม.เที่ยงคืน ค้าน JTEPA ชี้ไม่ชอบธรรมหลายประการ</a><br />
<a target="_blank" href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7559&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">ศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟ้องคุ้มครองฉุกเฉินให้ระงับลงนามJTEPA</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 02 Apr 2007 15:05 203.152.3.20]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 49 โครงการเผยแพร่หนังสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth
<p><br />
1. <strong>ต้องการเป็น DVD</strong> - ขณะนี้เราได้ทำการจัดส่งไปกว่า 500 แผ่นแล้ว ต่อไปจะให้บริการเฉพาะการ download เท่านั้น เพื่อลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและเชื่อว่าขณะนี้คงเป็นยุคที่หา Hi-Speed Internet ใช้ได้โดยไม่ยากแล้ว ทางเราจึงขอหยุดแจก DVD นับแต่นี้เป็นต้นไป<br />
<br />
2. <strong>ดาวน์โหลดไฟล์ - </strong><a href="http://www.ramique.com/upload/vdo/An-Inconvenient-Truth.mp4"> Server 1</a> หรือ  Server 2  ไฟล์เป็นรูปแบบ MP4 จะมีบรรยายไทยและพากษ์ไทยในตัว โปรแกรมที่แนะนำให้ใช้คือ <a href="http://www.videolan.org">VLC</a><br />
<br />
สำหรับหนังเรื่องนี้ ถ้าเป็นไปได้หาเวลาดูกันทั้งครอบครัว ดูจบแล้วมาบอกกล่าวกัน เชื่อ ไม่เชื่ออย่างไรมาพูดคุยกัน ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ไม่สำคัญ เชื่อหรือไม่ไม่สำคัญ ถึงอย่างไรเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมก็ไม่ควรถูกละเลยและเป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญอันดับท้ายๆ <br />
<br />
<strong>* กรุณาใส่ email ไว้ในช่อง email ด้วยนะครับ เผื่อว่าเราจะใช้เป็นช่องทางในการติดต่อกับทุกๆ ท่านได้ในภายหลัง</strong><br />
<br />
รายละเอียดการจัดส่ง<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 1</strong>  ความคิดเห็นที่ 1 - 44 ส่งเมื่อวันที่ 12 เมษายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 2</strong>  ความคิดเห็นที่ 46 - 71 ส่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 3</strong>  ความคิดเห็นที่ 72 - 98 ส่งเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 4</strong>  ความคิดเห็นที่ 99 - 108 ส่งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 5</strong>  ความคิดเห็นที่ 109 - 113 ส่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 6</strong>  ความคิดเห็นที่ 114 - 122 ส่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 7</strong>  ความคิดเห็นที่ 123 - 133 ส่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 8</strong>  ความคิดเห็นที่ 134 - 138 ส่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 9</strong>  ความคิดเห็นที่ 139 - 148 ส่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 10</strong>  ความคิดเห็นที่ 149 - 159 ส่งเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 11</strong>  ความคิดเห็นที่ 160 - 176 ส่งเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 12</strong>  ความคิดเห็นที่ 177 - 190 ส่งเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 13</strong>  ความคิดเห็นที่ 191 - 201 ส่งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 14</strong>  ความคิดเห็นที่ 202 - 208 ส่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 15</strong>  ความคิดเห็นที่ 209 - 218 ส่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 16</strong>  ความคิดเห็นที่ 219 - 227 ส่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 17</strong>  ความคิดเห็นที่ 228 - 237 ส่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 18</strong>  ความคิดเห็นที่ 238 - 242 ส่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 19</strong>  ความคิดเห็นที่ 243 - 251 ส่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 20</strong>  ความคิดเห็นที่ 251 - 255 ส่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 21</strong>  ความคิดเห็นที่ 256 - 277 ส่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 22</strong>  ความคิดเห็นที่ 278 - 282 ส่งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 23</strong>  ความคิดเห็นที่ 283 - 299 ส่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 24</strong>  ความคิดเห็นที่ 300 - 310 ส่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 25</strong>  ความคิดเห็นที่ 311 - 314 ส่งเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 26</strong>  ความคิดเห็นที่ 315 - 329 ส่งเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 27</strong>  ความคิดเห็นที่ 330 - 333 ส่งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2008 ร่วมเผยแพร่โดยคุณ <span class="gmail_quote"><span class="gmail_sendername">Atigon Hongchumpol<br />
</span></span> <strong>ส่งครั้งที่ 28</strong>  ความคิดเห็นที่ 334 - 344 ส่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2008 ร่วมเผยแพร่โดยคุณ <span id="_user_analai@msn.com" class="ppt">Analai Nirawan</span><br />
<!--<b><font color="#ff0000"> ** ขณะนี้เงินเหลือ 0 บาทและแผ่นหมดแล้ว แสตมป์ก็หมด จึงต้องหยุดไปตั้งแต่ความคิดเห็นที่ 300 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีทุนให้ทำต่อครับ</font></b><br />--> <strong>ส่งครั้งที่ 29</strong>  ความคิดเห็นที่ 335 - 366 ส่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2008<span id="_user_analai@msn.com" class="ppt"><br />
</span><strong>ส่งครั้งที่ 30</strong>  ความคิดเห็นที่ 367 - 379 ส่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2008<span id="_user_analai@msn.com" class="ppt"><br />
</span><strong>ส่งครั้งที่ 31</strong>  ความคิดเห็นที่ 380 - 389 ส่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2008<span id="_user_analai@msn.com" class="ppt"><br />
</span><strong>ส่งครั้งที่ 32</strong>  ความคิดเห็นที่ 390 - 407 ส่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2008<br />
<span id="_user_analai@msn.com" class="ppt"> </span><strong>ส่งครั้งที่ 33</strong>  ความคิดเห็นที่ 408 - 411 ส่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 34</strong>  ความคิดเห็นที่ 412 - 417 ส่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 35</strong>  ความคิดเห็นที่ 418 - 433 ส่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 36</strong>  ความคิดเห็นที่ 434 - 438 ส่งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2008<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 37</strong>  ความคิดเห็นที่ 439 - 455 ส่งเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2009<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 38</strong>  ความคิดเห็นที่ 456 - 465 ส่งเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2009<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 39</strong>  ความคิดเห็นที่ 466 - 473 ส่งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2009<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 40</strong>  ความคิดเห็นที่ 474 - 484 ส่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2009<br />
<strong>ส่งครั้งที่ 41</strong>  ความคิดเห็นที่ 485 - 487 ส่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2009<br />
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8"><strong>ส่งครั้งที่ 42</strong>  ความคิดเห็นที่ 488 - 500 ส่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2010<br />
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8"><strong>ส่งครั้งที่ 43</strong>  ความคิดเห็นที่ 501 - 506 ส่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2010<br />
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8"><strong>ส่งครั้งที่ 44</strong>  ความคิดเห็นที่ 507 - 510 ส่งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2010<br />
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8"><strong>ส่งครั้งที่ 45</strong>  ความคิดเห็นที่ 511 - 514 ส่งเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2010 (เว้น 512 รอคำตอบ)<br />
<meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8"><strong>ส่งครั้งที่ 46</strong>  ความคิดเห็นที่ 515 - 517 ส่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน  2010<font color="#cc3366"><b><br />
</b></font> <br />
<strong>แสดงความคิดเห็นขอเชิญที่ </strong><strong><a href="/topic/73/">แสดงความคิดเห็นเกี่ยวหนังสารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth</a><br />
<br />
</strong><strong> Link ที่เกี่ยวข้อง</strong><br />
<a href="/content/125/">อ่าน Review หนังได้ที่นี่</a><br />
<a target="_blank" href="http://www.climatecrisis.net/">http://www.climatecrisis.net/</a><br />
<a href="/content/47/">http://www.numthang.org/content/47/</a><br />
<a href="/content/72/">http://www.numthang.org/content/72/</a><br />
<a href="/content/73/">http://www.numthang.org/content/73/</a> </meta>
</meta>
</meta>
</meta>
</meta>
</p>
<p> </p>
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 27 Mar 2013 04:37 203.152.3.20]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 50 แลก Link
<p><br>
<a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img src="http://www.numthang.com/images/banner88x31-1.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก" border="0"></a><br>
<br>
<textarea cols="70" rows="4"><a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img border="0" src="http://www.numthang.com/images/banner88x31-1.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก"></a></textarea><br>
<br>
<a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img src="http://www.numthang.com/images/banner88x31-2.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก" border="0"></a><br>
<br>
<textarea cols="70" rows="4"><a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img border="0" src="http://www.numthang.com/images/banner88x31-2.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก"></a></textarea><br>
<br>
<a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-1.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก" border="0"></a><br>
<br>
<textarea cols="70" rows="4"><a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img border="0" src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-1.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก"></a></textarea><br>
<br>

<a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-2.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก" border="0"></a><br>
<br>
<textarea cols="70" rows="4"><a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img border="0" src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-2.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก"></a></textarea><br>
<br>
<a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-3.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก" border="0"></a><br>
<br>
<textarea cols="70" rows="4"><a href="http://www.numthang.com" target="_blank"><img border="0" src="http://www.numthang.com/images/banner160x56-3.png" alt="สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก"></a></textarea><br>
<br></p>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 03 Aug 2009 08:01 203.152.3.20]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 51 รายงานเสวนา `คืนสู่วิถีธรรมชาติ ทั้งกายและจิตวิญญาณ` (4)
<br />
ฉะนั้นถ้าอยากจะให้ชีวิตเรามีความสุขได้ ประเด็นแรกก็คือ ร่างกายเราต้องมีความสุข ต้องได้รับอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดจากสารเคมี แล้วก็มั่นใจได้ว่าเป็นอาหารที่เป็นประโยชน์จริง ๆ แต่การทำให้ร่างกายแข็งแรงก็ไม่ใช่การกินอาหารอย่างเดียว ต้องมีการออกกำลังกายด้วย ทุกวันนี้ชีวิตเราอยู่ในภาวะเร่งรีบ มีการแข่งขันทางธุรกิจ บางครั้งเราก็ลืมการออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และเมื่อร่างกายแข็งแรงเราก็จะมีภูมิต้านทาน<br />
<br />
ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่เราต้องคิด เพราะแม้ว่าเราจะพูดคุยกันในประเด็นเรื่องอาหารแต่เราก็ไม่ควรละเลยเรื่องการออกกำลังกาย และอีกประการหนึ่งคือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศดี มีอารมณ์แจ่มใส ทั้งหมดนี้คือเรื่องของการทำร่างกายให้แข็งแรง<br />
<br />
ประเด็นที่สองคือการทำจิตใจให้เป็นสุข ในสภาวะทุกวันนี้ เราต้องเจอกับปัญหารอบตัวรุมเร้ามากมาย บางคนบางครั้งเราก็จะเห็นได้ว่า มีข่าวออกทางหน้าหนังสือพิมพ์ คนนั้นฆ่าตัวตาย คนนี้ฆ่าตัวตาย ตามคำที่เขาเรียกว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้าใจเราเป็นเจ้านายที่อ่อนแอ ร่างกายเราก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ทำอย่างไรจึงจะทำให้จิตใจเข้มแข็ง แข็งแรง<br />
<br />
ผมคิดว่าพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็งนั้นจะต้องมาจากเรื่องของศาสนาด้วย ซึ่งอันนี้บางคนอาจจะละเลย ผมเองได้ศึกษาด้านนี้มาพอสมควร โดยเฉพาะแนวทางของท่านพุทธทาส เมื่อนำมาปฏิบัติก็เห็นผล การปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเห็นธรรมได้ ไม่ใช่แค่รู้เฉยๆ จิตใจเราจะเข้มแข็งได้ต้องมีพื้นฐานจากคุณธรรม พุทธศาสนาทำให้จิตใจคนเราเข้มแข็งขึ้นมาได้<br />
<br />
ทุกวันนี้คนเรามีขยะทางใจกันมาก คือมีความเครียด ถ้าเรากำจัดขยะทางใจไปได้ เราจะพบว่า ความโล่ง ความโปร่ง ความสบาย มันจะเกิดขึ้น แล้วเราก็จะมีความเข้มแข็ง เราจะเกิดจิตใจที่แข็งแรง เป็นตัวของเราเอง<br />
<br />
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว ถ้าใครไม่ทำ ก็ไม่ได้ ความสุขมันซื้อหาไม่ได้ ยกเว้นว่าเราต้องทำเอง จะให้คนอื่นมาทำให้ก็ไม่ได้ การเอาพุทธศาสนามาปฏิบัตินั้น ผมคิดว่าจะทำให้ใจของเรา ที่เป็นเจ้านายมีความเข้มแข็ง ผนวกกับร่างกายที่แข็งแรง เราก็จะมีความสุขที่สมบูรณ์แบบ<br />
<br />
โดย องอาจ เดชา<br />
<br />
ที่มา<br />
<a target="_blank" href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7469&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">ประชาไท</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 07 Apr 2007 13:42 202.91.19.192]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 52 รายงานเสวนา `คืนสู่วิถีธรรมชาติ ทั้งกายและจิตวิญญาณ` (จบ)
<br />
ในเรื่องของสุขภาพดีนั้น อาหารเป็นสิ่งสำคัญ อาหารที่ดีนั้นมาจากไหน ปัจจุบันนี้ มีการใช้สารเคมีกันมาก มีการใช้เทคนิควิธีการทำให้สัตว์เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์ม เขาจะเปิดไฟ 24 ชั่วโมงเพื่อหลอกไก่ว่าเป็นกลางวันและให้ไก่กินอาหารเยอะๆ จากเมื่อก่อนใช้เวลาเลี้ยงไก่ 6 เดือนก็เหลือแค่ 45 วัน ส่วนของไก่ที่ไม่น่ากินคือ ปีกกับหัว เพราะหัวไก่ฝังฮอร์โมน ปีกไก่ฉีดวัคซีน ถ้าลูกๆ ของเรากินไก่กันมากๆ เด็กผู้หญิงอายุแค่ 11 ขวบก็มีประจำเดือน เด็กผู้ชายอายุแค่ 10-11 ขวบก็เสียงแตก เพราะในตัวไก่มีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต<br />
<br />
หรืออย่างปลาทับทิม ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือปลานิลแปลงเพศ ใส่ฮอร์โมนเพศเมียเข้าไปทำให้ปลาแข็งแรง ถ้ากินบ่อยๆ ก็อาจได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากเกินไป คือทุกวันนี้ ทั้งไก่ ปลา หมู เนื้อสัตว์ทุกชนิดเขาใส่ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตกัน ถ้าใครชอบกินหมูกะทะก็ควรจะระวังไว้ เพราะในเนื้อหมูก็มีสารเร่งเหมือนกัน หรือแม้แต่ถ่านที่ใช้กับเตาหมูกะทะก็เป็นถ่านอัดจากลิกไนต์ ซึ่งให้ไฟแรงและนาน แต่ก็จะมีโลหะหนักปนเปื้อนออกมาด้วย แล้วก็จะเกิดโรคมะเร็งกันได้<br />
<br />
จริงๆ แล้วมนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่สัตว์กินสัตว์ เพราะพวกที่กินสัตว์อย่างเสือ สิงโต จะมีลำไส้ตรง แต่พวกกินพืชจะมีลำไส้ยาวเพื่อให้ดูดซึมได้มาก แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคกันไปมาก กินสัตว์มากกว่าพืช<br />
<br />
ผมคิดว่า การที่เราจะบริโภคอย่างไรให้ปลอดภัยในทุกวันนี้ เราต้องคิดนอกกรอบ คิดแบบที่คนอื่นเขาไม่คิดกัน ต้องงดเว้นอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีทั้งหลาย รู้จักพอเพียง ดูแลครอบครัวเราให้มีความสุข เราก็จะมีความสุขได้<br />
<br />
โดย องอาจ เดชา<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7469&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai" target="_blank">ประชาไท</a>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 12 Apr 2007 05:59 203.152.3.182]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 53 หนังสือเรื่อง An Inconvenient Truth ออกแล้ว
<br />
ความยาว 325 หน้า ค่อนข้างหนาและราคาสำหรับหนังสือขนาดเท่านี้ก็ค่อนข้างสูง ราคาเต็ม 490 บาท แต่ถ้าซื้อจากเว็บไซต์ <a target="_blank" href="http://www.matichonbook.com">www.matichonbook.com</a> จะได้ราคา 417 บาท ราคาพอๆ กับซื้อในงาน happy book day เลย ลดลงจากราคาเต็มเยอะแถมที่นี่รู้สึกจะไม่คิดค่าจัดส่งด้วย สั่งซื้อทางเว็บไซต์จะดีที่สุด<br />
<br />
เนื้อหาในหนังสือ<br />
เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ นำมาจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของโลกที่กำลังเผชิญอยู่ อัล กอร์ ผู้ซึ่งเคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีกด้านหนึ่งนั้น เขาเป็นคนที่สนใจอย่างจริงจังในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เขาได้ออกเดินทางท่องไปทั่วโลกเพื่อนำเสนอผลงานที่ว่าด้วยเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ผลงานของเขาได้ชี้บอกข้อมูลที่ว่าในเวลานี้ มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น หรืออาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่จะติดตามมา ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการติดตามการเดินทางทั่วโลกของอัล กอร์ เพื่อทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของโลก เนื้อหาของหนังสือนำเสนอความจริงที่โลกกำลังถูกทำร้าย โดยคนที่อาศัยอยู่บนโลกนั่นเอง An Inconvenient Truth คือ บทเรียนที่ว่าด้วยหายนะของโลกและสิ่งแวดล้อม มันคือความจริงที่จะช็อคทุกคน ด้วยหลักฐานจริง และข้อมูลความจริงทั้งหมด<br />
<br />
รายละเอียดจาก <br />
<a target="_blank" href="http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=500402170246">http://www.matichonbook.com/index.php?mnuid=5&selmnu=500402170246</a>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 12 Apr 2007 11:17 203.152.3.182]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 54 โลกร้อน น้ำท่วม ....
<br />
แล้วบทสนทนาที่จะคุยต่อมันก็ไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหน คงตายไปก่อนแล้วล่ะ ไม่แม้แต่อย่างเดียวที่จะคุยกันว่าเราจะปกป้องไม่ให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วลูกหลานตาดำๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ มันจะเป็นอย่างไร อยากจะบอกว่าเด็กคนไหนที่ได้ยินเกี่ยวกับคำพูดทำนองนี้ให้ย้อนกลับไปได้เลยว่า "ถึงตอนนั้นพวกพ่ออาจไม่อยู่แล้วก็จริง แต่หนูยังต้องอยู่ต่อไปนะ" อาจใช้ได้กับประโยคๆ นึงในชื่อเพลงๆ หนึ่งของวง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Manic_Street_Preachers">Manic Street Preachers</a> ที่ว่า "<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/If_You_Tolerate_This_Your_Children_Will_Be_Next">If you tolerate this your children will be next</a>" เรียกร้องจิตสำนึกสาธารณะจากผู้ใหญ่ก่อนที่จะมาหาเอาจากเด็กๆ
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 15 Apr 2007 12:49 203.152.3.125]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 55 ขอบ่นหน่อย
<font face="Cordia New" size="5">
<p>หนังสือคือสินค้า สำนักพิมพ์กว่า 800 บูธ ต่างตั้งหน้าตั้งตา ตั้งใจที่จะขายสินค้านี้ บางแห่งถึงขั้นจ้างคนขายมืออาชีพ มีการอบรมการขายอย่างดี คนขายถึงต้องทำหน้าที่เต็มที่ บางคนยืนพูดอยู่ทั้งวัน เป็น 10 วัน สุดยอด ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไง ฉันเข้าใจว่าหนังสือคือสินค้าสำคัญ แต่ทำไมต้องขายกันขนาดนี้ บางสำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือเกาหลี ก็มีเด็กหน้าตาเทรนด์เกาหลี แต่งชุดเกาหลี ถือป้ายซอดองโย เดินทั่วงาน เห็นแล้วขัดใจ้ ขัดใจ อยากรู้ว่าย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่ตัวเองยังไม่ได้ทำงานหนังสือ และเขายังจัดงานที่กระทรวงศึกษาธิการ จะมีแบบนี้ไหม แต่ก็ยังโล่งใจที่ปีนี้ไม่มีสาวสวยแต่งตัวสวยมาก (ประมาณพริตตี้ยังไงอย่างนั้น) ถือป้ายหนังสือหัวนอกเดินทั่วงาน ซึ่งฉันได้เห็นมากับตาเมื่อ 2 ปีก่อน ที่หนังสือหัวนอกเข้ามาตีตลาดเยอะๆ</p>
<p>กระแสหนังสือแปลวัยรุ่นกำลังมาแรง แถมคงยังไม่ตกรุ่นง่ายๆ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น เห็นได้จากบูธของสำนักพิมพ์แจ่มใสอยู่ติดกับบูธของทีวีบูรพา เสาร์แรกของงานหนังสือ แทบจะเดินผ่านบูธแจ่มใสเพื่อไปทีวีบูรพาไม่ได้ เพราะเด็กวัยรุ่น พ่อแม่ ผู้ปกครองมาต่อคิวซื้อหนังสือ มิเพียงเท่านั้นมีบัตรคิวต่อคิวจองหนังสือที่ยังไม่วางตลาดอีก เห็นแล้วโคตรทึ่ง และไม่สบอารมณ์จริงๆ จะอะไรขนาดนั้น กระแสฟีเวอร์ของคนไทยมีได้กับทุกเรื่อง บูธใกล้ๆ กันมีวินทร์ เลียววารินทร์ และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มานั่งแจกลายเซ็นทุกวัน (เป็นสำนักพิมพ์ของตัวเอง) เด็กๆ ยังถามว่า ชายวัยกลางคนกับชายชรา 2 คนนี้ เป็นใครเหรอ เฮ้อ</p>
<p>อันนี้เป็นผลจากความไม่สบอารมณ์ที่พลอยได้รับจากงานสัปดาห์หนังสือ ฉันขึ้นรถไฟใต้ดินไปศูนย์สิริกิติ์ในชั่วโมงเร่งด่วน ยืนรอถึงขบวนที่ 4 กว่าจะได้ขึนรถ แถมต้องเสียอารมณ์ตอนที่รถไฟขบวนที่ 2 แล่นมาจอด มีผู้ชายหน้าตาดีมาก แต่งตัวดีมาก ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลัง แต่เขากลับเดินเข้าไปในรถไฟหน้าตาเฉย ในขณะที่ฉันและคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอีก 2 คนได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ฉันได้แต่ทดท้อใจว่า ทำไมต้องเข้ามาเผชิญอะไรแบบนี้อีก แล้วตั้งคำถามว่าจะทนได้นานแค่ไหน แค่นี้ก็เกือบจะถอดใจจากกรุงเทพฯแล้ว เอาน่าอดทนอีกนิด ถือซะว่าเข้ามาฝึกความอดทน แต่ขอบ่นหน่อยเถอะ...นะ</p>
</font><font size="5"></font>
ผู้โพสต์ : เนตร [Wed, 18 Apr 2007 01:54 202.57.178.161]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 56 ซื้อหนังสือมาอีกจนได้สิน่า
<br />
ถ้าเป็นเมื่อก่อนซื้อหนังสือแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่าพัน ประกอบด้วยยังจับจุดตัวเองไม่ได้อ่านดะไปหมด แต่ตอนนี้ด้วยเศรษฐกิจของตัวเองก็ถดถอย ไม่ได้อู้ฟู้เหมือนตอนเป็นมนุษย์เงินเดือน ออกจากงานมาก็ดัน<a href="/content/156/">ขี้เกียจทำงานที่มันได้เงิน</a>อีก<br />
<br />
รอบนี้ติดหนังสือมา 4 เล่ม ใน 3 เล่มเกี่ยวกับเรื่องในเว็บไซต์โดยตรง ส่วนอีกเล่มเป็นอาหารว่างสนองตัณหา ดังนี้<br />
<br />
1 . <strong>องค์กรการเงินชุมชน : วินัยและการจัดการ</strong> - อันนี้จริงๆ ยังไม่เกี่ยวกับเว็บไซต์แต่คิดว่ากำลังจะเกี่ยว หนังสือเล่าถึงประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชน อยากจะดูว่าเค้าทำกันอย่างไร ก็คิดจะทำบ้าง ตอนแรกเลยก็กะว่าจะไปเข้าร่วมกลุ่มออมทรัพย์กับเขาเพราะทุกวันนี้สู้ประกันสุขภาพของบ. เอกชนไม่ไหวแล้วมันแพงเกินไป คิดไปคิดมาระดมทำเองมันซะเลย อันนี้จึงยังไม่ได้บรรจุเป็นโครงการเพราะมันมาแบบเฉียบพลัน<br />
<br />
2. <strong>จากภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่ปฏิบัติการพึ่งตนเอง</strong> - อันนี้มันเตะตาหนังสือปกกระดาษน้ำตาลบางๆ หยิบมาเปิดดู มันมีวิธี ผลิตอุปกรณ์อาศัยพลังงานจากธรรมชาติ อย่างพลังลม พลังแดด เตาชีวมวล เตาเผาขยะไร้ควัน พลังงานทางเลือกทั้งหลาย แล้วของแถมมีการทำบ้านดินด้วย<br />
<br />
3. <strong>พื้นที่สีเขียวบนโลกใบนี้หายไปวินาทีละหนึ่งสนามฟุตบอล</strong> - เห็นหน้าปกก็รู้ได้ทันทีว่ามาแนวเดียวกับหนังสือ "ถ้ามีเพียง ๑๐๐ คนบนโลกนี้ (If the world were a village of 100 people)" เลยหยิบแบบไม่ลังเล สถิติที่ถูกหยิบยกมาในหนังสือนั้นน่าสนใจทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น 70% ของผิวโลก ปกคลุมด้วยพื้นน้ำ แต่ในนั้น มีเพียง 2.5% ที่เป็นน้ำจืด และในน้ำจืดเหล่านั้นมีไม่ถึง 1% ที่มนุษย์นำมาใช้ได้ หรืออย่าง แสตมป์ที่ใช้แล้ว 1 กิโลกรัมสามารถปลูกต้นไม้ได้ 50 ต้น ไปรษณียบัตรที่เราเขียนผิดไป 1 ใบนั้นมีมูลค่าพอที่จะปลูกต้นได้ 3 ต้น ถ้าเป็นบ้านเราผมคงบอกใหม่ว่า ไปรษณียบัตรที่เราเขียนทายผลบอลในเทศกาลบอลโลกนั้นทำให้ป่าหายทั้งป่า ;p<br />
<br />
4. <strong>กะลาภิวัฒน์</strong> (GALALIZATION) - แค่เห็นชื่อก็กิเลศหนาแล้ว พูดถึงคำทำนายอนาคตโลกหลายเรื่องที่สำคัญๆ อย่าง ใครว่าโลกกลม (The world is flat) รวมถึงเรื่องโลกร้อนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ละเรื่องคัดจากทั่วโลกมาให้อ่านกันในภาคภาษาไทย ถือว่าอันนี้เป็นขนมหวานชิ้นหนึ่ง สนองกิเลศตัวเอง<br />
<br />
หนังสือที่ว่ามาในนี้มีจำหน่ายที่ <a target="_blank" href="http://www.chulabook.com">www.chulabook.com</a> หรือไปดูด้วยตัวเองได้ที่ Center Point แถวนั้นมีแหล่งความรู้มหึมาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความบันเทิงทุกรูปแบบ<br />
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 18 Apr 2007 16:08 203.152.4.215]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 57 50 kgs.
<br />
เมื่อวันอังคารไปหาหมอตามนัด ชั่งน้ำหนักได้ 50 กก. พอดีเป๊ะ! เดือนนี้ก็ขึ้นมาอีก 2 กก. แล้ว แถมรอบนี้ก็เปลี่ยนเลขนำหน้าเลย มิน่า...หนักท้องน่าดู<br />
<br />
ที่แย่ก็คือ หมอบอกว่าไปกินอะไรมา น้ำตาลขึ้น อ่าาา...ทุเรียนกับไอติมกะทิหนะสิคะหมอ (คิดในใจ) จริงๆก็ไม่ได้กินมาก กินทุกวันขนาดนั้นนา แต่ว่ามันก็เป็นอะไรที่เพิ่มมาจากก่อนหน้านี้แหละ แถมช่วงนี้ร้อนๆๆๆ อยากกินของหวานๆเย็นๆประจำ นี่พยายามข่มใจแล้ว ไม่งั้นคงหยิบน้ำแดงชงแช่เย็นกินไปหลายรอบ แต่เมื่อมันเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ต้องงดไปตามระเบียบ T^T<br />
<br />
หมอดีดๆคลำๆท้องเหมือนเดิม ตอนนี้มดลูกใหญ่ขึ้นมาเหนือสะดือแล้ว หมอจับส่วนมดลูกให้ดูเป็นวงแล้วเขย่าๆไปมา -*- แล้วก็สอนเฮียให้ลองกดขาดูว่าขาบวมหรือเปล่า ตอนนี้ไม่บวม ปกติดี แต่ถ้าบวมแสดงว่าอาจจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษ ก็ต้องคอยดูไว้<br />
<br />
รอบนี้โดนฉีดกันบาดทะยักเข็มที่ 2 ตอนฉีดไม่เจ็บเลย คนที่ฉีดให้มือเบามาก ออกมายังสบายๆกว่าที่เคยโดนฉีดบาดทะยักทุกครั้ง แต่สักพัก เอาอีกแล้ว ปวดเชียว ดีนะที่หมอบอกว่าเข็มสุดท้ายแล้ว หมอให้ฉีด 2 เข็มพอ<br />
<br />
เจอกันรอบหน้า 15 พ.ค. จ้า ^^
ผู้โพสต์ : toon [Thu, 19 Apr 2007 03:42 203.152.4.5]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 58 ถอนฟางข้าว
<br />
เวลานี้เป็นช่วงเริ่มของการปฏิบัติแล้ว ดังนั้นอะไรที่เป็นทริดสะดีคงต้องพักช่วงยาว หนังสือหนังหาก็ต้องอ่านน้อยลง เพราะต้องเอาเวลาไปนอนเพื่อตื่นแต่เช้า ไม่เป็นไรไม่แคร์ ทำได้ แต่ต้องอดกลั้นหน่อยนึง อย่าปล่อยให้การอ่านหนังสือมันเสพติดคนเรามากเกินไป อะไรมันมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี สมองโตแต่แขนขาลีบนั้นไม่ได้ช่วยอะไร<br />
<br />
อีก 2-3 วันจะได้เวลานัดรถตักดินอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะได้ตามนัดหรือเปล่าเพราะผลัดกันมานานเหลือเกิน ที่ดินเค้าก็จะทำนากันแล้ว อะไรก็เร่งรีบกันไปหมด สิ่งที่ต้องทำเวลานี้คือ ถอนฟางข้าวออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ปกติเค้าจะใช้วิธีเผากัน คนที่เช่านาเค้าก็เผากันมาได้ครึ่งนึงส่วนที่เหลือมันไปต่อไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะดินมันเปียก ฟางข้าวเปียก จึงต้องลงแรงถอนอย่างเดียว บนเนื้อที่ 4 ไร่ ไร่ละ 1600 ตร.ม. ทั้งหมดก็ 6400 ตร.ม. ฟางข้าวน่าจะเหลือที่เผาไม่ได้สัก 3000 ตร.ม. วันนึงผมถอนไปได้ประมาณ 80-100 ตร.ม. อาจต้องใช้เวลาถึง 30 วันกว่าจะถอนหมด ถ้ามีสัก 2 คนก็จะเหลือ 15 วัน ถ้ามีสัก 3 คนก็จะเหลือ 10 วัน ถ้า 10 คนก็เหลือ 3 วัน แต่ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ 2 วัน มีผมอยู่คนเดียว โอว ไม่น่าคำนวณเลย สปีดสำหรับคนที่ใช้แรงเพียงแค่เคาะ keyboard เนี่ยมันช่างช้าซะเหลือเกิน<br />
<br />
การจะหาใครมาช่วย สมัยนี้อย่าว่าแต่คนรอบตัวเลยเครือญาติก็หายหัวหมด หันออกไปทำงานในโดมยักษ์กันหมด พูดถึงเรื่องนี้เพิ่งอ่านเจอข้อเขียนของ <a href="http://www.phongphit.com/" target="_blank">ดร. เสรี พงศ์พิศ</a> เค้าว่า <strong>"สมัยนี้คนเวลาเข้าไปเรียนไปทำงานในเมืองแล้วไม่อยากกลับมาบ้านนอกกลัวคนเขาจะดูถูก อุตสาห์เสียเงินเป็นแสนไปเรียนเอาปริญญามา กลัวเค้าจะหาว่าสงสัยจะไม่มีงานทำกลับมาเกาะพ่อแม่กินอยู่เหมือนเดิม ไอ้จะมาทำนาทำสวนก็จะยิ่งถูกหาว่า แล้วยังงี้จะไปเรียนให้เสียเงินทำไมสู้อยู่แบบเดิมตรงนี้ซะทีแรกไม่ดีกว่าหรือ"</strong> ไอ้เรื่องพวกนี้ก็อย่าไปโทษพ่อแม่ พ่อแม่ทำนาเหนื่อยก็เหนื่อย จนก็จน ก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก เท่าไรก็เสียได้เพื่อให้ลูกได้สบาย แต่นั่นเพราะพ่อแม่ไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยประสบพบเจอ ฉะนั้นคนหนุ่มคนสาวจะหาเอาแถวนี้มันไม่มีหรอก มีแต่คนแก่ๆ เกษียณอายุแล้วจึงจะกลับมาอยู่บ้านนอก กินเงินบำนาญลูกหลานส่งเงินมาเลี้ยงดู เก็บผัก กำผัก แก้เบื่อไปวันๆ รอวันกลับสู่ดิน<br />
<br />
อยากจะถามคนบ้านนอกที่ไปกระจุกตัวกันอยู่ในเมืองกรุงว่า ทุกวันนี้มีความหวังตรงไหนกับการทำงานกันอยู่ในเมืองหลวงบ้าง สำนึกรักบ้านเกิดคำนี้ไม่เชย ทำไมสิ่งดีๆ เรามักหาว่าเชยและเพิกเฉย อะไรที่มันไปครอบตัวเราอยู่ นอกจากตัวเราแล้วไม่แต่เป็นความคิดของตัวเองที่ครอบตัวเอง หาเงินไม่ได้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ยังมีคนอีกหลายล้านคนในเมืองนั้นที่เค้าก็หมดสิ้นหาทางพอๆ กัน ไอ้คนรวยๆ ที่เป็นความหวังให้เราเห็นน่ะ มันคือคนกลุ่มน้อยๆ ที่เช่าที่ของการรถไฟในราคาถูกๆ และมาเก็บค่าเช่าเอากับเราแพงๆและกลุ่มเครือญาติเค้าตะหาก มันไม่ใช่พวกเรา แสงสว่างไม่ได้ส่องประกายให้กับทุกคนที่แสวงโชค อย่าอายที่จะกลับมาบ้านทำสิ่งที่บรรพบุรุษทำมาแต่เก่าก่อน คิดว่าซะว่าสิ่งนี้แหละที่ศิวิไลซ์ ไม่ใช่การหลอกตัวเองแต่สิ่งนี้แหละคือความศิวิไลซ์ที่แท้จริง ไม่ใช่ของเทียมในเมืองหลวง มันไม่ใช่ความศิวิไลซ์แต่มันเป็นของปลอม ถ้าพร้อมแล้วก็กลับมาเถิดคนบ้านนอก<br />
<br />
ถ้ามีคนมาช่วยอย่าว่าแต่เรื่องถอนฟางเลย รถขุดก็ไม่ต้องจ้าง ถือจอบคนละอันก็ไปถึงจุดหมายได้ เขียนยาวๆ แล้วออกนอกเรื่องตลอดเวลาแต่ช่างเหอะเพราะนี่ไม่ใช่บทความ ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นระทึกว่า ในฟางข้าวที่เหลือนี้จะสามารถขุดดินถมได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ค่อยว่ากันต่อ
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 22 Apr 2007 05:41 203.152.4.176]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 59 พุทธศาสนา
<br />
งงๆ เหมือนกันตั้งแต่ได้ยินเรื่องพวกนี้ งงที่ว่าบรรจุไปทำไม บรรจุแล้วได้อะไรและถ้าไม่บรรจุแล้วจะเสียอะไร ทุกวันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพุทธศาสนาคืออะไรกันแล้ว ผมนึกไม่ออก ยังนึกสงสัยว่ามันรวมตัวทำอะไรกันในสถานที่แห่งหนึ่งวะ มีหอคอยสูง บ้างเตี้ย ประดับตกแต่งสวยงาม วัตถุมงคล รับจองเหรียญ พระพุทธรูปรุ่น professional หรือ standard แล้วก็มีคนมากราบไหว้บูชา ขอเลข หรือบริสุทธิ์ใจหน่อยก็ทำบุญบริจาค ให้กับใคร เอาไปทำอะไร ไม่มีใครรู้ สร้างวัด อุโบสถ ไร้คนตรวจสอบใครขืนแตะต้องอาจกลายเป็นมารศาสนาไปโดยง่าย อ้อ อย่างนี้หรือที่เค้าเรียกว่าพุทธศาสนา<br />
<br />
พุทธศาสนาจะบรรจุหรือไม่บรรจุ มันจะได้อะไรขึ้นมาแค่ทุกวันนี้ตัวเองยังงงๆอยู่ว่ากูไม่เคยบอกใครว่าถือพุทธนะเว้ย แต่มันก็ปะผ่าเข้ามาอยู่ในบัตรประชาชนโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดูช่างริดรอนสิทธิคนไร้ศาสนาเสียจริง สิ่งที่ควรจะทำคือเรียกร้องให้ยกเลิกธรรมเนียมตรงนี้ในบัตรประชาชนออกไปซะน่าจะดูดีกว่า ส่วนตัวเองนั้นก็ออกจะอายๆ ที่จะออกตัวว่าเป็นชาวพุทธ ไม่ได้อายว่าพุทธในนิยามศตวรรษนี้มันแย่และไม่น่าศรัทธาแต่กลับกันคือผมไม่สามารถเข้าถึงพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ตะหาก อายพอๆกับที่จะสวมใส่เสื้อเหลืองในวันจันทร์เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะปฏิบัติตัวได้เหมาะสมกับสัญลักษณ์ของเสื้อเหลืองนี้หรือเปล่า ถ้าเกิดใส่เสื้อเหลืองแล้วดันเกิดกิเลสไม่รู้จักความพอเพียงขึ้นมามันก็น่าละอาย<br />
<br />
ผมผ่านวัดโสธรอยู่ทุกวันเห็นได้จากภายนอกป้ายผ้า ป้ายโฆษณา วัดวาอารามอันสวยงามที่แสดงถึงความเสียสติของวัดแห่งนี้ และอีกหลายๆแห่งที่ไม่ได้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นรับจองพระหลากรุ่นแบบมอเตอร์โชว์ แม้แต่พระโสธรเฉยๆ ก็ขายไม่ได้แล้วต้องจตุคามรุ่นหลวงพ่ออยู่ด้านหลัง ทุกวันนี้พุทธศาสนาเหลือแค่เพียงพิธีกรรม สิ่งที่คนเชื่อไม่ใช่เรื่องผิดชอบชั่วดีหรือการปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน แต่อยู่ที่พระรุ่นนี้รุ่นไหนขายได้ ขายดี ศักสิทธิ์หรือไม่ รวยฉับพลันหรือเปล่า รวมทั้งคนไทยที่บริจาคผ่านวัดกันเป็นจำนวนมาก สิ่งที่วัดให้ไว้กับโลกทุกวันนี้คือความเสียสติและห่างไกลความเป็นพุทธมากนัก เหมือนอย่างที่อาจารย์นิธิว่า "น่าจะใส่ในรัฐธรรมนูญไปเลยว่าศาสนาประจำชาติเราคือ 'พุทธคามรามเทพ' เพราะคนไทยถือผีไม่ได้ถือพุทธ"<br />
<br />
ด้านหน้าวัดมีป้ายผ้าสนับสนุนให้บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 25 Apr 2007 14:07 203.152.4.124]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 60 จตุคามรามเทพ ณ. google
<br />
จตุคามรามเทพ รุ่นที่ทางตัวแทนสามารถเปิดจองได้ในตอนนี้ มี รุ่น โคตรเศรษฐี มีกำไร เศรษฐีปาฎิหาริย์ จักรพรรดิมหาเศรษฐี บารมีร่มไทร ทรัพย์สิน พูนทวี มงคลเศรษฐี สร้างบารมีมหาเศรษฐี สุริยันทรงกรด อภิมหาจักรพรรดิ กำเนิดเศรษฐี ร่ำรวย คุ้มดวง ร่ำรวย สัมฤทธิ์ ประสิทธิผล <br />
<br />
ฮ่วย มีแต่ตัวกิเลส ช่วยบรรจุเป็นศาสนาประจำชาติโดยด่วน -_-''
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 26 Apr 2007 14:11 203.152.3.221]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 61 ปัจจัยที่ 5
<p>"คุณยังกรอกข้อความไม่ครบ" ภาษาอังกฤษเขียนว่าอะไรไม่รู้นะ</p>
<p>ย้อนกลับไปดูปรากฏว่า ไม่ได้กรอกข้อมูลตรงโทรศัพท์มือถือ ก็มันไม่มี จะให้กรอกยังไง ถ้ามีโทรศัพท์มือถือ ก็ซื้อโปรโมชั่นส่งข้อความฟรี ไม่สมัครเป็นสมาชิกที่นี่หรอก เพราะการไม่มีโทรศัพท์มือถือแท้ๆ ทำให้ฉันหมดสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกของ <a href="http://www.totonline.net">www.totonline.net</a> (หรือเปล่า ไม่แน่ใจ)</p>
<p>โทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์อะไรสักอย่างไปแล้ว และคงเป็นปัจจัยหลักที่ทุกๆ คนต้องมีหรือเปล่า ถึงกลายมาเป็นข้อมูลที่สำคัญในการกรอกข้อมูลส่วนตัว เหมือนชื่อ นามสกุล บัตรประชาชนอะไรอย่างนี้ ถ้าจะถามกลับว่า ถ้ามี e-mail address มีโอกาสที่จะนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นอินเทอร์เน็ต ก็น่าจะเป็นบุคคลที่มีกำลังซื้อโทรศัพท์มือถือใช้ แล้วไง ฉันมีโอกาสเล่นอินเทอร์เน็ตแล้วไม่มีเงินซื้อมือถือ หรือไม่อยากมีมือถือ ไม่ได้หรืออย่างไร คิดว่าแค่ให้ชื่อ นามสกุล ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ทั้งที่บ้านและที่ทำงานไปแล้ว ก็น่าจะเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ว่ามีตัวตนจริง ที่ตั้งคำถาม เพราะไม่รู้ว่า การสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์นี้เพื่อจะส่งข้อความฟรี เขามีกฎว่า จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นข้อมูลหลักหรือเปล่า ฉันถึงหมดสิทธิ์</p>
<p>การไม่มีโทรศัพท์มือถือก็กลายมาเป็นคำถามว่า แล้วจะติดต่องานยังไง ติดต่อเพื่อนฝูงญาติพี่น้องยังไง เมื่อก่อนไม่มีไม่เห็นจะเดือดร้อน แม่ก็ส่งจดหมายมาสิ ถ้ามีธุระเร่งด่วน ก็มีเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงาน ที่อพาร์ทเมนท์ อาจจะรับรู้ข่าวจากทางบ้านช้าไปอีกหนึ่งหรือสองวัน ก็ไม่เห็นมีปัญหา จะติดต่องานก็โทรศัพท์มาที่ทำงานสิ และอีกอย่างงานของฉันก็ไม่จำเป็นต้องติดต่อนอกเวลางานอยู่แล้ว หรือถ้าจะติดต่อกับเพื่อนๆ ก็นัดกันล่วงหน้า นัดหมายเวลาให้เรียบร้อย แค่นี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา</p>
<p>ฉันเคยโคตรรำคาญตอนที่มีโทรศัพท์มือถือ แล้วนัดเจอเพื่อน แทนที่จะนัดเวลากันเป็นมั่นเป็นเหมาะ มันกลับบอกว่า เออ วันเสาร์ประมาณบ่ายๆ ไปถึงแล้วจะโทรหา</p>
<p>"อ้าว ก็นัดเวลามาเลย นัดจุดมาเลย"</p>
<p>"ก็สยามดิสฯ นั่นแหละ บ่าย 2 ใครไปถึงก่อนค่อยโทรบอกว่ารอที่ไหน"</p>
<p>เออ แล้วมันก็มาสายประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะมีโทรศัพท์มือถือจึงโทรมาบอก ไม่ต้องปล่อยให้เพื่อนรอ ไปหาที่นั่งกันก่อน ไปถึงแล้วจะตามไป นี่คือการมีโทรศัพท์มือถือ แล้วทำให้คนมาสายได้ เพราะโทรศัพท์มาบอกกล่าวกันได้ว่า ตอนนี้สิงสถิตอยู่ตรงไหน มันกลายเป็นปัจจัยหลักไปแล้วนะ ใครไม่มีถือว่าเชย และต้องมีรุ่นแบบดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูป ยิ่งใหม่ ฟังก์ชันเยอะ ยิ่งโคตรดี การพูดคุยติดต่อธุระดูเหมือนจะเป็นบทบาทรองของโทรศัพท์มือถือในตอนนี้ไปแล้ว ฉันถึงได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า อยู่ได้ยังไง มือถือก็ไม่มี โทรทัศน์ วิทยุ ก็ไม่มี</p>
<p>เออ กูไม่มีเงินซื้อ แล้วแปลกตรงไหนนี่ ที่แปลกก็คือ มันเป็นข้อมูลสำคัญ ถึงขนาดว่าฉันไม่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ที่กล่าวมาข้างต้น จริงๆ ที่บ่นมานี่ ไม่ใช่จะบอกว่าตัวเองโคตรแนวเลยว่ะ ใช้ชีวิตต้านกระแสหลัก เปล่าหรอก ไม่มีปัญญาซื้อต่างหาก แต่อยากบ่น<font face="Cordia New" size="4"></font>
<p>เฮ้อ ถอนหายใจอีกหน่อย ช่วงนี้ทำไมมีเรื่องบ่นบ่อยจัง</p>
<p> </p>
</p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Thu, 26 Apr 2007 11:12 202.57.176.239]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 62 พลังงานหมุนเวียนแก้ปัญหาโลกร้อน
<br />
จากรายงานฉบับที่ 3 ของ <a href="http://www.ipcc.ch/" target="_blank">IPCC</a> ซึ่งมุ่งหาทางออกเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า การตัดสินใจในขณะนี้เกี่ยวกับการจัดหาพลังงานในอนาคตจะช่วยให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่โลกกำลังประสบอยู่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น<br />
<br />
"ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งของสภาพภูมิอากาศ" สเตฟานี ตันมอร์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและภูมิอากาศ กรีนพีซสากลกล่าว  "เรา สามารถเลือกเดินไปบนเส้นทางของพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวโลกให้เพิ่มขี้นไม่เกิน 2 อง ศาเซลเซียส และหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดอันจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก หรืออีกทางหนึ่งคือ จะอยู่กับความผิดพลาดตามเส้นทางเดิม เพื่อเผชิญกับสภาพภูมิอากาศอันเลวร้ายจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคต ภาวะการขาดแคลนน้ำที่รุนแรง และวิกฤตผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ  เราไม่อาจเลือกเดินบนเส้นทางผิดๆ นี้ได้อีกต่อไป"<br />
<br />
หลักฐานของ <a href="http://www.ipcc.ch/" target="_blank">IPCC</a> ในเรื่องการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นตัวกำหนดงานเขียนเกี่ยวกับ ทางเลือกในการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก และเมื่อเร็วๆ นี้ กรีนพีซสากลและสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนแห่งยุโรป หรือ <a href="http://www.erec.org/" target="_blank">EREC</a> ได้ร่วมกันเขียนรายงาน 'แผนการปฏิวัติพลังงาน' ซึ่งแผนฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า เราจะสามารถลดปริมาณการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกลงร้อยละ 50 ภายในปี 2050 หรืออีก43 ปีข้างหน้า โดยนำเทคโนโลยีสะอาดที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น<br />
<br />
สเวน เทสเก ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและภูมิอากาศ กรีนพีซสากลกล่าวถึงข้อได้เปรียบของแผนการปฏิวัติพลังงานฉบับนี้ว่า "แนวความคิดเรื่องพลังงานทั่วโลกของเราอธิบายได้ดังนี้คือ ปริมาณการลงทุนสำหรับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่จนถึงปี 2030 จะอยู่ที่ประมาณ 300-350 พันล้านดอลล่าร์ต่อปี เกือบเท่ากับจำนวนเงินที่ใช้สำหรับเชื้อเพลิงฟอสซิลเมื่อเร็วๆ นี้ หากเราผันเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบการผลิตร่วมไฟฟ้าความร้อนจะสามารถลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานทั่วโลกลงได้ครึ่งหนึ่งภายใน ปี 2030 ซึ่งได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย"<br />
<br />
"เราแสดงให้เห็นว่า โลกเราสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยได้ เราสามารถบรรลุความต้องการด้านประสิทธิภาพทางพลังงาน และทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อลดต้นตอที่ส่งผลเสียหายและเป็นอันตราย เช่น ถ่านหิน และนิวเคลียร์ โดยปราศจากการแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีซึ่งยังไม่ผ่านการพิสูจน์ อย่างการดักจับและกักเก็บคาร์บอน" ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว <br />
<br />
ก่อนเริ่มเปิดการประชุม ดร.ปาเจารี ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ IPCC ได้แวะพูดคุยทักทายกับกลุ่ม Solar Generation ที่รออยู่ด้านนอกด้วย<br />
<br />
Solar Generation หรือเยาวชนยุคพลังงานสะอาด เป็นกลุ่มเยาวชนนานาชาติที่ทำกิจกรรมรณรงค์ทั่วโลกเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุน เวียนมากขึ้น ประกอบไปด้วยเยาวชนจากประเทศไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เยอรมัน และฝรั่งเศส<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7906&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai" target="_blank">ประชาไท</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 21 Jun 2008 10:34 203.152.3.115]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 63 คือน้ำชโลมใจ
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ศักดิชัย บำรุงพงศ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ปัจจุบันอายุย่าง 89 ปี แต่ร่างกายภายนอกก็ยังดูแข็งแรง แม้จะอมโรคมากมาย แต่เขาก็รู้เท่าทันโรค คุณตาเล่าว่า เมื่อปีที่แล้วได้เผชิญโรคและต้องดูแลตัวเองอยู่เป็นนาน ทั้งหกล้ม เลือดครั่งในสมอง ต้องเจาะดูดเลือดออก มือซ้น เขียนหนังสือไม่ได้ พอบำบัดมือให้ทุเลา ก็หกล้มอีกครั้ง ขาหักต้องดามขาและทำกายภาพบำบัดหัดเดินอยู่หลายสัปดาห์ แต่คุณตาก็ผ่านพ้นมาได้ และใช้ชีวิตอยู่กับวัยชราด้วยความสุข ทุกวันศุกร์จะเข้ามาพบปะมิตรสหายรุ่นน้องที่มติชน เพื่อพูดคุยตามข่าวสารและไม่ให้ชีวิตเหงาไปกับวัยที่หง่อม แม้วัยนี้จะเป็นสิทธิ์เด็ดขาดว่า เป็นวัยที่ควรพักผ่อน แต่การพักผ่อนของนักเขียนท่านนี้ คือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในทุกๆ เรื่องกับมิตรสนิท และการอ่านหนังสือ ซึ่งซึมอยู่ในสายเลือดของคนที่เป็นนักเขียน</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ศักดิชัย บำรุงพงศ์ ทำงานมากว่า 70 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นนักข่าวก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ 34 ปี และเกษียณอายุตอนปี 2521 ก่อนจะมาเริ่มงานที่มติชนเมื่อปี 2522 ปัจจุบันมติชนอายุ 30 ปี เขาทำงานที่นี่มา 28 ปี และเป็นการทำงานหลังจากเกษียณอายุแล้ว การดำเนินชีวิตของเขาไม่ต่างจากข้อเขียนที่เขาเขียนไว้ใน </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">ความรักของวัลยา</span>”<span lang="TH"> หรือ </span>“<span lang="TH">ปีศาจ</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">นอกจากจะเป็นตัวอย่างในการทำงานแล้ว เขายังเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เสแสร้งในการเป็นตัวตนของตนเอง ตัวอักษรและตัวตนของเขา ไม่ได้ทำให้ฉันผิดหวังที่นับถือเขาเป็นนักเขียนในดวงใจ เป็นแรงบันดาลใจในการที่อยากเขียน และเป็นงานเขียนที่ไม่โกหกตัวตนหรือสิ่งที่ตนเองเป็น หลังจากได้ประทับงานเขียนของเขาไว้ในใจมาตั้งแต่สมัยเรียน และเมื่อมีโอกาสได้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในนิตยสารเมื่อ 5 ปีก่อน ยิ่งทำให้นับถือในตัวตนที่ไม่ต่างจากตัวอักษรเลย การได้พบศักดิชัย บำรุงพงศ์ <span style="mso-spacerun: yes"> </span>คือน้ำที่ชุ่มชื่น หล่อเลี้ยงใจในเมืองที่แห้งแล้งนี้</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันไหม การเจอคนที่เราชื่นชม นับถือ ความรู้สึกตื้นตันเกิดขึ้นฉับพลัน การมาพบคุณตาศักดิชัยมา 3 ครั้ง ทุกครั้ง แค่เพียงเห็นหน้า น้ำตาก็พานจะไหล แต่ต้องกลั้นไว้ แต่พอได้พูดคุย ฉันก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทุกครั้งฉันก็จะบอกแต่เพียงว่า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">หนูมาเจอคุณตาทีไรไม่รู้ว่าเพราะซึ้ง หรืออะไร ร้องไห้ทุกที ขอโทษนะคะ</span>”<span lang="TH"> วันนั้นฉันก็ขอเช็ดน้ำตาเหมือนทุกๆ ครั้ง ก่อนจะคุยต่อ และก็เหมือนทุกครั้งเช่นกัน หลังจากเดินลับตาออกมา น้ำตาฉันก็ไหลอีกครั้ง</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">คุณ<st1:personname w:st="on" productid="ตาศักดิชัย เป็นผู้อาวุโส">ตาศักดิชัย เป็นผู้อาวุโส</st1:personname> เป็นนักเขียนดัง เป็นอดีตเอกอัครราชทูต ฯลฯ แต่เปิดโอกาสให้เด็กคนหนึ่งเข้าไปพบ และพอจะลากลับทุกครั้ง คุณตาก็จะเดินออกมาส่งหน้าลิฟต์ เปิดประตูลิฟต์ให้ เพราะถือว่าเด็กคนนั้นคือแขกของเขา วันนั้น แม้ร่างกายจะไม่แข็งแรงเท่าเดิม แต่คุณตาก็ยังเดินมาส่งที่หน้าประตู และลูบหัวให้พร แล้วจะไม่ให้ร้องไห้ได้อย่างไรไหว</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ในเมืองที่ร้อนรน รีบเร่ง แห้งแล้งแบบนี้ มีน้ำมารดใจให้ชุ่มฉ่ำ จิตใจก็สดชื่นขึ้นมาได้<o:p></o:p></span></p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Tue, 21 Jul 2009 03:15 202.57.176.162]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 64 เอเชียไม่ใช่แหล่งสร้างอาณานิคมขยะมีพิษ
<br />
เครือข่ายประชาสังคมทั่วโลกกำลังรวมตัวกันต่อต้านและเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นาย ชินโซ อาเบะ เพื่อลบเนื้อความอันเกี่ยวกับการส่งออกขยะพิษในสัญญา FTA ประเด็นนี้สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องของการมองมนุษย์ไม่ใช่คนระดับเดียวกับพลเมืองของเขา และเป็นการปัดความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น ทำให้ไม่เกิดการวิจัยสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป<br />
<br />
<a href="http://www.no-burn.org/action/2007.04.23_GDA_Japan_petition.html" target="_blank">อ่านและร่วมลงนาม</a>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 03 May 2007 04:43 203.152.3.101]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 65 ประวัติ(ไม่)ย่อที่ดินของนำทาง ตอน `รอคอย` (1)
<br />
เรามีที่ดินอยู่ประมาณ 11 ไร่ตกทอดมาถึงตูน แต่ตอนนี้ที่นาถูกใช้อยู่แล้วมีผู้เช่าทำนามากว่า 40 ปีแล้ว "ตาเสม" เป็นชื่อเรียกของชาวนา(หรือนายนา)คนนั้น นิสัยใจคอไม่ค่อยน่าคบหาเท่าไรนัก ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นหนึ่งในตัวปัญหาของเรื่องนี้ <br />
<br />
เรามาอาศัยอยู่ที่บ้านยายกับป้าตั้งแต่ มิถุนายน 2006 ในตอนนั้นนาข้าวหว่านไปเรียบร้อยแล้ว ต้องรอเก็บเกี่ยวประมาณเดือนตุลาคม ไม่นานสักพักดูเหมือนข้าวรอบนี้จะไม่ขึ้นเค้าบอกว่านาล่ม ต้องหว่านใหม่เวลาก็เลื่อนออกไปอีก ในระหว่างที่รอเวลา 3-4 เดือนผมก็รับงาน freelance เขียนโปรแกรมไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลา ข้าวเริ่มออกรวงไม่นานก็เหลืองอร่ามไปหมด <br />
<br />
วันที่รอคอยมาถึงหลังจากที่นาข้าวเกี่ยวไปแล้วตอนนั้นก็ได้แต่ลุ้นว่าเมื่อไรตูนจะอ้าปากพูดกับป้าได้สักที เพราะดูเหมือนป้าก็ทำเฉยๆ เป็นปกติ ความที่ต้องลุ้นเพราะว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันไม่ค่อยจะได้พูดกันเลยทำให้ในการเอ่ยปากแต่ละครั้งมันจึงเป็นเรื่องยาก พลอยทำเอาตัวเราเองไม่กล้าคุยด้วยเข้าไปใหญ่ นี่เป็นสภาพปัญหาตัวต่อมาของเรื่องนี้<br />
<br />
ประมาณ 1 สัปดาห์ที่นาเริ่มไถพรวนอีกครั้ง ผมได้มีโอกาสเจอตาเสม ตอนนี้ผมไม่รอทั้งตูนและป้าแล้วจึงเดินเข้าไปบอกกับตาเสมว่า "ลุง เหลือที่ไว้ให้สักไร่ปลายนาได้ไหม ผมจะปลูกบ้าน" (เหมือนไปขอที่ดินทำกินด้วยความเวทนา) เสียงตอบรับ "เอาไว้รอบหน้านู่น น้ำลงหมดแล้ว มกรา กุมภา นู่นน่ะ" เราจึงรับคำมาแบบพูดต่อไม่ได้ ตกเย็นวันนั้นถึงเวลาหางจุกตูด ตูนจึงได้บอกกับป้าเรื่องจะใช้ที่และเรื่องที่เราไปคุยกับตาเสม เสียงตอบรับกลับมาว่า "เค้าลงน้ำไถนาไปเรียบร้อย มึงจะเอาต้องไปจ่ายค่าจ้างไถมันคืน แล้วจะเอามาทำอะไรไร่เดียว มึงไม่ต้องไปพูดอะไรอีก พรุ่งนี้ก็ไปดักตาเสมเอาแต่เช้า" เรารับคำมาแบบงงๆ ไม่ได้ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจด้วยความไม่กล้าซักไซร้ จะเอาอย่างไรก็ไม่รู้ ป้าจะจัดการให้หรือเปล่า หรือเราต้องไปเอง หรือยังไง แล้วเราก็ปล่อยให้วันรุ่งขึ้นมันผ่านไปเป็นปกติ เป็นปกติและเป็นปกติไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรก็ทำงาน freelance ต่อไปเงียบๆ รอดูว่าป้าจะว่าอย่างไร แต่แล้วป้าก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ส่วนหลานก็ไม่ทวงถาม ปล่อยให้งงเป็นปริศนาต่อไป ดูแล้วช่างเป็นสภาพที่น่าอึดอัดเสียจริงๆ<br />
<br />
เมื่อนาข้าวลงไปเรียบร้อยเป็นที่แน่นอนว่าเราต้องรอไปอีกจนถึงปีหน้าประมาณเดือนกุมภาฯ ผมจึงได้แต่นั่งอยู่บนหน้าจอเงียบๆ ต่อไปอีก 4 เดือน
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 04 May 2007 14:51 203.152.4.148]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 66 ประวัติ(ไม่)ย่อที่ดินของนำทาง ตอน `รอคอย` (2)
<br />
ตอบตกลงแล้วก็เตรียมวางแผนเที่ยวคือไปเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่สัก 2-3 วัน ประกอบกับช่วงนั้นมีงานพืชสวนโลกทางนั้นก็มีบัตรฟรีชวนกันไปด้วย ผมได้เข้าไป 2 รอบ ทั้งที่ในใจต่อต้านและรู้สึกชิงชังงานมหกรรมของพวกนักจัดงาน นักสัมปทาน เสร็จแล้วไม่รู้จะคิดจุดประสงค์อะไรก็เอาในหลวงเนี่ยแหละฟังดูชอบธรรมดีบอกว่าเป็นการเฉลิมพระเกียรติ แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้ไม่เคยอยู่ในหัวนอกจากเม็ดเงินที่จะได้จากการจ้างงานและการหาแดกจากสัมปทานรัฐเท่านั้น<br />
<br />
หลังจากกลับมาจากเชียงรายคราวนั้น เราได้ <a href="/content/43/">"นำทาง"</a> กลับมาด้วย ระหว่างนั้นก็ฆ่าเวลาอีกด้วยการไปฝากท้องที่กรุงเทพฯ แล้วถือโอกาสพักที่กรุงเทพฯ ต่อสัก 2-3 วันหรือเกือบอาทิตย์ ด้วยว่ามันรู้สึกสบายตัวกว่าเยอะเลยกับการที่ได้อยู่บ้านของตัวเอง ความรู้สึกนี้คนที่ไม่เคยอยู่บ้านคนอื่นเป็นเวลานานๆ จะไม่สามารถรับรู้ได้เลย<br />
<br />
ช่วงต้นเดือนกุมภาฯ ผมฆ่าเวลาต่อไปอีกด้วยการไป <a href="/topic/11/">อาสาสมัครทำกุฏิดิน</a> อีกเกือบสัปดาห์ กลับมาบ้านที่แปดริ้วอีกครั้งข้าวเริ่มออกรวงสีเขียวแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็ได้เวลาเกี่ยวอีกครั้ง หนนี้เราตั้งท่าอยู่แค่ 2-3 วันก็ได้เอ่ยปากถามป้าเรื่องที่ดิน เสียงตอบรับ "เดี๋ยวป้าจัดการเอง มึงไม่ต้องไปพูดอะไรอีก" เอาล่ะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ประมาณ 2-3 วันป้ามาบอกว่าพรุ่งนี้เรียกธงชัย(รับจ้างขุดที่)ให้มาดูที่แล้วขุดได้เลย 4 ไร่ อา ช่างเป็นสิ่งที่อยากได้ยินมานานเหลือเกิน เลยโทรไปติดต่อธงชัยทันทีและธงชัยนี่แหละที่เป็นปัญหาตัวที่สามของเรื่องนี้ อารมณ์ชักจะเหมือนเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/A_Series_of_Unfortunate_Events" target="_blank">A Series of Unfortunate Events</a> (<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย" target="_blank">อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย</a>) เข้าไปทุกที
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 06 May 2007 18:21 203.152.4.76]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 67 รู้สึกดีที่ได้ทำ
<p>ปกติวันทำงาน ฉันจะตื่นนอนเวลา 06.30 น. แต่ตั้งใจไว้ว่าจะเดินออกกำลังกาย เพื่อไปซื้อกับข้าวที่ชมรมมังสวิรัติ หลังสวนจตุจักร ฉะนั้นต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อที่จะเดินกัลบมาบ้านที่สะพานควาย ทำกิจวัตรปกติของทุกๆ วันที่เวลาหกโมงครึ่ง แต่ฟ้ามืดจัง ฝนก็ลงเม็ดหนัก เมื่อวานวันอาทิตย์ก็นอนดึก เอาละสิ ความสบายกับการงีบหลับอีกสักครึ่งชั่วโมง กับการฝ่าสายฝนทนง่วงเพื่อทำอย่างที่ตั้งใจ มันเกิดต่อสู้กันหนักทีเดียว (คิดว่าคงไม่เวอร์ที่จะเขียนวลีนี้)...ในที่สุด ฉันก็ตื่น ทำได้อย่างที่ตั้งใจ ก็เมื่อวันเสาร์ไปซื้อปิ่นโตมาแล้วนี่</p>
<p>การตื่นเช้ากว่าปกติ นอกจากจะได้เห็นฟ้ามืดที่เริ่มให้แสงสว่างอ่อนๆ ของวันใหม่ มันทำให้ใจสดชื่นแล้ว ยังได้ออกกำลังกายตอนเช้า ซึ่งหาโอกาสได้ยากมากสำหรับคนทำงานออฟฟิศ แม้ว่าจะเดินไปกลับแค่วันละ 20-30 นาทีก็ถือว่าได้ยืดแข้งยืดขาทุกวัน ที่สำคัญได้กินอาหารสุขภาพ ปลอดสารพิษอีกด้วย</p>
<p>การได้ทำอย่างที่เราตั้งใจและทำได้ มันให้ความรู้สึกดีมากๆ และผลพลอยได้นอกจากเรื่องสุขภาพก็คือ การถือปิ่นโตไปซื้อกับข้าว ประหยัดถุงพลาสติก อย่างน้อยก็ได้ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมนะ แม้จะเป็นแค่พลังเดียว แต่เห็นคนที่เขาไปที่ชมรมก็หิ้วถุงผ้ากันทั้งนั้น การได้เห็นและรับรู้สิ่งที่ดีๆ ที่สอดแทรกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย มันดีอย่างนี้นี่เอง ที่จะรู้สึกดีมากถ้าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องดีๆ นั้น</p>
<p>ชาวเมืองกรุงลองทำดูหน่อยไหม ไปซื้อของ 3 ร้าน ก็ใส่ถุงพลาสติกของร้านแรกร้านเดียวพอ หรือไปซื้อของบิ๊กซีก็ถือถุงผ้าไป เริ่มจากสิ่งเล็กๆ พลังเล็กๆ เหล่านี้แหละจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้ (เวอร์ไปอีกจนได้)</p>
<p>ลองดูนะ ถ้าทำได้อย่างที่ตั้งใจ เราจะรู้สึกดีมากๆ เลย</p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Tue, 08 May 2007 12:39 202.57.177.98]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 68 ประวัติ(ไม่)ย่อที่ดินของนำทาง ตอน `รอรถขุด`
<br />
ระหว่างนั้นป้าเห็นว่ามีรถของ อบต. เรียกมาขุดใกล้ๆ แถวนี้ เลยเข้าไปถามให้เข้ามาดูที่ ก็เข้ามาดูตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ให้เราเผาฟางข้าวก่อน แล้วว่าหลังสงกรานต์จะติดต่อกลับมาอีกที พอดีกับช่วงสงกรานต์ฝนห่าใหญ่ (ห่าใหญ่จริงๆ) ตกลงมาพอดี เป็นจุดเริ่มต้นของโชคร้ายอีกหนึ่งอย่างทำให้ที่นานองไปด้วยน้ำ ยังไม่ได้จัดการกับฟางข้าวเลย กว่าจะรอให้แห้งได้ก็กินเวลาเกือบ 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่แห้งดี หลังสงกรานต์เรารอแล้วรออีกก็ยังไม่มีการติดต่อกลับมา (แม้กระทั่งจนถึงบัดนี้)<br />
<br />
ผมติดต่อไปยังธงชัยอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงคิวงานของเรา (ตอนตกลงกับที่ใหม่ก็ไม่ได้ยกเลิกของที่เดิมเผื่อไว้ใครมาก่อนก็ทำกับคนนั้น) รอบนี้ผมก็ได้ความเหมือนเดิมคือ ยังเลยๆ ยังไม่ได้เลย ฝนตกด้วย คิวงานติดสงกรานต์ด้วย ผมชักเหนื่อยในการตามงานแล้วเหมือนกัน ดูน่ารำคาญทั้งคนตามและคนถูกตาม ยิ่งมาได้ยินยายพูดขึ้นมาว่า "ปีนี้มึงไม่ได้ขุดแล้ว เดี๋ยวก็เข้าหน้าฝนแล้ว" ได้ยินคำนี้แล้วมันเสียดแทงใจ นั่งคิดในใจว่ากูไม่ยอมหรอกเว้ย ต่อให้ต้องจับจอบขุดเองก็ยอมแต่ไม่ขอหยุดรอถึงรอบหน้าอีก<br />
<br />
ได้ยินว่าที่งานธงชัยติดคิวนานเพราะเมื่อก่อนมันมีรถขุดอยู่ 3 ที่ แต่มันย้ายไปที่อื่นหมดแล้วเหลือธงชัยที่เดียว อีกทั้งชาวบ้านแถวนี้เดี๋ยวขุด เดี๋ยวถม ไม่หยุด เพราะว่าตอนกุ้งราคาดีก็แห่กันทำนากุ้งขุดทำกันใหญ่ พอถึงเวลากุ้งส่งออกไม่ได้ถึงได้จะมาถมนากุ้งปลูกข้าวกันอีกรอบ คาดว่าถ้าข้าวไม่ได้ราคาคงแห่กันขุดทำนากุ้งใหม่ นี่ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปเลย จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่เข้าใจอีกว่าอันชีวิตนั้นใครเป็นคนกำกับกันแน่ตัวเราเองหรือว่าตลาด แล้วก็จมอยู่กับวงจรอุบาทว์อย่างนี้ตลอดชีวิต อย่างตาเสมทำนาข้าวกัน 40-50 ไร่ ทำกันมา 40 ปีแล้วก็ยังไม่เคยพอเพราะต้องลงทุนกันเป็นแสนๆ พอถึงเวลาเราจะขอใช้ที่แค่ 4 ไร่ กลัวตัวเองจะลำบาก ทำยังกะว่าไอ้ 4 ไร่นี้จะทำให้ตัวเองรวยขึ้นได้ ทำไมไม่รู้จักคิดเสียบ้างว่าก็ทำกันมาตั้ง 40 ปีแล้วยังไม่ไปไหน ทำไมไม่คิดว่ามันมีอะไรผิดปกติ คิดอยู่อย่างเดียวว่าทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก ถ้าคิดกันแบบนี้อย่างตาเสมคนนึงคงต้องใช้โลกสัก 10 ใบถึงจะพอใช้ ในหลวงทรงสอนสั่งจนปากจะฉีกแล้วทำไมถึงไม่เข้าใจกัน อย่างนี้แล้วพอจะเรียกว่าโง่จนเจ็บได้หรือไม่<br />
<br />
ช่วงนี้ตาเสมเริ่มจะทำนาอีกครั้งแล้ว และได้เข้ามาตระเตรียมเครื่องมือและเผาฟางข้าว ผมได้มีโอกาสสนทนากับตาเสมอีกครั้ง เค้าถามว่าจะเอากี่ไร่จะได้คุยกับป้าไว้ถูก เพราะว่าเค้าก็ต้องจ่ายค่าเช่า (อันน้อยนิด) ผมตอบไปว่า 4 ไร่ "อ้าว ไหนบอกว่าไร่เดียวก็เลยวัดไว้ให้แล้ว เปล่า ก็ไม่ได้ว่าอะไรร๊อกก จะเอาไปหมดเลยก็เอาไป ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เอาไปเห๊อะ" ผมจึงตั้งใจตอบคำถามไปว่า "ตอนแรกผมก็จะเอาแค่ไร่เดียว แต่ป้าบอกไว้ว่าขุดไป 4 ไร่เลย" เพราะประโยคที่ตอบไปด้วยความใสซื่อนี้แหละทำให้กลายเป็นว่าเป็น "ผู้ใหญ่" ซึ่งก็คือป้าที่ไปพูดไม่ดีจะโดนต่อว่าเอาได้และสำหรับประโยคของตาเสม ตาเสมก็โดนดีตราว่าเป็น "ผู้ใหญ่" ที่ไม่ได้เรื่องมาประชดประชันเอากับเด็ก ผมออกจะประหลาดใจ ทึ่งและอดสูในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ผู้ใหญ่" ยิ่งนัก ถ้าความที่กลายเป็น "ผู้ใหญ่" (อันอาจหมายถึงแก่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นาน) แล้วต้องโดนดีกรอบเอาไว้ว่าต้องมีลักษณะเป็นอย่างไรแล้ว เมื่อผมแก่เพราะกินข้าวเมื่อไรต้องขออนุญาตไม่รับเรียกคำนี้ เพราะสิ่งมีชีวิตตนนี้ช่างสลับซับซ้อนยิ่งนัก ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไรยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ผมขอเป็นแค่คนอายุมากที่ hyper ตลอดชีวิตหรือโดยบุคลิกใดๆ ก็ตามของตัวเองซะยังจะดีกว่าที่จะปฏิบัติตัวตามที่คนอื่นกำหนดหรือตีตราว่า "มึงมันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว"<br />
<br />
กลับมาเรื่องรถขุดต่อประมาณวันที่ 22 เมษายน ผมโทรไปสอบถามดู คำตอบยังคงเหมือนเดิมรอบนี้ผมถามเอาจนได้ความว่าอีกกี่คิวจะถึง (ถามย้ำไม่ต่ำกว่า 3 รอบ) เค้าบอกอยู่หน้ากระดานต้องไปดู เสร็จแล้วก็วางหูไปเลย ผมจึงขี่รถออกไปดูเจ้ากระดานที่ว่านี้ด้วยตาตัวเองเลยถ้าจะดีกว่า ถ้าคุยโทรศัพท์คงจะรู้เรื่องยากสำหรับธงชัย เมื่อไปถึงจึงได้ความว่าเหลืออีกคิวเดียวแล้วสัก 2-3 วันก็น่าจะได้ ผมไปตามอีกครั้งแต่หาตัวไม่พบจึงรอต่อไปจนครบสัปดาห์ ในระหว่างนั้นก็ไม่ได้วางใจนักเพราะได้รับการผลัดผ่อนมาหลายเที่ยวแล้ว ตาเสมก็เตรียมรถไถนารอบใหม่อีกครั้ง ผมรีบจับจอบไปขุดทำแนวดินกั้นยาวประมาณ 60 เมตร ก่อนที่จะมีการปล่อยน้ำลงนา ไม่ให้น้ำท่วมมาลงจุดที่จะขุด ถึงแม้ว่าอาจจะทำไปโดยเปล่าประโยชน์และใช้การไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่านั่งรอโชคชะตาที่ต้องรอคนอื่นกำหนด<br />
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 10 May 2007 02:44 203.113.33.11]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 69 ประวัติ(ไม่)ย่อที่ดินของนำทาง ตอน `แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง`
<br />
ระหว่างนี้มีเรื่องแทรกที่เพิ่งนึกขึ้นได้ เรื่องมีอยู่ว่าระหว่างที่รอเกี่ยวข้าวรอบสองนั้น ตาเสมมีการไปพูดเรื่องที่ดินกับคนข้างบ้านประมาณว่า "ถ้าป้ามันไม่มาพูดเอง กูไม่ให้มันร้อก" โอ้โฮ ดูสิ่งที่เราได้รับจากชาวนารายนี้ ในขณะที่เราออกจากเกรงใจเค้าหนักหนา แต่สิ่งที่เค้าให้กับเรามันทำเอาเสียความรู้สึกชะมัด<br />
<br />
ส่วนอีกเรื่องคือในระหว่างที่ขุดไปได้สักพักนั้นพอดีว่าตัวผมไม่อยู่ในเหตุการณ์มีชาวบ้าน มีชื่อเรียกว่า "ตาพร" เข้ามาบอกกับทางคนขับรถขุดว่าให้ขุดถอยร่นเข้า 1 วาจากคันนา (เป็นคันนาร่วมกันระหว่างของเรากับของเขาคือแบ่งเนื้อที่กันคนละครึ่งแล้วสร้างแนวดินกั้น) ด้วยกลัวว่าดินจะตกลงไปในนาของแกหรืออย่างไรไม่รู้แกจัดแจงเอาไม้มาปักถอยร่นให้ในที่ดินส่วนของเราให้เองเลยว่าให้ขุดตามแนวนี้นะ พอผมไปดูบ่อน้ำของแกที่ขุดไว้ลักษณะเดียวกันกลับไม่ยักกะถอยร่นออกไปแม้แต่คืบเดียว ทางพี่คนขับรถขุดจึงต้องหยุดรถไม่ทำต่อรอจนกว่าเราจะว่าอย่างไร ทางพี่คนขุดเค้าก็พูดให้ฟังประมาณว่า "เรื่องที่ เรื่องดินน่ะไม่ได้ร้อก ดินตกไปก้อนนึงมันจะตีกันตาย" คิดว่าที่ดินหายไปคืบนึงมันคงจะฆ่ากันตายห่า ตัวผมไม่รู้ว่าจะโกรธหรือสงสารในมนุษย์ดีที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของโลกใบนี้ และก็คงคิดกันไปแล้วจริงๆ ว่าอันผืนดินตรงนั้นตรงนี้มันของๆข้า ทั้งที่จริงๆแล้วผืนดินเหล่านั้นเป็นของพระแม่ธรณีตะหาก ไม่ใช่ของที่มนุษย์จะมาจับจองเป็นเจ้าของ มนุษย์เป็นเพียงแค่ผู้อาศัยเท่านั้น<br />
<br />
ทีนี้จากคำบอกเล่าของป้าบอกว่าตาพรน่ะมันเดินมาหา "อี ทนาย" เป็นสมญานามที่ป้าใช้เรียก "ยายไร" ผู้ที่ปลูกบ้านพร้อมสวนเข้ามาในที่นาของบ้านเราถึงครึ่งนึง แต่ทางเราก็ไม่ได้ติดใจเอาอะไรให้มากความ สมญาที่ป้าเรียกนั้นมาจากว่าบ้านนี้กิตติศัพท์ร่ำรือชอบหาเรื่องคนให้ขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อหวังเงินค่าปรับ ป้าเคยเตือนให้ฟังอยู่ว่าถ้าได้ยินเสียงกรีดร้อง โหยหวน จะเป็นจะตายขึ้นมาอย่าได้เข้าไปยุ่งหรือหวังดีเข้าไปเชียวมันจะแจ้งจับข้อหาบุกรุกทันที แล้วการที่ตาพร เข้ามาที่บ้านนี้ผมพอจะอนุมานได้ว่าคงจะมาปรึกษาว่าจะหาทางเอาเปรียบหรือหาเรื่องเราเอาจากวิธีใดได้บ้างจากเรื่องนี้<br />
<br />
ยังมีอีกคือที่นาฝั่งตรงข้ามที่เราขุดตรงนั้นเป็นที่ของวัด มีคนเช่าทำนาอยู่ตอนที่บ้านป้ายังไม่มีถนนให้รถเข้าได้จะมาขอแบ่งที่คนละครึ่งเพื่อทำถนนให้รถวิ่งเข้าบ้านได้สะดวก ทางโน้นไม่ยอมให้แบ่งด้วยส่วนของถนนเข้าบ้านจึงใช้ส่วนของที่ดินของเราเองทั้งหมด ดังนั้นรอบที่ดินที่เราขุดและเป็นที่ตั้งของ Numthang.Org จึงล้อมรอบไปด้วยชาวนาชาวบ้านที่กล่าวถึงเหล่านี้ทั้งสิ้น<br />
<br />
ฉะนั้นวันนี้จึงขอเก็บคำว่าชาวบ้านผู้ใสซื่อบริสุทธิ์และแตะต้องไม่ได้ออกไปก่อน ได้แต่หวังว่าชาวบ้านเจ้าปัญหาที่ผมพบเจอจะเป็นคนกลุ่มน้อย (แต่พอดีบังเอิญพร้อมใจกันมารายรอบ) เหมือนๆ กับสังคมทั่วไป ถ้าถึงเวลาเราไปอยู่บริเวณนั้นจริงๆ จะเจออะไรตามมาอีกก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะชาวบ้านรอบๆ บริเวณที่เราอยู่นั้นล้วนเป็นสัตว์เศรษฐกิจแทบทั้งสิ้น
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 10 Sep 2011 10:57 203.152.3.199]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 70 วันนี้, มีที่ว่างสำหรับคุณและผมหรือเปล่า?
<br />
ถ้าอย่างนั้น, ผมสรุปว่าเขาอยู่กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใช่ไหม?<br />
<br />
เขารีบแย้งว่า “มิ ใช่, ผมก็ไม่ใช่สมาชิกของพันธมิตร เพราะเขาไม่ได้ตอบคำถามผมว่าพวกเขายืนอยู่ข้างไหนกันแน่.. .และดูเหมือนเขาจะตั้งตัวเป็นกลุ่มพลังของสังคมที่คนอื่นต้องฟังเขาว่าใครควรจะได้ ตำแหน่งอะไร.. .ผมไม่คิดว่ากลุ่มกดดันสังคมควรจะวางตัวเองให้มีอำนาจเหมือนปกครองประเทศ ...”<br />
<br />
หรือเขาเป็นพวก PTV?<br />
<br />
เพื่อนผมรีบร้องยี้, บอกว่านั่นยิ่งแล้วใหญ่<br />
<br />
“พวกเขามีจุดยืนเดียวกับทักษิณ, เชียร์ทักษิณแต่ปากบอกว่าไม่เกี่ยวกับทักษิณ...พวกเขานึกว่าผมกินแกลบ...”<br />
<br />
ผมบอกว่าเขาก็คงจะต้องไปเป็นพวกเดียวกับกลุ่มวันเสาร์, หรือกลุ่มต่อต้าน ๑๙ กันยายน หรือกลุ่มที่เรียกตัวเองในลักษณะนั้น<br />
<br />
เพื่อนคนนี้บอกว่า เขาลองไปยืนฟังกลุ่มเหล่านี้ที่สนามหลวงแล้ว, ยังไม่รู้ว่าทางเลือกของประเทศชาติสำหรับคนกลุ่มนี้คืออะไร...ฟังแล้ว, ยังงง ๆ อยู่...จึงไม่อาจจะเข้าเป็นพวกได้เช่นกัน<br />
<br />
ผมบอกเขาว่าอีกทางเลือกหนึ่งก็คือไปร่วมกับกลุ่มอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ที่ต่อต้านการปฏิวัติ, ต่อต้านทักษิณ, และต่อต้านทุนนิยม<br />
เพื่อนผมบอกว่า “ผมยังอ่านตำราคาร์ล มาร์กส์ไม่จบเล่ม....ต้องขอศึกษาให้รอบคอบมากกว่านี้เสียก่อน”<br />
<br />
ผมบอก เขาว่าที่เอ่ยมานี่ก็หมดกลุ่มที่เขาจะสังกัดได้แล้ว สังคมไทยไม่มีทางเลือกให้เขาเลยหรือนี่? เขาจู้จี้เกินไปหรือเปล่า? เขามีเงื่อนไขในเรื่องความคิดทางการเมืองมากไปหรือไม่?<br />
<br />
เพื่อนผมพูดด้วยสีหน้าเฉยเมยและแสนซื่อว่า<br />
<br />
“เปล่ าเลย, ผมถามคนรอบ ๆ ข้างผม, เพื่อนร่วมงานผม, ญาติพี่น้องผม, อาจารย์ทั้งเก่าทั้งใหม่ของผม, และคุณด้วย...ส่วนใหญ่เป็นอย่างผมนะครับ.. .เพียงแต่เขาจะกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยหรือเปล่าเท่านั้นเอง....”<br />
<br />
ผมจึงนัดเขาคุยเรื่องจตุคามรามเทพ<br />
<br />
<strong>ผมอ่านแล้วชอบใจ </strong>ที่มา <a target="_blank" href="http://www.oknation.net/blog/black/2007/05/14/entry-4">blog ของคุณ สุทธิชัย หยุ่น</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 15 May 2007 06:09 203.152.3.237]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 71 Death Note: ธรรมนูญของปีศาจ ตอนที่ 1
<br />
แถมยังมึนกับลายเส้นต่อสู้กันแบบมึนๆ มีส่วนที่อ่านแล้วน่าสนใจอยู่ตรงจุดเดียวก็ตรงส่วนของเนื้อหาที่มีการเผาทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่โอฮารา ที่ฝ่ายรัฐบาลโลก พยายามจะลบมันออกไป เพราะอาจจะสาวถึงที่มาของอำนาจของตัวเอง แล้วจะมีการถ่วงดุลอำนาจใหม่ เนื้อหาเหล่านี้สะท้อนความเป็นไปของโลกปัจจุบันได้ดีทีเดียว สนุกอยู่จุดเดียวว่ะ แต่เจอฉากแบบ dragon ball เลยไม่ค่อยปิ๊งแล้ว ส่วนตอนนี้มี pluto มาวางไว้แล้ว เห็นลายเส้นแล้วรู้ได้เลยว่าต้องยอด<br />
<br />
แต่ตอนนี้มาปิ๊งเรื่องใหม่แทน Death Note แค่พล๊อตเรื่องก็ชวนอ่านแล้ว พอได้อ่านยิ่งอ่านยิ่ง โอ้ว ยอดจริงๆ นี่มันเนื้อหาสุดคลาสสิคแบบ The lord of the ring เลย แต่ออกจะติดรำคาญเนื้อหาประเภทเด็กหนุ่มอัจฉริยะแล้วว่ะ เบื่อตัวเอกแบบนี้แล้ว จำพวกอัจฉริยะหน้าตาดี แถมรอบนี้ดันโผล่มาถึง 2 คนอีกระหว่าง L กับ คิระ แต่ช่างมันเอาเนื้อหาก่อน<br />
<br />
เรื่องราวมีอยู่ว่ายมทูตตนหนึ่งนามว่า ลุค ตั้งใจทำสมุดโน๊ตเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Death Note ตกไปยังมนุษย์โลก เพื่อให้มนุษย์เก็บเอาไปใช้งานแล้วตัวเองก็คอยดูอย่างสนุกสนาน สมุดโน๊ตเล่มนี้ ถ้าได้มีการบันทึกชื่อของใครแล้วคนนั้นจะต้องตาย ด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ ตามแต่คนที่เป็นเจ้าของจะเขียนลงไป<br />
<br />
ทีนี้คนที่เก็บได้และเป็นเจ้าของมันเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะนามแฝงในเรื่องคือ "คิระ" ผู้ที่เรียนเก่งเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เมื่อคิระได้ทดลองใช้เจ้าสมุด เล่มนี้ดูแล้วจึงคิดว่าจะทำความสะอาดโลกนี้ให้เป็นโลกอุดมคติที่เหลือเฉพาะคนดีๆ ที่ถูกเลือกแล้วโดยตัวคิระเอง โดยวางตัวเองเป็นพระเจ้า ผู้คัดสรรคนดี และปราบปรามคนชั่ว (ในสายตาของคิระ)<br />
<br />
แน่นอนสิ่งที่คิระทำเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจใครหลายๆ คน เพราะพวกคนชั่วสำหรับคนเหล่านี้ก็ประมาณว่า "ตายซะได้ก็ดี" แต่สำหรับบางคนแล้ว นี่เป็นการกระทำของ "ฆาตกร" !!!!<br />
<br />
<strong>ของเก่าเก็บแต่อยากลงไว้ เขียนเมื่อ 11 พ.ย. 2006</strong><br />
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 21 Jul 2009 03:17 203.152.3.115]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 72 กระทะเคลือบกับตะหลิวไนลอน
<br />
เอาหล่ะหลังจากกระทะเคลือบแล้วมันก็ต้องใช้ตะหลิวไม้หรือไนลอน ก็ไปดูปรากฏว่ามีแต่แบบไนลอนอันละ 50 บาท ใจจริงอยากได้แบบไม้มากกว่า พลาสติกแค่คิดยังไงมันก็ไม่น่าใช้เท่าไหร่ ก็เลยต้องหยิบมาอันนึงมันเขียนด้านหลังว่า "ไม่ควรแช่ทิ้งไว้ในน้ำมันที่ร้อนจัด และสามารถทนความร้อนได้ถึง 120 องศา สำหรับผัดหรือตักอาหาร" เออ ช่างมันเถอะไหนๆ มันทำมาขายแล้วคงใช้ได้แหละน่าไม่ได้เอาไปใช้ทอดก็พอใช่ไหม<br />
<br />
กลับมาลองใช้งานทันที ทำผัดบร๊อคโคลี่ ใส่หมู ใส่โปรตีนเกษตร เปิดไฟเบาๆ ทำตามปกติ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ตอนเอาไปล้างถึงได้เห็นว่า ตรงกลางกระทะเป็นตุ่มๆ ขึ้นมา ไหม้ตรงกลาง เพราะหัวเตาเป็นแบบหัวฉีดตรงกลางจะแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งตะหลิวก็ออกอาการละลายตรงปลายตามรูป<br />
<br />
สุดเซ็ง ถ้าไม่ใช่เพราะเตาแบบหัวฉีดไฟแรงเกินไปก็ของคุณภาพห่วยจริงๆ เข็ดแล้ว กระทะ combo ถูกๆ กับตะหลิวพลาสติก จะร้องเรียนก็ไม่ได้เพราะมันก็ป้องกันตัวเองเอาไว้แล้วไม่ควรใช้กับไฟแรงหรือทนความร้อนได้ 120 องศา 555<br />
<br />
ที่เหลือคงเก็บเอาไว้ให้ลูกเล่นทำกับข้าวหรือเอาไปทำจานสัญญาณ wireless ส่วนอันใหญ่ก็เอาไว้ทำจานสัญญาณโทรทัศน์ เวรกำ<br />
<br />
<img width="500" height="375" src="/images/content/2007-05/f8bec09efdb0.jpg" alt="" />
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 20 Jan 2010 15:18 203.152.4.76]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 73 น้ำ(ตาล)ลด
<br />
ไปตรวจก่อนวันนัด 3 วัน เพราะว่าพอดีมีเหตุให้ไปกรุงเทพก่อน เลยเลื่อนตรวจซะเลย เดือนนี้น้ำหนักขึ้นมาโลเดียวเอง สงสัยเพราะพยายามงด กลัวน้ำตาลจะขึ้น น้ำหนักเลยไม่ค่อยกระเตื้อง แต่ก็ยังปกติดี ขนาดมดลูกก็ปกติ ก็แล้วไป วันนี้โดนสูบเลือดสูบเนื้อเอาเลือดไปตรวจ ไม่ชอบเจาะเลือดเลย เสียวจะตาย...ตอนเห็นเลือดมันไหลปรู๊ดๆขึ้นกระบอกสูบ สีแดงเข้มข้นๆ T T<br />
<br />
วันก่อนฝันว่าคลอดลูกแล้ว ในฝันก็งงๆว่าทำไมลูกออกมาแล้วหว่า เราเจ็บท้องตอนไหนหว่า แล้วทำไมจำไม่ได้เลยว่าเบ่งคลอดไปตอนไหนหว่า คิดแล้วงง แล้วก็คิดเอาเองว่าสงสัยเราคงสลบแล้วเลยโดนผ่าออก 555 แถมลูกคลอดก่อนกำหนดอีกแต่ตัวใหญ่มากกกกก อย่างกับขวบนึงได้ โห...ลูกเราตัวโต สมบูรณ์ แก้มป่อง น่ารักสุดๆ อิอิ สงสัยกินมากไปเลยฝันเป็นตุเป็นตะ แหม...อยากถึงวันคลอดเร็วๆจัง อยากเห็นแล้ววว อีกอย่างนะ แม่ปวดเอวมากลูกเอ๋ย แล้วแม่ก็อยากกินไรเต็มไปโม้ดดด ส้มตำปูเค็ม ยำปูดอง หอยนางรมสด ชีสเค้ก ชอคโกแลต บลาๆๆๆ ... ไปกินนมนอนกันดีกว่าเรา
ผู้โพสต์ : toon [Sat, 19 May 2007 16:29 203.152.4.27]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 74 Death Note: ธรรมนูญของปีศาจ ตอนที่ 2
<br />
<img width="400" height="300" src="/images/content/2007-05/e74da60b21df.jpg" alt="" /><br />
<br />
คิระเริ่มใช้ Death Note กับคนที่พยายามจะจับตัวเอง จากที่ต้องการจะทำให้ทุกอย่างมันดีด้วยเจตนาที่ดีนั้นเมื่อภัยร้ายมาถึงตัว ในที่สุดเจตนาดีเหล่านั้น ก็ได้กลับกลายเป็นร้ายไปเสีย<br />
<br />
เรื่องราวแบบนี้ ค่อนข้างจะคลาสสิกมากมาย อำนาจมักทำให้คนเสียคน อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้เสียคนได้อย่างสมบูรณ์ อำนาจที่ไร้การควบคุม นำไปสู่ความหายนะ ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยเสมอมาและเราก็จะรับความเจ็บปวดนั้นอยู่เป็นประจำ นั่นคือที่มาว่าทำไมคนเราจึงโหยหา ประชาธิปไตยกันนักหนา คนอย่าง คิระ เป็นสิ่งที่ใครหลายคนโหยหาในยุคปัจจุบัน การเป็นคนฉลาดเป็นที่ยอมรับในเบื้องหน้าอย่างการที่เป็นคนเรียนหนังสือเก่งอัน ดับหนึ่งของประเทศ ก็มักจะไพล่เลยคิดไปถึงว่าเค้าคนนั้นจะต้องเป็นคนดีด้วยตาม <br />
<br />
ถึงแม้ว่าเราจะโหยหาคนดีด้วยก็ตาม คนดีๆ ก็พร้อมที่จะเสียคนได้ถ้าไร้การตรวจสอบอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่มีอะไรฟรี คนเก่งมากก็อาจจะชั่วมาก คนชั่วน้อยก็อาจจะเก่งน้อย แน่นอนเพราะฉะนั้นแล้วอัศวินม้าขาวนั้นไม่มี ไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ลุกขึ้นมาทำเองซิวะ งอมืองอเท้าแล้วมันจะได้อะไรเล่า<br />
<br />
ส่งท้าย<br />
จากที่ดูๆ แล้ว ตอนแรกก็นึกว่าจะมีบทบัญญัติ แค่ 2-3 ข้อ ตอนเริ่มเรื่อง วิธีการใช้ Death Note แต่พออ่านไปอ่านมา มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ กลายเป็นความสนุกที่ได้อ่านบทบัญญัติเหล่านั้นท้ายตอน เหมือนกับเป็นธรรมนูญของโลกยมทูตเอง แต่พออ่านไปอ่านมา เหมือนเจตนาจะทำมาให้มนุษย์ได้ร่วมใช้งานได้ด้วยเลยว่ะ เหอ เหอ<br />
<br />
ส่วนอีกตอนที่ลุคตัดสินใจส่ง Death Note มายังลงมนุษย์ เนื่องด้วยเพราะเห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และน่าจะนำมาซึ่งความหรรษา ในสายตาของลุคที่เฝ้ามองด้วยความสนุกสนาน อ่านแล้วก็ได้แต่นึกยิ้ม เพราะเคยพูดกับตัวเองอยู่เสมอว่า มนุษย์เรานี้นั้นมันช่าง Variety ดีนักแหละ การ์ตูนยอดๆ แบบนี้หวังว่าคงได้เขียนถึงอีกอย่างแน่นอน ที่บ้านเพิ่งมีแค่ 2 เล่มเอง เมื่อไรจะมาอีกน้อ<br />
<br />
<br />
<br />
เขียนเมื่อ 16 พ.ย. 2006
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 03 Jul 2009 09:12 203.152.4.2]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 75 Death Note เป็นภาพยนตร์
<br />
จริงๆ เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกว่า หนังไม่ได้ทำเลียนแบบการ์ตูน หนังแค่เอาพล๊อตมาทำใหม่บางส่วนแล้วก็แต่งแต้มไปมั่วๆ จริงๆ ก็เหมือนกับคนละ Version แหละ ถ้าอยากดูหนังให้สนุกต้องตัดการเปรียบเทียบกับหนังสือออกไปก่อน ความบันเทิงมันอยู่ที่เนื้อหาในหนังสือและส่วนเสริมคือการที่ได้เห็นตัวละครที่มันแข็งๆ ทื่อๆ หรือได้เห็นตัวละครในจินตนาการ มันออกมาขยับแข้งขยับขาได้ แค่นี้ก็น่าตื่นเต้นแล้ว<br />
<br />
ทุกวันนี้ยังตื่นเต้นกับการได้เห็นเด็กน้อย โบดแลร์ จากเรื่อง The Unfortunate Event ขยับเขยื้อนได้จริงๆ กับภาพสวยๆ งามๆ ที่เทคโนโลยีสมัยนี้ได้ทำขึ้น สมจริงมาก แค่นี้ก็สนุกแล้วเพราะส่วนของเนื้อหานั้นมันอยู่ในตัวหนังสือแล้ว ส่วนของภาพยนตร์ ทำให้มันขยับได้ก็เท่านั้นเอง จะขัดใจตรงเดียวคือ คนทำหนังไม่กล้าเอาตัวละครในจินตนาการเหล่านั้นจริงๆ มาทำ มากกว่า อย่าง Harry Potter และเฮอไมโอนี่ (เขียนถูกป่าว) ดันสร้างออกมาสวยหล่อ perfect แสนดี แถมเก่งอีกต่างหาก จะบอกว่าคนแบบนี้มันไม่มีหรอกนะ ตรงนี้แหละที่จะทำลายจินตนาการที่ผู้เขียนสร้างขึ้น แต่สำหรับ Death Note ตัวเอกทั้ง 2 คน ก็ perfect boy อยู่แล้วคงจะไม่ขัดใจเท่าไรนัก<br />
<br />
เขียนเมื่อ 17 พ.ย. 2006
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 23 May 2007 05:38 203.152.3.23]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 76 ความรู้สึกจากการเปลี่ยนแปลง
<p>ออฟฟิศเดิมอยู่แถววิภาวดี มีสองสำนักพิมพ์อยู่ในเครือของออฟฟิศนี้ ทำหนังสือเด็กเรียกห้องนี้ว่า ห้องบอกอ และอีกสำนักพิมพ์หนึ่งทำหนังสือผู้ใหญ่เรียกห้องนี้ว่า ห้องเวลาดี คือชื่อของสำนักพิมพ์ที่ฉันสังกัด ในตำแหน่งพิสูจน์อักษร ที่นี่ทุกคนทำงานไม่เร่งรีบ ช้าๆ อาจจะเห็นผลงานช้า ผลกำไรตอบแทนจากงานหนังสือมีไม่มาก แต่ 2 เดือน 2 สัปดาห์ที่อยู่ที่นี่ฉันก็มีความสุข มีที่นั่งกินข้าวริมหน้าต่าง นั่งมองดูใบไม้ไหว ใบไผ่เอน รับลมเย็นๆ ช่วงกลางวัน ก็จะมีเสียงหัวเราะจากเรื่องเล่าขำๆ</p>
<p>กลางเดือนพฤษภาคม สำนักพิมพ์เวลาดีถูกโอนมาอยู่กับอีกบริษัทหนึ่งซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน ฉันและคนอื่นๆ ในห้องต้องมาทำงานที่บางโพ มีบริษัทอยู่ที่นี่ 2 บริษัท คือโรงพิมพ์ พนักงานก็มีทั้งคนทำงานในโรงพิมพ์และพนักงานในออฟฟิศ อีกบริษัทหนึ่งในเครือเดียวกัน ที่เวลาดีย้ายมาอยู่ชั้นเดียวกับเขา เป็นบริษัทรับทำวารสารให้องค์กรต่างๆ รวมถึงรับออกแบบสิ่งพิมพ์ทุกอย่าง มันก็คือชั้นลอยที่สร้างลอยขึ้นมาเหนือโรงพิมพ์ ทำงานไปก็ได้ยินเสียงเครื่องพิมพ์เดินเครื่องและนั่งดมกลิ่นหมึกตลอดเวลา </p>
<p>ที่นี่คนทำงานโรงพิมพ์เขาเรียกตัวเองว่า เด็กโรงงาน ออฟฟิศกับโรงงานอยู่บริเวณเดียวกันแท้ๆ แต่เหมือนแยกกันเด็ดขาดเลย คนออฟฟิศก็รู้จักเฉพาะคนในออฟฟิศ ถ้าไม่มีงานเกี่ยวข้องกับโรงพิมพ์ก็แทบไม่รู้จักเด็กโรงพิมพ์ ตอนฉันมาทำงานวันแรก ถามหาห้องน้ำ คนขับรถของบริษัทบอกว่า ห้องน้ำออฟฟิศอยู่ด้านใน ถึงบางอ้อว่า ห้องน้ำของคนโรงงานแยกอีกต่างหาก เพิ่งเคยทำงานที่มีออฟฟิศอยู่ในโรงงาน ก็เลยเขียนถึง เพราะไม่รู้ว่าโรงงานอื่นเป็นแบบนี้หรือเปล่า แบบว่าอยู่ที่เดียวกันแต่ทำไม...ต่างกันจัง</p>
<p>ที่ชั้นลอยที่ลอยอยู่เหนือแท่นพิมพ์นั้น เป็นห้องแคบๆ ไม่มีโอกาสได้สูดดมอากาศบริสุทธิ์ ไม่เห็นสีเขียวของใบไม้ เห็นแต่แท่นพิมพ์ ฝนตก แดดออก ฟ้าร้องฟ้าผ่าแทบไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวหรอก เพราะเหตุนี้หรือเปล่า ชั้นลอยถึงเปิดแอร์ตลอดเวลา ตอนอยู่ออฟฟิศเดิม เรามีนโยบายประหยัดพลังงาน เปิดแอร์ในช่วงเวลางาน 8.30 น. ถ้าใครมาก่อนเวลาก็ทนร้อนไปก่อน ยกเว้นร้อนมากๆ ก็อนุโลม ตอนกลางวันปิดแอร์ ปิดไฟ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน เพราะเรามานั่งคุยกันข้างนอก พักก็คือพัก เริ่มงานตรงเวลาไฟฟ้าจึงจะเริ่มทำงาน มาอยู่ที่นี่ห้องของพวกเราก็ปิดแอร์ ปิดไฟ ตอนกลางวัน ร้อนหรืออึดอัดมากก็ไปรับแอร์ในห้องของอีกบริษัทหนึ่ง</p>
<p>"ทำไมที่นี่เขาไม่ปิดแอร์กันเลย" ฉันถาม</p>
<p>"เขามีปัญญาจ่าย กำไรของบริษัทเรา 10 ปี ยังไม่เท่ากำไรของที่นี่ 1 ปีด้วยซ้ำมั้ง" เพื่อนฉันตอบคำถาม</p>
<p>"มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเค้ามีเงินจ่ายหรือเปล่า มันอยู่ที่ว่า ไฟที่เค้าใช้อยู่นี่ มันเป็นทรัพยากรของโลกนะ" ฉันค้าน</p>
<p>เขาจึงเปลี่ยนประเด็นว่า "ก็เครื่องแมคราคาหลายแสนเกือบ 20 เครื่อง ถ้ามันร้อนแล้วเสียหายขึ้นมา มันเสียหายกว่าที่แกมาประหยัดไฟแค่ 1 ชั่วโมงนะ ก็เห็นอยู่ว่าห้องนี้อับจะตาย"</p>
<p>เหรอ...ฉันไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก เพียงแต่คิดว่าปิดแอร์เพียงครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง (แต่ละคนเขาก็ใช้เวลากินข้าวเพียงแค่นี้ ก็ขึ้นมาหย่อนก้นที่ห้องแล้ว) คงไม่ทำให้เครื่องแมคอินทอชราคาหลายแสนตายห่าไปหรอกมั้ง และที่สำคัญเขาไม่ปิดไฟกันด้วยนี่นะสิ ก็เพราะปิดแล้วก็มองไม่เห็น แสงจากธรรมชาติส่องมาไม่ถึง แต่ไม่ได้เปิดทุกดวงเหมือนช่วงเวลาทำงานก็ได้ ปิดๆ ไปบ้าง มันก็ช่วยประหยัดได้เยอะอยู่...ว่าไหม</p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Tue, 21 Jul 2009 03:17 202.57.179.202]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 77 รณรงค์เลิกสนับสนุนสินค้า `แอบบ็อต` (Abbott)
<br />
เมื่อวันที่ 23 พ.ค.คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ ออกแถลงการณ์ สนับสนุนการใช้มาตรการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ หรือ CL ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข<br />
<br />
หลังจากประชุมหารือร่วมกันของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเอดส์ในประเทศไทยจำนวน 155 องค์กร และเครือข่ายการทำงานเอดส์ 18 เครือข่าย คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ได้ออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนการใช้มาตรการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐหรือซีแอล ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)<br />
<br />
เหตุผลของการแถลงการระบุว่า การทำซีแอลจะช่วยให้ผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยโรคอื่นๆ เข้าถึงยาได้มากขึ้น ถือเป็นการดำเนินการด้านมนุษยธรรม เป็นการแก้ไขปัญหาของประเทศและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์<br />
<br />
ทั้งนี้ กพอ.จะดำเนินการสนับสนุนใน 7 มาตรการ ได้แก่ <br />
1. จะดำเนินการสร้างความเข้าใจเรื่องซีแอลในพื้นที่ชุมชนต่างๆทั่วประทศ ผ่านเครือข่าย 18 เครือข่ายของกพอ.<br />
2. กพอ. จะร่วมกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทยและพันธมิตร จัดทำเอกสารเรื่องซีแอลที่เข้าใจง่าย เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น รวมทั้ง จะมีการพัฒนาและเปิดเว็บไซต์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องซีแอล<br />
3. จัดเวทีเรื่องซีแอลในงานสัมมนาเอดส์แห่งชาติครั้งที่ 11 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคมนี้ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2,000-3,000 คน<br />
4. ขอให้รัฐบาลเดินหน้าทำซีแอลกับยาตัวอื่นๆ ที่จำเป็นต่อไป รวมทั้ง เดินหน้าร่วมมือกับมูลนิธิคลินตัน จัดซื้อยาราคาถูกให้กับผู้ป่วยเอดส์<br />
5. เรียกร้องและเชิญชวนให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลในการทำซีแอล เพราะเชื่อว่าสมาชิกทุกครอบครัวเคยเจ็บป่วยและได้รับการรักษาด้วยยาที่มีราคาแพง<strong><br />
6. สนับสนุนให้ร่วมเลิกซื้อเลิกใช้สินค้าของบริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด ที่ถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่ในประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้รัฐบาลไทยที่ประกาศใช้ซีแอล ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรม และรัฐบาลต้องไม่ยอมรับข้อเสนอของบริษัท แอ็บบอตฯที่บอกว่าจะขายยาให้ในราคาถูกเพื่อแลกกับการยกเลิกการทำซีแอล</strong><br />
7. เรียกร้องให้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการประกาศใช้มาตรการซีแอล เนื่องจากเป็นนโยบายต่างประเทศที่อยู่บนผลประโยชน์ของประเทศ<br />
<br />
สุภัทรา นาคะผิว ประธานกพอ.กล่าวว่า "การต่อต้าน สินค้าของแอ็บบอตจะดำเนินการขยายกลุ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าบริษัทจะมีสำนึกว่าต้องทำอะไร อย่างเช่น การกลับมาขึ้นทะเบียนยาในไทย หรือ ไม่ทำธุรกิจจนขาดมุมมองด้านการเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ เครือข่ายผู้ทำงานด้านเอดส์กำลังศึกษาว่า สธ.ควรทำซีแอลกับยาเอดส์ตัวใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เช่น ยามีราคาแพง และมีแนวโน้มไม่ลดราคาแม้จะมีการเจรจาแล้วก็ตาม โดยไม่ได้มุ่งจะทำซีแอลกับยาทุกตัว จนไม่ดูปัจจัยอื่นๆ ซึ่งนอกจากยาโรคเอดส์แล้ว จะมีการศึกษายารักษาโรคอื่นๆ ที่มีความจำเป็นด้วย"<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8176&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai" target="_blank">ประชาไท</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 24 Oct 2009 21:19 203.113.80.16]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 78 กฏหมายไม่ได้ห้าม
<br />
เอ่อ อ่า อึ้งว่ะ แต่สักพักก็ขำได้ ห่า แล้วมันจะสั่งให้ยุบไปทำหอกอะไรวะ โอ๊ย โคตรตลกพวกเอ็งชิบเป๋งเลย แล้วยังงี้กฏหมายมันจะมีไว้ทำอะไร ถ้าต่อมสำนึกไม่ทำงานแบบนี้ ก็ไม่ต้องมีมันไปเลย เพราะกฏหมายต่อให้ออกมายังไงก็ใช้การไม่ได้อยู่แล้ว ก็ได้แต่ปะผุมันไปเรื่อยๆ ก็มีช่องโหว่อยู่ตลอด สังคมมันต้องควบคุมด้วยสังคมเองเท่านั้นจึงจะเหมาะสม ไม่ใช่ตัวบทกฏหมาย
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 25 May 2007 13:56 203.152.4.151]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 79 ประวัติ(ไม่)ย่อที่ดินของนำทาง ตอน `ประสบการณ์รถขุด`
<br />
ค่าจ้างรถ backhoe ที่นี่เค้าคิดชั่วโมงละ 900 บาท นับเฉพาะเวลาที่เครื่องยนต์ติด ดับเครื่องเมื่อไรก็หยุดคิด ทางคนขับจะเป็นคนจดเอง ทางเราก็เฝ้าจดดูด้วยก็ได้ว่าเวลาที่เค้าจดนั้นถูกต้องหรือไม่<br />
<br />
<img width="503" height="420" src="/images/content/2007-05/0c993433e363.jpg" alt="" /><br />
<br />
<center><strong>รูปที่ 1</strong></center><br />
หลังจากได้ที่มา 4 ไร่ ด้วยความง่ายไม่ต้องคิดอะไรมากแบบแรก รูปที่ 1 จึงออกมาดูง่ายๆ (แต่ทำยาก) ในรูปแบบนี้คือขุดบ่อ 2 ไร่เพื่อนำดินมาถมอีก 2 ไร่ ในการติดต่อกับอีกที่หนึ่งที่เบี้ยวเราไป บอกถึงความยากลำบากในการขุดแบบนี้ คือ รถขุดจะต้องตักดินต่อไปเรื่อยๆ จนสุดเป็นระยะทางไกลทำให้เสียเวลามากคือประมาณ 2 ไร่ กว่าจะไปสุดก็เกือบ 80 เมตร<br />
<br />
<img width="503" height="420" alt="" src="/images/content/2007-05/b1057726faa9.jpg" /><br />
<br />
<center><strong>รูปที่ 2</strong></center><br />
เค้าจึงแนะนำแปลนใหม่ที่คนเค้าจะขุดกันคือ แบบรูปที่ 2 คือขุดบ่อ 2 บ่อ บ่อด้านล่างก็เอาดินมาลงที่ดิน ส่วนบ่อเล็กๆ ที่เป็นติ่งอยู่ เป็นบ่อน้ำใช้ให้ขุดลงไปลึกมากๆ มาถมจนกว่าจะได้ที่ดินตามความสูงที่ต้องการ จะง่ายกว่าคือรถไม่ต้องตักถ่ายเคลื่อนตัวมากๆ ก็ตกลงตามนี้ แต่สุดท้ายคือ อย่างที่บอกมันเบี้ยวไปแล้วจึงเอาแบบแปลนนี้มาบอกกับคนขับจ้าวเดิมที่ติดต่อไว้<br />
<br />
<img width="503" height="420" src="/images/content/2007-05/bab2c8d8d11f.jpg" alt="" /><br />
<center><strong><br />
รูปที่ 3</strong></center><br />
<br />
ก่อนอื่นผมให้รถไปขุดดินทำแนวกั้นนาไว้ก่อน เพราะอีกฝั่งเค้าจะได้ทำนาได้ ระหว่างนั้นลุงชีพเข้ามาพอดีจัดแจงเปลี่ยนแปลนให้เราซะใหม่หมดอีกรอบโดยบอกว่าแบบนั้นเสียเนื้อที่ให้ขุดเป็นบ่อใหญ่ไปเลย แล้วให้มาทำด้านในอย่าไปติดถนนด้านนอก เดี๋ยวคนเค้ามาเอาปลาหมด แล้วให้ทำแนวร่องน้ำยาวไปจนติดถนน คุยกันกับคนขับรถแบบว่างั้นงี้ เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องก็ปล่อยเลยตามเลย ปล่อยให้คนชำนาญเค้าคุยกัน แปลนตัวใหม่จึงออกมาลักษณะอย่างรูปที่ 3<br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/108b7c228b5d.jpg" alt="" /><br />
<br />
<center><strong>รูปที่ 4</strong></center><br />
ต่อมาหลังจากขุดไปได้ซักพัก เห็นว่ามีการทำแนวดินต่อกันจนมิดไม่ได้เปิดเป็นร่องน้ำตามที่คุยกันไว้ เราสงสัยแต่ก็เอาไว้คุยกันตอนพัก ปรากฏว่าตอนคุยกันตกลงเหมือนจะเข้าใจ แต่เค้าไม่เข้าใจแปลนเลยออกมาเป็นแบบรูปที่ 4 ขุดไปขุดมาผ่านไป 2 วันยังไม่เห็นทีท่าว่าจะเสร็จเลยเพราะว่าต้องพาดินมาไกลมากสองสามรอบกว่าจะมาถึงได้ดูจากลูกศรสีแดงจะเห็นว่ายาวมาก<br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/0ede3f9a96c6.jpg" alt="" /><br />
<center><strong><br />
รูปที่ 5</strong></center><br />
เห็นท่าไม่ดี ขืนทำแบบนี้หมดตัวแหงๆ จึงกลับมาปรึกษากับตูนอีกที หาวิธีไม่ให้ใช้เวลานานจนเกินไป ถ้าต้องการดินที่ใกล้ที่สุดและไม่ต้องเดินทางมากก็ขุดให้เป็นเกาะกลางน้ำไปเลยคือเอาดินจากรอบๆ ขุดลงไปเอาขึ้นมาจนกว่าจะเต็ม จากไอเดียของตูนจึงออกมาได้ดังรูปที่ 5<br />
<br />
พอเอาแปลนนี้คุยกับทางคนขับเค้าก็ส่องๆ อยู่นาน บอกว่าแบบนี้มันจะกะดินยากแล้วมันจะน่าเกลียดด้วยคือจากที่ขุดไว้ความสูงมันจะระดับหนึ่งแต่ถ้าจะให้ได้เกาะกลางสูงขึ้นมามันต้องใช้ดินเยอะ ฉะนั้นรอบๆ เกาะมันจะลึกมากทำให้พื้นบ่อจะมีหลายระดับสูงๆ ต่ำๆ ดูน่าเกลียด แต่เราก็คิดในใจว่าพอน้ำเต็มมันก็ดูไม่ออกอยู่แล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา ผมจึงบอกกับทางคนขับว่าขุดไปเลยไม่ต้องห่วงความสวยงาม พิกล พิการ แบบนี้ผมชอบ ตรงไหนดินไม่พอก็ขุดตรงนั้นมันขึ้นมาเลยไม่ต้องเกรงใจ ผมไม่คิดมาก เอาเร็วที่สุดเดี๋ยวผมไม่มีปัญญาจ่าย<br />
<br />
งานนี้จึงได้ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ได้เห็นการทำงานของรถขุดข้อจำกัดของมันและสามารถกะระยะเวลาได้ในการเรียกใช้งานครั้งต่อไป ตักอย่างไรให้เร็วที่สุด อันที่จริงแล้วนอกจากรถขุดแล้วยังมีรถดันอีกตัวหนึ่งแต่ขณะที่ทำนี้ดินเปียกรถดันไม่ได้ ทำให้เราขาดประสบการณ์เกี่ยวกับรถดันไป<br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/639c1a7d4b6c.jpg" alt="" /><br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/0cc27584135d.jpg" alt="" /><br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/9037efb5b1ca.jpg" alt="" /><br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/8d4eb87caab9.jpg" alt="" /><br />
<br />
<img src="/images/content/2007-05/830b9d95b397.jpg" alt="" /><br />
<br />
<center><strong>รูปที่ 6</strong></center><br />
<br />
ภาพสุดท้ายที่ถ่ายยังไงก็มองไม่หมดต้องถ่ายจากบนท้องฟ้าเท่านั้น<br />
<br />
สรุป ดินบริเวณบ้านถมสูงกว่าพื้นนาประมาณเมตรกว่าๆ ส่วนที่ลึกที่สุดก็น่าจะลึกประมาณ 2-3 เมตรเลยทีเดียว ทำสระโดดเล็กๆ ได้สบาย ใช้เวลาทำไปทั้งหมด 24 ชม. ซึ่งจากที่คาดไว้ไม่น่าจะต่ำกว่า 30 ชม. เป็นแน่ ทำให้งานนี้จ่ายน้อยกว่าที่คาดไว้คือ 21,600 บาท ก็สบายใจจะได้ยังพอมีเงินเหลือไว้ทำบ้านต่อ <br />
<br />
* 1 ไร่ = 4 งาน = 1600 ตารางเมตร
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 26 Feb 2009 09:37 203.152.4.186]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 80 เป้าหมายในชีวิต
<p>ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกว่าอุณหภูมิในจิตใจร้อนเพิ่มมากผิดปกติ คงจะร้อนตามอุณหภูมิของอากาศที่ร้อนโคตรๆ รู้สึกแย่มากๆ ทั้งๆ ที่เคยมั่นใจว่าตนเองสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในใจได้แล้ว หลังจากไปสงบจิตสงบใจกับธรรมชาติมาแล้ว แต่พอมาเจอสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ นิสัยแย่ๆ หน้าบูดบึ้งแบบเมกลับมาอีกแล้ว</p>
<p>ตอนเข้ามาทำงานใหม่ๆ เจ๊เจ้าของห้องเช่าบอกว่า "สีหน้าของเนตรดูมีความสุขนะ คงจะสนุกกับงาน ตอนเนตรเคยอยู่ที่นี่เมื่อปีก่อน น่ากลัวมาก เจ๊ยังกลัวเลย" แต่ตอนนี้เจ๊คงสังเกตเห็นสีหน้า เลยไม่ค่อยคุยเหมือนเมื่อก่อน หวังว่าเจ๊คงไม่รู้สึกแบบเมื่อปีที่แล้วนะ</p>
<p>เมื่อวานเป็นวันแรกที่รู้สึกว่าใจหลุดอีกแล้ว หน้าบึ้งทั้งวัน น้องที่ทำงานยังไม่ค่อยกล้ามาคุย ตอนกลางวันไม่ได้หิ้วปิ่นโตเพราะนัดกับน้องๆ ดิบดีว่าจะกินข้าวข้างนอก แต่พอช่วงเช้าอารมณ์เริ่มขุ่นมัว แบบไม่มีสาเหตุด้วยนะ อารมณ์แปรปรวนแบบเดิมที่เคยเป็น กลับมาอีกแล้ว จึงปฏิเสธด้วยหน้าตาบูดบึ้ง น้ำเสียงแข็งทีเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรทำให้รู้สึกว่าต้องทำหน้าและเปล่งน้ำเสียงแบบนั้น พูดเสร็จก็ทำท่าไม่สนใจเหมือนน้องๆ ไร้ตัวตน แย่มากๆ เลย</p>
<p>วันนี้เลยตั้งใจว่าจะสงบสติอารมณ์ ไม่ให้ปัจจัยทั้งภายนอก (คือความวุ่นวายจากการทำงานหรือเห็นคนในที่ทำงานเยอะๆ หรือสิ่งใดๆ ที่เราคิดว่าบ้าบอทั้งพฤติกรรมของคนหรืออะไรบ้าๆ ขององค์กร) และต้องควบคุมปัจจัยภายในจิตใจของตนเอง ให้กลับมาเป็นคนสงบ ใจเย็น เหมือนที่เคยทำได้ เพราะการปรับเปลี่ยนตนเองก็ทำมาได้แล้วนี่ จะทำให้ได้อีกสักครั้งก็คงไม่ยาก นี่คือเป้าหมายแรก จงสงบๆๆๆ</p>
<p>ส่วนอีกเป้าหมายคือ ต้องการเก็บเงินให้ได้ตามเป้าที่จะไปสร้างบ้านที่บ้าน (ที่ดินมีแล้ว) กลับไปทำการเกษตรแบบจริงจังเสียที รวมถึงทำงานแทนพ่อกับแม่ด้วย เพราะตอนนี้พ่อไม่สบาย ผ่าตัดหลัง ทำงานไม่ได้แล้ว แม่ทำคนเดียวทั้งเลี้ยงวัว ทำนา ทำงานบ้าน ดูแลพ่อ (ตอนนี้กับพ่อและแม่เข้าใจกันดีแล้ว เหลือแค่เก็บเงินเพื่อจะกลับไปทำอะไรที่บ้านได้อย่างไม่ต้องกระเบียดกระเสียร) ตอนนี้เป้าหมายคือเงิน ถ้าเมื่อไหร่ที่เงินยังไม่ครบตามที่ตั้งไว้ ฉันก็คงจะไม่ลาออก ปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่พูดมาก็เป็นเรื่องรองไป ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ ป่านนี้คงไม่ได้ทำงานที่บริษัทนี้แล้วล่ะ</p>
<p>เขียนมาตั้งนาน ก็เป็นไปตามเป้าเหมือนกันนะนี่ อย่างน้อยสิ้นเดือนนี้ฉันก็ยังไม่ลาออก เดือนหน้าก็ยังทำงานที่นี่อยู่ต่อไป เหลืออีกเป้าหมายเดียว คือหน้าตาที่แย้มยิ้มอย่างคนมีสุข (เจ๊เค้าจะได้คุยด้วยเหมือนเดิม) และสงบสติอารมณ์ที่ร้อนๆ ให้กลับมาเย็นแบบเดิม แม้จะไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นใตตัวเองเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังคงเชื่อใจว่า ถ้าตั้งใจทำก็ต้องทำให้ได้</p>
<p> </p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Sat, 26 May 2007 10:54 124.120.144.40]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 81 Global Warming VS Global Cooling (ใครว่าโลกร้อน)
<br />
ว่ากันว่าทุก 100,000 ปีโดยประมาณโลกจะอุ่นขึ้นในช่วงที่เรียกว่า warm period เป็นระยะเวลาประมาณ 15,000 ปี ถึง 20,000 ปี และโลกเรา ณ เวลาปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 18,000 ปีหลังจากที่โลกอุ่นขึ้น ซึ่งเค้าเรียกช่วง 15,000 ปี ถึง 20,000 ปีนี้ว่าเป็นการหยุดพักร้อนก่อนจะจำศีลอีกครั้งหนึ่งและเวลาพักร้อนนี้กำลังจะหมดลงเพื่อกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง<br />
<br />
เหตุผลที่พวกเค้าคัดค้านและบอกว่าสิ่งใดเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนกันแน่ คือ<br />
<br />
<img width="432" height="220" src="/images/content/2007-05/aa8a936a40ba.gif" alt="" /><br />
<br />
1. มนุษย์ไม่ได้เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อย่างเช่น จากรูปในยุคหนึ่งซึ่งเป็นยุคที่ร้อนที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 7,500 - 4,000 ปีก่อนที่ยุคอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นเสียอีก<br />
<br />
<img width="500" height="243" src="/images/content/2007-05/64b311974214.gif" alt="" /><br />
<br />
2. ปริมาณ CO2 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 18,000 ปี? ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์ปล่องไฟได้เสียอีก และระดับอุณหภูมิและ CO2 ในยุคนี้สูงพอๆ กับที่เกิดเมื่อ 120,000 - 140,000 ปีก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง<br />
<br />
<img width="291" height="450" src="/images/content/2007-05/b2bc692ab893.gif" alt="" /><br />
<br />
3. มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.28% เท่านั้น ขณะที่อีก 99.72% ของก๊าซเรือนกระจกเกิดจากธรรมชาติ<br />
<br />
<img width="317" height="446" src="/images/content/2007-05/0af635d1906e.gif" alt="" /><br />
<br />
4. ปฏิกิริยาจากดวงอาทิตย์ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน<br />
<br />
แต่คำลงท้ายบทความฟังดูไม่สวยงามนัก "แทนที่จะทำลายเศรษฐกิจของอเมริกาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจจะส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สู้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่หาทางช่วยกันเพื่อรับมือกับยุคน้ำแข็งยังจะดีซะกว่า"<br />
<br />
แต่ถึงผลสรุปจะออกมาตามทฤษฎีไหนก็ตาม ผลสุดท้ายคือลงเอยด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน มนุษย์จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้อย่างไร<br />
<br />
แหล่งที่มา<br />
1. <a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7496&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai" target="_blank">ประชาไท</a><br />
2. <a href="http://science.nasa.gov/headlines/y2000/ast20oct_1.htm" target="_blank">http://science.nasa.gov/headlines/y2000/ast20oct_1.htm</a><br />
3. <a href="http://www.clearlight.com/~mhieb/WVFossils/ice_ages.html" target="_blank">http://www.clearlight.com/~mhieb/WVFossils/ice_ages.html</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 10 Mar 2008 06:08 203.152.3.130]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 82 เตรียมนม(แม่)
<br />
เมือวันอาทิตย์ลูกค้าที่สั่งที่ปั๊มนมไว้นัดรับของกัน รายละเอียดยาววว สรุปเลยละกันว่ามันเบี้ยวแบบหน้าตาเฉย ให้เฮียออกไปรออยู่ 3 ชม. หายแซ่บเข้ากลีบเมฆ โทรไปไม่รับทั้งสามีและภรรยา แล้วไงล่ะเครื่องปั๊มนม 3,000 บาท จะทำยังไง ถึงแม้ว่าจะได้มาราคาถูกกว่าซื้อที่นี่เยอะ แต่ไอ้เราก็ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะใช้มั้ย เพราะคุยกับเฮียไว้ว่าดูลาดเลาตอนคลอดแล้วก่อนว่านมออกมั้ยยังไง แต่ว่ายังไงซะเราก็อยู่กะลูกตลอดไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอก คิดแล้วว่าไม่น่าจะต้องปั๊มนมเก็บไว้เหมือนคนอื่นที่เค้าปั๊มเพื่อไว้ให้ใส่ขวดป้อนลูกเวลาแม่ไม่อยู่<br />
<br />
แต่ได้คุยกับคุณแม่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าที่ร้านหนะแหละ น่ารักมากๆ คุยเก่งและแนะนำมาหลายอย่างมาก ก็ได้เล่าให้เค้าฟังเรื่องนี้ด้วย จากการคุยกันและปรึกษากับเฮีย ก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากถ้าไม่มีคนซื้อก็คงต้องเก็บไว้ใช้เองซะแล้ว คุณแม่ท่านนี้ (ขอใช้ชื่อเลยละกัน ชื่อคุณนุ่น) ได้บอกว่าให้เตรียมไว้ก็ได้ เอาที่ปั๊มนมไปโรงพยาบาลด้วยตอนคลอด เพราะเวลาคลอดแล้วตอนแรกเราจะต้องแยกกับลูกเพื่อไปอยู่ในห้องรอดูอาการหลังคลอด ลูกก็ไปอยู่ห้องเด็ก พอเราตื่นขึ้นมาก็ให้ปั๊มนมไว้ได้เลย แช่ฟรีซที่รพ.ไว้ แล้วให้พยาบาลเอาไว้ให้ลูกกิน แล้วก็ก่อนนั้นอย่าลืมกำชับหมอและพยาบาลว่าเราจะให้นมแม่อย่างเดียว ห้ามให้นมผง นมเสริมเด็ดขาด<br />
<br />
แล้วก็ปรึกษาต่อว่าเครื่องปั๊มจะใช้แบบไหนดี คุณนุ่นบอกว่า ปั๊มมือดีตรงที่ปั๊มได้หมด และเราจะได้ผ่อนแรงเพิ่มแรงเองได้ตามที่เรารู้สึกเจ็บ แต่ก็จะเมื่อยมือ ปั๊มไฟฟ้าสะดวกที่ไม่เมื่อยออกแรงเอง เลยปั๊มได้นานกว่า และเวลาไปข้างนอกหรือแม่ไปปั๊มที่ทำงานจะได้ไม่ต้องปั๊มมือแกรกๆๆอยู่ อยู่ข้างนอกก็ใช้แบตเตอรี่แทนได้ด้วย แล้วเครื่องปั๊มดีๆก็มีให้ปรับแรงหนักเบาได้อยู่แล้ว อย่าง Medela เนี่ยเราก็รู้ว่าดีอยู่แล้ว เกรดระดับสูงอยู่แล้ว ก็โอเคใช้เองก็ได้ แต่ก็คิดแล้วอยากได้ปั๊มมือมากกว่า เพราะยังไงซะก็อยู่บ้านไม่ได้ไปทำงานข้างนอก โยกเองก็ได้มีเวลาเยอะ ตอนนี้เลยรอคนมาซื้อต่อไปก่อน ถ้ามีคนซื้อแล้วค่อยซื้อปั๊มมือใหม่ เลยหาข้อมูลต่อ ตอนนี้ยังเลือกไม่ได้ระหว่าง Medela กับ Ameda ราคาต่างกันไม่มากแต่วิธีการทำงานของที่ปั๊มต่างกัน แล้วก็เป็นเกรดสูงทั้ง 2 ยี่ห้อ เกรดพอๆกันเลย คงต้องหาถามคนเคยใช้ต่อไปก่อน แต่ถ้าใกล้คลอดแล้วยังไม่มีคนเอาเครื่องนี้ไปก็คงต้องใช้ปั๊มไฟฟ้าละ<br />
<br />
คุยต่อเรื่องปั๊มนมกับเฮียไปถึงเรื่องขวดนม เรื่องเก็บน้ำนม ก็ในเมื่อเราอยู่กะลูกตลอดแล้วจะปั๊มทำไม ก็ให้ดูดจากเต้าอยู่แล้วนิ เออ นั่นสิแล้วนมที่ปั๊มทำไงอะ หรือว่าไม่ต้องปั๊มล่ะเนี่ย เฮียบอกว่าก็กินเองสิ จะได้ไม่ต้องกินนมวัวด้วย (กลัวลูกเป็นภูมิแพ้ไปด้วย) อ่าาา...แล้วเราจะกินเองได้มั้ยอะ วันนี้เลยไปตั้งกระทู้ถามที่ <a href="http://www.thaibreastfeeding.com/">ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย</a> เลยได้ความเห็นดีๆมา จิงๆก็กินเองได้ถ้าไม่รู้สึกเหม็น เพราะนมแม่กลิ่นแรง เหม็นคาว เหม็นหืน อีกคนบอกว่า ก็ยังไม่ต้องคิดเรื่องจะกินเอง เพราะว่าเก็บไว้เป็นสต็อคได้ อย่างถ้าเกิดเราป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมา ก็จะได้ให้นมที่เก็บไว้นี้แทน เออ...จริงสิก็เก็บไว้ก่อนสิเนอะ ยังไงก็น่ามีสต็อคเผื่อไว้ฉุกเฉิน คิดว่าอยู่กับลูกตลอด แต่ถ้าเกิดป่วยหรือติดขัดอะไรขึ้นมาก็จะได้มีกิน ถ้าใกล้หมดอายุตามกำหนดที่เก็บไว้ได้แล้วค่อยกินก็ได้นิ<br />
<br />
<font color="#ff0000"><strong>ระยะเวลาในการเก็บน้ำนมมีดังนี้</strong></font><br />
 <br />
1. เก็บในอุณหภูมิ > 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลาที่เก็บได้ 1 ชั่วโมง <br />
2. เก็บในอุณหภูมิ < 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลาที่เก็บได้ 4 ชั่วโมง <br />
3. เก็บในกระติกน้ำแข็ง ระยะเวลาที่เก็บได้ 1 วัน <br />
4. เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา ระยะเวลาที่เก็บได้ 2-3 วัน <br />
5. เก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูเดียว) ระยะเวลาที่เก็บได้ 2 สัปดาห์ <br />
6. เก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูแยก) ระยะเวลาที่เก็บได้ 3 เดือน <br />
7. ช่องแช่แข็งเย็นจัด ตู้เย็นชนิดพิเศษ (ประมาณตู้ไอติม อุณภูมิ -19 องศาเซลเซียส) ระยะเวลาที่เก็บได้ 6 เดือน หรือมากกว่า<font size="2" face="Tahoma"><br />
 <br />
ต่อมาก่อนจะไปถึงตอนนั้น ก็ควรเตรียมตัวก่อนตั้งแต่ตอนท้องเพื่อให้เต้านมพร้อม ก็ได้วิธีการมาดังนี้<br />
<br />
<font color="#ff0000"><strong>ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คุณแม่ควรจะเตรียมเต้านมให้พร้อมสำหรับการให้นมบุตรโดยการ</strong></font><br />
<br />
- <strong>คลึงหัวนม</strong> ใช้นิ้วคลึงเบาๆ บริเวณหัวนมและแถบสีคล้ำรอบๆ หัวนม เป็นการป้องกันหัวนมบอด เพื่อให้ลูกดูดนมได้ง่ายขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องให้นม<br />
- <strong>นวดเต้านม</strong> ใช้มือทั้งสองข้างนวดเต้านมเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดี และกระตุ้นการขับน้ำนมเหลือง<br />
- <strong>บีบน้ำนมน้ำเหลือง</strong> เดือนสุดท้ายก่อนคลอด คุณแม่ควรจะบีบน้ำนมออกครั้งละ 2-3 หยดทุกวัน เพื่อให้ท่อน้ำนมปิด ไม่เกิดการอุดตัน ช่วยลดการคั่งของน้ำนมหรือนมคัดในสัปดาห์แรกหลังคลอดด้วย โดยใช้มือข้างที่ไม่ถนัดประคองเต้านม แล้วใช้มือข้างที่ถนัดจับบริเวณลานหัวนม ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ค่อยๆ บีบบริเวณลานนมเข้าหากัน แต่อย่าบีบถึงหัวนม ค่อยๆ หมุนนิ้วมือและบีบไปรอบๆ ให้ทั่วลานนม<br />
<br />
แล้วอย่างเรานวดมาตั้งแต่ 3 เดือนนี่คงใช้ได้หละน่า (ตอนแรกนวดเพราะนมมันขยายกลัวแตกลายแล้วจะคันเลยนวดๆไว้ทั้ง ท้อง นม ก้น หน้าขา จนถึงตอนนี้ยังไม่มีตรงไหนลาย) <font color="#ff0000">นอกจากนี้ให้แจ้งหมอไว้ก่อนว่าต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะขอลูกมาดูดนมภายในครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด และหลังจากนั้นขอให้อย่าแยกลูกไป ขอให้ลูกอยู่กับแม่ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจะได้ให้ลูกดูดนมได้บ่อยๆ น้ำนมก็จะมาเร็วขึ้น</font><em> </em>ต้องอย่าลืมย้ำเรื่องไม่ให้นมผงกับหมอและพยาบาลเด็ดขาด!! ไม่งั้นเด๋วเสร็จนมผง และลูกก็จะได้สัมผัสกับการดูดจากจุกซึ่งง่ายกว่าดูดนมแม่ ทำให้เด็กบางคนไม่ยอมกลับมาดูดจากอกแม่ อีกนิดนึง <font color="#ff0000">ตอนคลอดแล้วอย่าดื่มน้ำเย็น เค้าให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา น้ำนมจะมาดีกว่า แล้วก็มีคนแนะนำด้วยว่าให้เตรียมน้ำขิงไปชงดื่มระหว่างอยู่ที่รพ. น้ำขิงช่วยเรื่องน้ำนมได้ดี</font><br />
<br />
โอย เรื่องยาว อ่านไปเยอะเลย วันนี้พอแค่นี้ก่อนไว้มาต่อคราวหน้า ชักจะโม้มากไปแล้ว</font>
ผู้โพสต์ : toon [Fri, 01 Jun 2007 06:13 203.152.3.253]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 83 ถั่วเหลืองกับสังคมไทย (1)
<br />
ท่านได้พยายามส่งเสริมถั่วเหลืองเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับคนไทย ตั้งแต่ 60 ปีที่แล้วสมัยสู้บุกเบิกกับภาวะขาดแคลอรีและโปรตีนของกระทราวงสาธารณสุข ท่านพยายามส่งเสริมหลากหลายมิติด้วยกัน เช่นไปศึกษาวิธีการทำเต้าหู้และนมถั่วเหลืองจากเวียดนาม ค้นความหาพันธุ์ถั่วเหลืองดีๆ โตๆ จากแมนจูเรีย<br />
<br />
แถลงการณ์ของสาธารณสุขเมื่อ มีนาคม 2479 กล่าวไว้ว่า "สยามเมืองทองของเรามี 'ถั่วทอง' แล้ว คือถั่วเหลืองนั่นเองทางภาคเหนือแห่งสยาม เช่น เชียงใหม่ เชียงราย เป็นต้น ก็ได้มีการปลูกและกินถั่วเหลืองมานานแล้ว แม้ว่าพันธุ์ของเราจะเล็กกว่าของแมนจูเรีย แต่คุณภาพคล้ายคลึงกัน คือมีส่วนร้อยของโปรตีน ไขมัน และเกลือโลหะสูงแรง ปลายปี 2479 เชียงใหม่คงจะสามารถส่งถั่วเหลืองเข้ามาขายในพระนครอีกหลายร้อยตู้รถไฟ ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า เวลานี้เราสามารถปลูกถั่วเหลืองให้เป็นสินค้าสำคัญแล้ว แต่ราษฎรไม่รู้จักวิธีปรุงบริโภคอาหารดีเลิศนี้โดยปริมาณเพียงพอ ตามหลักอนามัยแบบสร้างสม เรารับประทานอาหารถูกต้องสมกับความต้องการของร่างกายแล้วทุกคนจะมีความสามารถในตัวเองในการต้านทานโรค จะมีร่างกายใหญ่โตและแข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ย่อมเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ"<br />
<br />
"ถั่วเหลืองมีส่วนร้อยของโปรตีนสูง แต่อาหารของพลเมืองหนุ่มเราบกพร่องในปริมาณโปรตีน ข้าพเจ้าจะออกความเห็นว่า ถ้าเราจัดให้พลเมืองได้กินถั่ววันละปริมาณพอควร ก็คงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในแง่อนามัยของชาติ โรงเรียนกินนอน โรงทหาร และสถานที่ต่างๆ ของรัฐบาลที่ต้องเลี้ยงมนุษย์เป็นจำนวนมากควรจะเพ่งเล็งถึงการจ่ายถั่วเหลืองเป็นอาหารของชนหมู่มาก"<br />
<br />
<strong>"ถั่วเหลืองเป็นพฤษชาติก็จริง แต่มีคุณภาพคล้ายเนื้อสัตว์และราคาถูกกว่ามาก น้ำนมถั่วเหลืองมีคุณภาพคล้ายคลึงนมสัตว์แม้แต่ฝรั่งก็นิยมใช้น้ำนมถั่วเหลืองในการบริบาลทารก เช่นที่อเมริกาในฤดูร้อน ถั่วเหลืองเป็นพืชพิเศษที่ไม่เพียงแต่ได้ขายเป็นตัวเงินมาใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นพืชที่สามารถจะให้กำลังแข็งแรงและความทรหดอดทนแก่ผู้รับประทานทุกคน ธรรมชาติบันดาลให้ถั่งเหลืองเป็นโรงงานวิทยาศาสตร์อย่างพิเศษ เปลี่ยนเอาวัตถุที่มีอยู่ในดินและในอากาศมาเป็นโปรตีน ไขมัน และเกลือแร่ อันเป็นอาหารที่มนุษย์ต้องการ"<br />
</strong><br />
เรียบเรียงจากข้อเขียนคัดสรรจาก<a href="http://www.matichon.co.th/weekly/">มติชนสุดสัปดาห์</a> โดย น.พ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล จาก <a href="http://www.balavi.com/">balavi</a>
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 31 May 2007 13:08 203.152.3.141]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 84 Numthang 31 weeksss
<br />
นำทางอายุ 7 เดือนแล้ว วันพรุ่งนี้จะครบ 31 สัปดาห์พอดิบพอดี เมื่อวานคุณแม่เลยถ่ายรูปไว้ให้ดู ดูสิๆ น่ารักขนาดไหน ตัวโตแค่ไหนแล้วน๊า<br />
<br />
<img src="http://www.numthang.org/images/content/2007-06/1e2e0fe3b208.jpg" alt="" />
ผู้โพสต์ : toon [Sun, 03 Jun 2007 05:57 203.152.4.197]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 85 ประเทศไทยรั้งท้ายประเทศวุ่นวาย
<br />
The Economist Intelligence Unit ได้วัดประเทศสันติสุขจากตัวแปรต่างๆ เช่น ความง่ายในการเข้าถึงอาวุธ, งบประมาณด้านการทหาร, การคอรัปชันภายในประเทศและการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน<br />
<br />
พลังขับเคลื่อนที่มีผลต่อสังคมสงบสุข พวกเขาพบว่าประเทศเหล่านั้นจะมีธรรมาภิบาลและระดับของควาเป็นประชาธิปไตยสูง ระดับการศึกษา สภาพความเป็นอยู่ที่ดี สังเกตว่าอย่างอเมริกามีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ แต่ผลจากการรุกรานทำสงครามไปทั่วโลก ทำให้งบประมาณด้านการทหารสูงไปด้วย อีกทั้งในการเข้าถึงอาวุธก็ทำได้โดยง่าย<br />
<br />
ดัชนีเหล่าเป็นผลผลิตจากนักลงทุนด้าน IT และนัก philanthropist (มนุษยนิยมหรือเปล่า) ชาวออสเตรเลีย Steve Killelea ผู้ก่อตั้ง Integrated Research Ltd. และ The Charitable Foundation (TCF) องค์กร TCF ให้การใส่ใจเป็นพิเศษกับการทำงานในกลุ่มประเทศยากจนและยังคงปฏิบัติงานอยู่ใน 10 ประเทศ อย่าง รวันดา, อูกานดา, ลาว, พม่า และติมอร์ตะวันออก<br />
<br />
เราจะเห็นประเทศที่เต็มไปด้วยสงครามกลางเมือง อย่างประเทศในตะวันออกกลางหลายตัวรั้งท้าย ทุกครั้งที่มีการจัดอันดับประเทศแถบแสกนดิเนเวีย มักจะ top ten อยู่เป็นประจำ ก็ไม่รู้หรอกว่าประเทศในฝันแถบนั้นมันกินอยู่กันอย่างไร ถึงได้ดูสุขสุดยอดกันปานนั้น แต่ที่น่าสนใจคือประเทศไทยรั้งท้ายอยู่อันดับ 105 ไปกับเขาด้วยเบียดกับพม่ามาติดๆ แน่นอนย่อมเป็นผลจากความวุ่นวายในประเทศช่วง 4-5 ปีมานี้ ทั้งปัญหาภาคใต้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ดัชนีของเราตกต่ำมาก ทั้งการจัดอัน HPI (Happinees Planet Index) ก็อยู่ในกลุ่มประเทศความสุขน้อย<br />
<br />
อย่างไรก็ตามให้เฝ้ามองดัชนีเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังเพราะเป็นสายตาของภายนอกที่มองเข้ามา ยังไม่แน่ว่าจะมีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างน้อยย่อมแสดงให้เห็นได้บ้างว่าภายในของเราตอนนี้ย่ำแย่แล้วจริงๆ<br />
<br />
121 GPI rankings<br />
<br />
Countries most at peace ranked first<br />
<br />
Rank      Country           Score<br />
1          Norway           1,357<br />
2     New Zealand           1,363<br />
3         Denmark           1,377<br />
4         Ireland           1,396<br />
5           Japan           1,413<br />
6         Finland           1,447<br />
7          Sweden           1,478<br />
8          Canada           1,481<br />
9        Portugal           1,481<br />
10        Austria           1,483<br />
11        Belgium           1,498<br />
12        Germany           1,523<br />
13 Czech Republic           1,524<br />
14    Switzerland           1,526<br />
15       Slovenia           1,539<br />
16          Chile           1,568<br />
17       Slovakia           1,571<br />
18        Hungary           1,575<br />
19         Bhutan           1,611<br />
20    Netherlands           1,620<br />
21          Spain           1,633<br />
22           Oman           1,641<br />
23      Hong Kong           1,657<br />
24        Uruguay           1,661<br />
25      Australia           1,664<br />
26        Romania           1,682<br />
27         Poland           1,683<br />
28        Estonia           1,684<br />
29      Singapore           1,692<br />
30          Qatar           1,702<br />
31     Costa Rica           1,702<br />
32    South Korea           1,719<br />
33          Italy           1,724<br />
34         France           1,729<br />
35        Vietnam           1,729<br />
36         Taiwan           1,731<br />
37       Malaysia           1,744<br />
38    United Arab Emirates  1,747<br />
39        Tunisia           1,762<br />
40          Ghana           1,765<br />
41     Madagascar           1,766<br />
42       Botswana           1,786<br />
43      Lithuania           1,788<br />
44         Greece           1,791<br />
45         Panama           1,798<br />
46         Kuwait           1,818<br />
47         Latvia           1,848<br />
48        Morocco           1,893<br />
49 United Kingdom           1,898<br />
50     Mozambique           1,909<br />
51         Cyprus           1,915<br />
52      Argentina           1,923<br />
53         Zambia           1,930<br />
54       Bulgaria           1,936<br />
55       Paraguay           1,946<br />
56          Gabon           1,952<br />
57       Tanzania           1,966<br />
58          Libya           1,967<br />
59           Cuba           1,968<br />
60          China           1,980<br />
61     Kazakhstan           1,995<br />
62        Bahrain           1,995<br />
63         Jordan           1,997<br />
64        Namibia           2,003<br />
65        Senegal           2,017<br />
66      Nicaragua           2,020<br />
67        Croatia           2,030<br />
68         Malawi           2,038<br />
69        Bolivia           2,052<br />
70           Peru           2,056<br />
71     Equatorial Guinea    2,059<br />
72        Moldova           2,059<br />
73          Egypt           2,068<br />
74 Dominican Republic              2,071<br />
75 Bosnia and Herzegovina   2,089<br />
76       Cameroon           2,093<br />
77          Syria           2,106<br />
78      Indonesia           2,111<br />
79         Mexico           2,125<br />
80        Ukraine           2,150<br />
81        Jamaica           2,164<br />
82      Macedonia           2,170<br />
83         Brazil           2,173<br />
84         Serbia           2,181<br />
85       Cambodia           2,197<br />
86     Bangladesh           2,219<br />
87        Ecuador           2,219<br />
88      Papua New Guinea    2,223<br />
89    El Salvador           2,244<br />
90   Saudi Arabia           2,246<br />
91          Kenya           2,258<br />
92         Turkey           2,272<br />
93      Guatemala           2,285<br />
94   Trinidad and Tobago    2,286<br />
95          Yemen           2,309<br />
96 United States of America 2,317<br />
97           Iran           2,320<br />
98       Honduras           2,390<br />
99   South Africa           2,399<br />
100   Philippines           2,428<br />
101    Azerbaijan           2,448<br />
102     Venezuela           2,453<br />
103      Ethiopia           2,479<br />
104        Uganda           2,489<br />
<font color="#ff6600"><strong> 105      Thailand           2,491</strong></font><br />
106      Zimbabwe           2,495<br />
107       Algeria           2,503<br />
<font color="#ff9900"><strong> 108       Myanmar           2,524</strong></font><br />
109         India           2,530<br />
110    Uzbekistan           2,542<br />
111     Sri Lanka           2,575<br />
112        Angola           2,587<br />
113 Cote d'Ivoire           2,638<br />
114       Lebanon           2,662<br />
115      Pakistan           2,697<br />
116      Colombia           2,770<br />
117       Nigeria           2,898<br />
118        Russia           2,903<br />
119        Israel           3,033<br />
120         Sudan           3,182<br />
121          Iraq           3,437<br />
<br />
Source: Global Peace Index<br />
<br />
<strong>* เรียบเรียงจากต้นฉบับใหม่อีกครั้งเนื่องจากสำบัดสำนวนของประชาไทไม่ค่อยถูกจริต (อยู่เสมอ) สักเท่าไร </strong><br />
<br />
<strong>ทราบข่าวจาก<br />
</strong><a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8317&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai">ประชาไท</a> <br />
<strong>ที่มา</strong><br />
<a href="http:// http://biz.yahoo.com/prnews/070530/nyw089.html?.v=98">http://biz.yahoo.com/prnews/070530/nyw089.html?.v=98</a>
ผู้โพสต์ : tee [Wed, 28 May 2008 06:49 203.152.4.197]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 86 แถลงการณ์ ม.เที่ยงคืน `ความฉ้อฉลในการลงประชามติ`
<br />
ความอันเป็นเท็จสองประการที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนใคร่ขอชี้แจงความจริงแก่พี่น้องประชาชนก็คือ<br />
<br />
๑. สถานีวิทยุในสังกัดกองทัพได้ออกอากาศเพลงเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงรับรองร่าง รัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา<br />
<br />
แท้จริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงระมัดระวังมิได้แสดงพระราชมติในเรื่องการรับรอง รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ฉะนั้นไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะออกเสียงในการลงประชามติไปในทางหนึ่งทางใด ก็ไม่ได้กระทบต่อพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น การกล่าวความอันเป็นเท็จเช่นนี้ คือการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาพัวพันทางการเมืองอย่างเปิดเผย หากประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นพระราชประสงค์จริง ย่อมนำความเสื่อมเสียมาแก่สถาบันพระมหากษัตริย์และวิถีทางของประชาธิปไตยอย่าง มาก<br />
<br />
๒. โฆษกโทรทัศน์บางช่องและผู้มีบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตาม มักกล่าวเสมอว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับการรับรองในการลงประชามติ จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.๒๕๔๙ ได้กำหนดชัดเจนว่า หากประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช.มีหน้าที่เลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง มาแก้ไขปรับปรุงแล้วประกาศใช้ภายใน ๓๐ วันหลังวันลงประชามติ รัฐธรรมนูญที่เคยใช้มาทั้งหมด (ไม่นับรัฐธรรมนูญและธรรมนูญของคณะรัฐประหารชุดต่างๆ) ล้วนย่อมมีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ฉะนั้นถึงอย่างไรจะใช้รัฐธรรมนูญนั้นๆ ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
<br />
จริง อยู่ คมช. อาจเลือกรัฐธรรมนูญฉบับที่ล้าหลังกว่าร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ หรืออาจแก้รัฐธรรมนูญบางฉบับให้ตรงตามความต้องการอันไม่ชอบธรรมของตน และอาจมีบทเฉพาะกาลที่ผัดผ่อนการเลือกตั้งออกไปให้เนิ่นนาน แต่ไม่ควรลืมด้วยว่า คมช. ไม่อาจเลือกและแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในสุญญากาศ หากต้องกระทำท่ามกลางกระแสสังคมที่ตื่นตัวขึ้นมาตัดสินใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของตน แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะกดดันโดยสงบให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับซึ่งตนพอ ใจที่สุด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โดยการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้สังคมไทยมีอำนาจต่อรองในการกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมากกว่าคมช. เพราะพลังในการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ ย่อมทำให้คมช.ต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้น และแน่นอนว่า สังคมย่อมมีพลังต่อรองมากกว่าการยอมรับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคนซึ่งคณะรัฐ ประหารไว้วางใจแต่งตั้งขึ้นเอง<br />
<br />
หากจะมี การลงประชามติเพื่อรับหรือปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนควรมั่นใจว่ากระบวนการลงประชามติต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม โดยไม่ถูกฉ้อฉลด้วยการโฆษณาชวนเชื่อที่ฝ่ายอำนาจปั้นแต่งขึ้น<br />
<br />
ดังนั้น ถ้าท่านเห็นพ้องด้วยกับแถลงการณ์ฉบับนี้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนใคร่ขอความร่วมมือทุกท่าน ช่วยกันเผยแพร่แถลงการณ์นี้ต่อๆ กันไปให้กว้างขวาง โดยวิธีอีเมล์ลูกโซ่หรือแฟกซ์ลูกโซ่
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 19 Aug 2007 11:56 203.113.80.8]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 87 เดิน...ออกกำลังกาย
 
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">หลังจากย้ายออฟฟิศจากวิภาวดีรังสิตแถวแยกสุทธิสารมาอยู่แถวบางโพ ฉันก็ไม่ได้ละวัตรปฏิบัติที่เคยทำ การเดินกลับบ้านที่สะพานควายตอนเย็นเพื่อออกกำลังกายก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่มาอยู่ที่ใหม่ อาจจะไม่ได้เดินไปถึงบ้านทุกวัน เหนื่อยแค่ไหน ก็หยุดแค่นั้น แล้วก็ขึ้นรถกลับ ถ้าวันไหนไม่เหนื่อยก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึงบ้าน การเดิน ให้ประโยชน์หลายอย่างกับฉัน นอกจากได้ออกกำลังกาย ได้ทำให้รู้จักประมาณตน ไม่ฝืนตน จากการระลึกที่ว่า เหนื่อยแค่ไหนพอแค่นั้น ยังเป็นการสงบจิตใจได้ดีอีกด้วย</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">การเดินอย่างไม่รีบร้อน การค่อยๆ ก้าว ทำให้ใจนึกถึงปลายเท้าที่กำลังเหยียบพื้นและก้าว ทีละก้าวๆ สม่ำเสมอ เดินผ่านรถเข็นอาหาร ร้านขายของชำ ตลาด ข้ามถนน ข้ามสะพาน ทุกวันผ่านเส้นเดิม สิ่งของเดิมๆ แต่กลับพบว่าได้อะไรๆ มากกว่าการนั่งบนรถ ที่ได้เห็นแค่อะไรๆ ผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วและแวบออกไป เวลารถติดแล้วเราเดินผ่าน ก็ได้เป็นผู้ดูใบหน้าของผู้คนบนรถ ที่แต่ละคนก็อยู่ในอากัปกิริยาแตกต่างกัน หน้าบึ้งบูด หน้าเฉยชาไร้อารมณ์ หน้าเบื่อโลกสุดขีดแถมซังกะตาย หรือใบหน้าที่ยิ้มและหัวเราะ ถ้านั่งอยู่บนรถคันเดียวกัน ฉันก็คงไม่ได้รับรู้อารมณ์เหล่านี้</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">ผลพลอยได้ที่สำคัญคือ อารมณ์ที่ค่อยๆ เย็นลงเรียกสติกลับคืนมาได้วันละเล็กละน้อย ตรวจสอบผลได้จากเมื่อวานนี้ ขึ้นรถเมล์จากประชาชื่นไปเดอะมอลล์งามวงศ์วาน รถติดไฟแดงตรงแยกพงษ์เพชร</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ขอลงตรงนี้ได้ไหมคะ</span>”<span lang="TH"> น้ำเสียงไพเราะสุดฤทธิ์ คนขับปฏิบัติตามกฎมาก บอกว่าไม่ได้ ซึ่งผิดปกติของรถเมล์นะ เพราะรถไม่ได้จอดห่างเป็นเลนสองเลนสักหน่อย แต่จอดชิดริมฟุตบาทเลย แล้วไกลจากแยกมาก ห่างสายตาตำรวจด้วย ต้องรอถึง 2 ไฟแดง กว่ารถจะผ่านแยก ต้องเดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อจะไปโฮมโปร ถ้าสัปดาห์ก่อนที่อารมณ์อยู่ในภาวะไม่ปกติ คงขุ่นมัวตั้งแต่คนขับไม่เปิดประตูแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนขึ้นก็ขอขึ้นรถตรงแยกไฟแดงเช่นกัน แต่เหตุการณ์วันนั้น ก็ยังยิ้มได้นะ ไม่หน้าบูดเบี้ยว ไม่พร่ำบ่น และไม่คิดต่างๆ นานาว่า</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">ทีตอนขึ้นตรงไฟแดง ทำไมเปิดประตูให้ พอได้เงินค่ารถแล้ว ทำเป็นทำตามกฎทำตามหน้าที่</span>”<span lang="TH"> คำพูดแนวนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะของฉันมาตั้งนานแล้วนะ แต่ ณ ตอนนั้นกลับไม่ใช่ฉันที่เปรยคำนี้ออกมา</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">อีกกรณีที่เห็นผลว่าอุณหภูมิในใจเริ่มลดลงแล้ว เพื่อนสาวบ่นมาว่า ท้อแท้ สถานการณ์การเงินของบริษัทไม่มั่นคง หางาน สมัครงาน ก็ไม่มีที่ไหนเรียก บั่นทอนความั่นใจของครีเอทีฟที่เคยมีมานาน ฉันเลยบอกไปว่า ลองดูอีกครั้ง คิดซะว่าตอนนั้นโชคไม่เข้าข้าง การเริ่มต้นใหม่ โชคอาจเป็นของเรา</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">“<span lang="TH">เออ แกก็มองโลกในแง่ดีเป็นเหมือนกันนะ วันนี้ได้ยินคำพูดดีๆ จากแก ฉันคงโชคดีทั้งวันแน่เลย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">เป็นงั้นไป นี่เพื่อนสนิทนะที่พูดแบบนี้ แต่ไม่ได้เจอกันนานมาก จนเค้าไม่รู้ว่า ฉันน่ะนิ่งลงมากแล้ว แสดงว่าเมื่อก่อนคงแย่มากๆ และสัปดาห์ก่อน ก็ยังสติหลุดปล่อยให้ความแย่แบบเดิมมาครอบงำจิตใจ</span><span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Cordia New'">โชคดีนะนี่ ที่ได้การเดินเพื่อออกกำลังกายมาช่วยไว้ ขอบคุณจริงๆ แม้น่องจะยิ่งโตยิ่งกว่าขาโต๊ะสนุก ก็ช่างเถอะ<o:p></o:p></span></p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Wed, 06 Jun 2007 04:58 202.57.177.40]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 88 สหรัฐ = บุช = เฉาฉุ่ย
<br />
ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ของอังกฤษ ว่าสหรัฐฯ ยินดีจะเป็นแกนนำในการต่อสู้กับปัญหาอากาศโลกเปลี่ยนแปลง <strong>แต่ต้องไม่อยู่ภายใต้กรอบพิธีสารเกียวโต ซึ่งระบุให้ลดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน</strong> และใกล้จะหมดอายุลงในปี 2555<br />
ประธานาธิบดีบุช กล่าวว่า บทบาทของสหรัฐฯ ก็คือเป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุโรปกับประเทศอื่น เช่น อินเดียและจีน ซึ่งต้องหันหน้ามาตั้งเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน<br />
<br />
นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ผู้นำรัฐบาลอังกฤษ แถลงร่วมกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำสหรัฐฯ ภายหลังหารือทวิภาคีระหว่างการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (จี 8) ที่เยอรมนี วันนี้ ระบุว่าที่ประชุมจี 8 ใกล้บรรลุข้อตกลงในเรื่องปริมาณการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยา กาศภายในปี 2593<br />
อย่างไรก็ตาม นายแบลร์ ยอมรับว่า การประชุมจี 8 และ จี 8 พลัสไฟว์ฟ ในวันศุกร์นี้ ไม่น่าจะบรรลุข้อตกลงในกรอบของพิธีสารเกียวโต ที่ระบุว่าให้ชาติอุตสาหกรรมลดอัตราการปล่อยก๊าซทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศลงร้อยละ 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตั้งเป้าหมายที่ทุกฝ่ายยอมรับและเป็นไปได้มากที่สุด<br />
ทางด้านบุช ซึ่งเพิ่งจะประกาศแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อสัปดาห์ก่อน และเป็นชาติเดียวในจี 8 ที่ไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต ระบุว่า การประชุมจี 8 ในกรอบเวลาที่เหลืออยู่นั้นไม่เพียงพอที่จะกำหนดตัวเลขที่เหมาะสม สหรัฐฯ มีแผนที่จะหารือกับ 15 ชาติ ที่มีอัตราปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ จีน รัสเซีย หรือ อินเดีย เพื่อหารือปริมาณที่จะตัดลดภายในปีหน้า โดยมีกรอบเวลาอยู่ที่ปี 2555 สหรัฐฯ <strong>พร้อมที่จะดำเนินการและมีส่วนร่วมหากไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรอบของพิธีสารเกียวโต</strong><br />
<br />
โปรดสังเกตคือตกลง ยอมรับ ต่อสู้ แต่ไม่ลงนามและไม่ยุ่งเกี่ยวกับพิธีสารเกียวโต สุดท้ายคือรับคำเหมือนรับคำนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ถึงเวลาคือเป็นแค่ผายลมปากและไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง อีแบบนี้เค้าเรียกว่าพวก 'เฉาฉุ่ย' <br />
<br />
ที่มา <br />
<a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000066107">http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000066107</a><br />
<a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000066160">http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000066160</a>
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 28 Feb 2009 00:19 203.152.4.222]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 89 เขาต้องฮาต้องโห่ ว่าผมโง่บัดซบ
<strong><br />
ความคิดเห็นที่ 81</strong><br />
<br />
ต้นตระกูลผม แต่ปางบรรพ์<br />
หลังย่ำสายัณห์ ดวงตะวันเลี่ยงหลบ<br />
จะเดินทางเยื้องย่างไปไหน<br />
จำเป็นต้องใช้ จุดไต้จุดคบ<br />
<br />
ปัจจุบันเห็นจะไม่ดี<br />
ขืนจุดไต้ซี ถ้ามีใครพบ<br />
อาจต้องอายขายหน้าอักโข<br />
เขาต้องฮาต้องโห่ ว่าผมโง่บัดซบ<br />
<br />
ยุคนี้มันต้องทันสมัย<br />
เพื่อนผมทั่วไปใช้ถ่านไฟตรากบ<br />
ทั้งวิทยุ และกระบอกไฟฉาย<br />
คุณภาพมากมาย สะดวกสบายครันครบ<br />
<br />
ถ่านก็มีหลายอย่างวางกอง<br />
เขากลับรับรองว่า ต้องแพ้ตรากบ<br />
เหตุและผลเขาน่าฟังครับ<br />
ขอท่านจงสดับเถอะท่านที่เคารพ<br />
<br />
จาก<br />
<a href="http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000049282">http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000049282</a>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 08 Jun 2007 15:19 203.152.3.223]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 90 สิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆบน Numthang Island
<br style="font-size: 27px;" />
<img width="450" height="338" alt="" src="/images/content/2007-06/2c486ef6b6a9.jpg" style="font-size: 27px;" /><br style="font-size: 27px;" />
<br style="font-size: 27px;" />
บินโฉบไปโฉบมาพร้อมส่งเสียงไล่<br />
<br style="font-size: 27px;" />
<img width="450" height="338" alt="" src="http://numthang.org/images/content/2007-06/1ce52efcd8f7.jpg" style="font-size: 27px;" /><br />
<br style="font-size: 27px;" />
แกว๊กๆ แกว๊กๆ เอี๊ยดๆ เอี๊ยดๆ<br style="font-size: 27px;" />
<br style="font-size: 27px;" />
<img width="450" height="338" alt="" src="/images/content/2007-06/ebc5b18408ae.jpg" style="font-size: 27px;" /><br />
<br />
ถอยออกไปจากรังเดี๋ยวนี้<br />
<br />
<img width="450" height="338" alt="" src="/images/content/2007-06/f9d9deb802a1.jpg" style="font-size: 27px;" /><br />
<br />
ไม่รู้ใกล้ฟักหรืออะไรทำให้มันแตก<br />
<br />
<img width="450" height="338" alt="" src="/images/content/2007-06/9ff47227dd43.jpg" style="font-size: 27px;" /><br />
<br />
แต่อันนี้เหยียบแตกไปสองเหลือสองฟองเอาฝากรังอื่น ส่วนศพหายไปตามกาลแล้ว<br />
<br />
<img width="0" height="0" alt="" src="/images/content/2007-06/598b6b6cab78.jpg" /><img alt="" src="/images/content/2007-06/598b6b6cab78.jpg" /><br />
<br />
ก่อนนี้มันฟักออกมาแล้ว 2 ตัว เหลียวหลังไปทำอย่างอื่นเดินผ่านเห็นว่ายน้ำเล่นอยู่เลยกู้มันขึ้นมา เอากลับมารังอีกทีเหลือแค่ตัวนี้ตัวเดียวอีกตัวสาบสูญ ที่เห็นนั่นคือเอาฟางกั้นคอกไม่ให้มันออกไปเที่ยวอีก<br />
<br />
<img width="450" height="338" alt="" src="/images/content/2007-06/3189f30895e7.jpg" /><br />
<br />
เอาดินกั้นไว้อีกชั้นด้านบ่อน้ำ<br />
<br />
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่หรือเปล่าจะตามไปถ่ายทำอีกครั้ง<br />
<br />
<br style="font-size: 27px;" />
ผู้โพสต์ : tee [Sat, 09 Jun 2007 15:37 203.152.4.157]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 91 โครงการ Book start
<br />
ส่วนที่ญี่ปุ่นเริ่มเมื่อปี 2543 เริ่มได้ไม่นานแต่มีความจริงจังและขยายตัวเร็วกว่าอังกฤษ เพราะรัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องการอ่านมาก และมีองค์กรมารองรับ องค์กรพัฒนาท้องถิ่นก็เอาด้วย ระบบห้องสมุดก็ดี ฉะนั้นถุงหนังสือเล่มแรกจึงได้ผล ปีนั้นจึงกลายเป็นปีแห่งการอ่านของเด็กญี่ปุ่น และเริ่มมีการนำโครงการ 'Bookstart' มาใช้ส่งเสริมการอ่าน ปัจจุบันโครงการนี้กระจายสู่ชุมชนและท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางและ จริงจัง<br />
<br />
ในขณะที่บ้านเราเริ่มต้นเมื่อปี 2546 แต่เป็นการไปดูงานที่ญี่ปุ่นและเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น แต่เริ่มจริงจังในปี พ.ศ.2547 โดย มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เริ่มต้นที่จำนวน 106 ครอบครัว ซึ่งขณะนั้นได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)<br />
<br />
ส่วนปีที่ 2 มูลนิธิซีเมนต์ไทย สนับสนุนให้ทำเพิ่มอีก 802 ครอบครัว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้ทุนปีเดียว ในปีนี้ ได้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ทุนทำกับ 2,400 ครอบครัว<br />
<br />
สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการมีเงื่อนไขว่า ต้องอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน อ่านที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ แต่ต้องอ่านวันละประมาณ 5-15 นาที เพราะต้องการให้เด็กได้รับการปลูกฝังและกลายเป็นนิสัยติดตัวไปด้วย โดยมีปรัชญาว่าหนังสือจะช่วยทำให้เด็กๆ มีความรู้ มีโลกกว้าง และมีหนังสือเป็นเพื่อน<br />
<br />
ภายใน 'ถุงหนังสือเล่มแรก' มีอะไรบ้าง<br />
<br />
ภายในมีคู่มือพัฒนาลูกน้อยของ อ.พรอนงค์ นิยมค้า หนังสือพัฒนาลูกน้อยด้วยการอ่าน พ่อแม่อ่านแล้วก็จะรู้จักการอ่านหนังสือให้ลูกฟังว่ามีความสำคัญเท่ากับอาหารหนึ่ง มื้อของเด็ก เล่มสองเป็นคู่มือหนูรักหนังสือ เล่มสามคือจันทร์เจ้าขา เป็นคำคล้องจองโบราณ เล่มสี่เป็นเรื่องน้องหมีเล่นกับพ่อ ซึ่งเหมาะกับขวบปีแรกของเด็ก เพราะต้องการสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่าพ่อต้องเล่นกับลูกด้วย<br />
<br />
ในปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กร่วมกับเสถียรธรรมสถานด้วย ก็เลยเพิ่มหนังสืออีก 2 เล่ม คือ "รู้ไหมหนูชอบทำอะไรกับแม่" และ "รู้ไหมหนูชอบทำอะไรกับพ่อ" เพื่อเสริมสร้างสติและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี โดยจะแจกในโรงพยาบาล องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก สถานสงเคราะห์ แล้วก็องค์กรภาครัฐที่มีหน่วยงานศูนย์เด็กเล็ก หรือคนที่สมัตรเข้าร่วมโครงการเอง<br />
<br />
นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก หรือพี่ปอง ผู้จัดการโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart ประเทศไทย กล่าวถึงเป้าหมายเรื่องโครงการหนังสือเล่มแรกว่า ต้องการเห็นภาพบรรยากาศเวลาที่พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย พี่น้อง หรือบุคคลในครอบครัว อ่านหนังสือร่วมกัน มีความผูกพัน ความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัว เพราะถ้าครอบครัวอบอุ่น ปัญหาสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น ประเทศชาติก็จะน่าอยู่<br />
<br />
ก่อนการดำเนินโครงการฯ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก มีแนวคิดว่า อยากทำโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart ในประเทศไทย เพื่อให้เด็ก เยาวชน มีนิสัยรักการอ่าน และได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือ เพราะมูลนิธิฯ เชื่อว่า "หนังสือ เป็นประตูสู่โลกกว้าง" แต่หลังจากการทำโครงการ ทางมูลนิธิฯ มีแนวคิดใหม่ คือ "หนังสือ สามารถเปลี่ยนชีวิตได้" เพราะผลที่ได้รับจากการติดตามพัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้พบว่า เด็กๆ มีนิสัยรักการอ่าน ติดหนังสือ ชอบใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือ มากกว่าการดูโทรทัศน์ หรือการเล่นของเล่น<br />
<br />
ที่สำคัญ หนังสือเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวเป็นตัวเชื่อมกลางระหว่างพ่อ แม่ ลูก และคนในครอบครัว<br />
<br />
พี่ปองยกตัวอย่างครอบครัวที่ทางมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดเลยว่า<br />
<br />
"น้องฟิล์ม อายุประมาณ 3 ขวบ คุณแม่พาน้องฟิล์มเข้าร่วมโครงการตั้งแต่น้องอายุประมาณ 4 เดือน และอ่านหนังสือให้น้องฟังมาโดยตลอด น้องฟิล์มในวันนี้เป็นเด็กที่พูดจาฉะฉาน ชัดถ้อย ชัดคำ ผิดจากเด็กในวัยเดียวกัน เป็นเด็กที่ชอบหนังสือมาก เวลาไปไหนมาไหนก็จะหอบหิ้ว ลากกระเป๋าหนังสือไปด้วยเสมอ หนังสือมีร่องรอยการเปิดใช้บ่อย มีรอยยับ รอยฉีกขาด แต่ได้ถูกซ่อมแซม โดยการนำ สก็อตเทปใสมาแปะติดไว้ น้องฟิล์มจดจำเรื่องราวในหนังสือเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ตอบคำถามได้หมดเกี่ยวกับหนังสือ"<br />
<br />
น้องฟิล์มเป็น 1 ในเด็ก 30 คน ที่เข้าร่วมโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart โครงการที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กได้จัดทำเพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่อ่านหนังสือ ให้กับลูกวัย 6 - 9 เดือน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาเก็บดอกออกผลของการไปลงพื้นที่ของมูลนิธิฯ และน้องฟิล์มก็เป็นอีกผลผลิตหนึ่งที่มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่มีนิสัยรักการอ่าน<br />
<br />
อีกตัวอย่างหนึ่งมีคุณแม่เล่าให้ฟังว่า "สามีเป็นคนอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ และคุยกับลูกไม่เป็น ไม่รู้จะเล่นอะไรกับลูกดี จึงมีช่องว่างระหว่างพ่อลูก ลูกไม่เข้าหาพ่อ จะติดแม่มาก แต่เมื่อมีหนังสือเข้ามา พ่อเล่านิทานให้ลูกฟัง เล่าเรื่องจากภาพที่เห็นในหนังสือ ไม่ได้เล่าเรื่องตามตัวอักษรในหนังสือ พ่อเล่าโดยดูภาพในหนังสือ สร้างเป็นเรื่องให้ลูกฟัง ลูกชอบใจ ตั้งอกตั้งใจฟัง มีการหยอกล้อกันระหว่างการเล่า ระหว่างพ่อกับลูกมีรอยยิ้มให้แก่กัน มีเรื่องพูดคุยกัน เมื่อพ่อกลับจากทำงาน ลูกก็มักจะหยิบหนังสือมาให้พ่อเล่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกก็ดีขึ้น ตอนนี้ลูกติดพ่อมาก"<br />
<br />
ในปี 2550 นี้ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะดำเนินโครงการหนังสือเล่มแรก Bookstart นำร่องใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดยะลา จังหวัดระยอง และกรุงเทพฯ โดยจะมอบชุดหนังสือเล่มแรกในกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกอายุ 6-9 เดือน จำนวน 2,400 คน<br />
<br />
เห็นโครงการดีๆ ก็อยากเขียนถึงบ่อยๆ เผื่อใครอยากจะติดต่อสอบถามรายละเอียดก็ติดต่อได้ที่ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก 0-26288818-9 , 0-2805-0202 , 0-2805-1156<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9500000068215">http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9500000068215</a>
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 28 May 2012 02:24 203.152.3.174]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 92 ถั่วเหลืองกับสังคมไทย (2)
<br />
เมื่อปี 2500 ไทยร่วมมือกับ USOM ตรวจหาระดับโคเลสเตอรอลทั่วประเทศ ได้ค่าเฉลี่ยเพียง 150 มก./ดล. ปัจจุบันศัลยแพทย์ต้องผ่าเอานิ่วในถงน้ำดีออกทุกวัน ธุรกิจการแพทย์จึงเฟื่องฟูมาจนปัจจุบันด้วยเป็นเงาตามตัว<br />
<br />
พอมาถึงรัฐบาลนายหัว มีเรื่องซุบซิบกันว่าเค้าน้อยใจในความเป็นคนตัวเล็ก ถ้าหากได้เป็นนายกจะต้องสร้างปมเด่นให้กับเด็กไทยให้ตัวโต ท่านจึงออกนโยบายแจกนมวัว และเป็นที่รู้กันว่า supply นมวัวในประเทศนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการในการเอามาแจกเป็นแน่ รัฐต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อนำเข้านมวัวจากนอก ทำให้ไทยเรากลายเป็นตลาดพึ่งพาซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจพอเพียง (อย่าเพิ่งเบื่อคำนี้) ที่เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก สิ่งที่ซ้ำร้ายคือ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรโคนมเลย เนื่องจากว่า ราคานมดิบในไทยแพงกว่าแป้งนมจากต่างประเทศมาก มีพ่อค้าเข้ามาประมูลขายนมให้โรงเรียน แล้วจัดการเอาแป้งนมจากเมืองนอกมาละลายน้ำกลายเป็นหางนม จากนั้นก็เติมน้ำมันปาล์มหรือน้ำหวานผสมลงไป ส่วนเกษตรกรฟาร์มนมเจอภาวะนมล้นตลาดขายไม่ได้ราคา สุดท้ายก็เกิดกลายเป็นม็อบนมกันขึ้นมา ความชอกช้ำของมนุษย์เราจากคนจำนวนหนึ่งนี่มันชักชวนให้หดหู่ใจเสียเหลือเกิน<br />
<br />
ปัจจุบันนโยบายแจกนมโรงเรียนกลายเป็นแพทเทิร์นไปแล้ว ใครที่ไม่ต้องการให้ลูกเสี่ยงกับภัยร้ายจากการดื่มนมวัว บางคนเสนอให้โรงเรียนมีทางเลือกของนมถั่วเหลืองหรือไม่ก็ไม่ขอรับนมวัว แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กคนนั้นกลายเป็นเด็กเจ้าปัญหาในสายตาเพื่อนๆ หรืออาจจะคุณครูด้วย เพราะพ่อแม่มันมีเสือกมีปัญหา ถ้าผมเป็นพ่อแม่ที่มีปัญหาพวกนั้นแน่นอนว่าคงจะไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนโดยเด็ดขาดเว้นเสียจากว่าตัวเด็กเองจะมีความเข้มแข็งพอ
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 18 Jun 2007 14:42 203.152.4.202]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 93 ชนะใจตนเอง
 
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ฉันมีทางเลือกให้ชีวิตตนเองเพียงแค่นี้ ในช่วงเวลาที่เงินแทบไม่เหลือติดกระเป๋า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แม่บ้าน</span>”<span lang="TH"> งานที่แสดงถึงสถานภาพที่แตกต่างของคนในสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น คนที่สนิทและรู้จักฉัน ไม่มีใครแปลกใจที่ฉันมาทำงานนี้ แต่คนอื่นที่รู้จักฉันห่างๆ ต่างงงงวยถึงขั้นประหลาดใจ เพราะกรอบทางสังคมที่ยึดถือกันมาว่า การจบระดับอุดมศึกษา ไม่น่าจะมาทำงานอาชีพนี้ ยิ่งจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ จากคณะยอดนิยมที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายาก ยิ่งไม่สมควรที่จะทำงานหลุดนอกกรอบ แต่ฉันไม่นึกถึงข้อนี้ ถ้าไม่มีเงินกินข้าว กรอบที่คนยึดติด คงไม่ทำให้ฉันอิ่มท้อง</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>หลังจากเข้าไปทำงานได้ 3 สัปดาห์ ฉันขอลางานเพื่อนัดพบเพื่อน น้องที่ทำงานด้วยกันถามว่า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แล้วเพื่อนพี่เขาทำงานอะไรกัน</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย อีกคนเรียนปริญญาโท...แล้วก็พี่</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>เธอพยักหน้า แต่อ่านจากสีหน้า ฉันไม่แน่ใจว่า เธอรู้จักมหาวิทยาลัยที่ฉันเอ่ยถึงไหม ถ้าไม่รู้จักก็คงไม่แปลก เธอไม่เคยผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ ก็เข้ามาทำงานในเมืองกรุง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>เพื่อนของฉันถามถึงหน้าที่ประจำวัน ฉันสาธยายให้ฟัง ตั้งแต่ตื่นนอนดีห้าเพื่อทำกับข้าวตักบาตร</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>“<span lang="TH">มีตักบาตรด้วยดีนะ</span>”<span lang="TH"> เพื่อนๆ ของฉันยิ้ม ชีวิตการงานของฉันเป็นมงคลตั้งแต่การเริ่มงานในแต่ละวัน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เออ เป็นมงคล...จากนั้นก็รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า รีดผ้า กวาดใบไม้รอบบ้าน ส่วนอีกคนก็รดน้ำต้นไม้กวาดใบไม้เหมือนกัน แต่เขาจะเป็นคนทำความสะอาดบ้าน ส่วนเรื่องเสื้อผ้าก็เป็นงานของฉันไป</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แกรู้ไหม เขาจ้างแกนี่ โคตรคุ้มเลย ค่าจ้างซักรีดตามร้านเท่าไหร่ เดือนหนึ่งถ้าเขาเสียค่าซักรีด เผลอๆ แพงกว่าเงินเดือนแกอีกนะ</span>”<span lang="TH"> อาจารย์มหาวิทยาลัยพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ฉันว่ามันเป็นปกติของงานนี้นะ ซักผ้า รีดผ้า ก็ต้องรวมในนั้นด้วย</span>”<span lang="TH"> ฉันพูด ขณะที่เพื่อนอีกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย คล้ายจะถามว่าถ้าเขาจะส่งร้าน จะจ้างคนทำงานเพิ่มอีกทำไม เพื่อนคนที่เปิดประเด็นก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี แต่เสียงของตัวเองน้อยกว่า เธอจึงเปลี่ยนประเด็น</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เจ้านายแกเขาก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะ ลุกมาตักบาตรแต่เช้า</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">อ๋อ เปล่าหรอก เขาให้พวกฉันตักน่ะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เฮ้อ จริงเหรอ แล้วเขามีส่วนร่วมกับการทำบุญจากตรงไหน</span>”<span lang="TH"> อาจารย์มหาวิทยาลัยทำหน้าประหลาด แต่ฉันตกใจน้ำเสียงของเธอมากกว่า</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ก็เงินที่ใช้ซื้อขนม ซื้อของมาทำกับข้าว แล้วเวลากรวดน้ำ เขาก็จะอุทิศส่วนกุศลไปว่า วันนี้ใส่บาตรด้วยอะไรบ้าง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ตอนเช้าหลังจากตักบาตร ฉันต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาหารเช้าให้คุณผู้หญิง ทั้งแก้วน้ำดื่ม จานรองแก้ว จานขนม ชุดกรวดน้ำ และชุดกาแฟลายเดียวกัน ขึ้นไปตั้งโต๊ะที่ห้องอาหารเช้าบนบ้าน ฉันเคยถามว่า ถ้าหาถ้วยกับจานรองแก้วลายเดียวกันไม่เจอ ใช้ลายต่างกันได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ฉันเดาเหตุผลไปว่า ความเข้ากันของชุดกาแฟคืออรรถรสในการดื่มกาแฟ คุณผู้หญิงก็คงไม่รื่นรมย์กับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในยามเช้าเป็นแน่ เพราะบ่อยครั้งสุนทรีย์ในใจคนก็มาจากอุปกรณ์ภายนอกต่างๆ เหล่านี้เช่นกัน บางครั้งฉันอยากทดสอบเหตุผลที่ตัวเองคิด โดยเตรียมชุดกาแฟลายต่างกัน แต่ยังไม่เคยลองสักที เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับฉันบกพร่องต่อหน้าที่</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>นอกจากเหตุผลของความสวยงามแล้ว ก็คงเป็นเหตุผลของมารยาทสากลด้วยกระมัง เพราะตามร้านอาหารหรูๆ ตามงานเลี้ยงของคนมีระดับ อุปกรณ์ต่างๆ บนโต๊ะอาหารก็เข้าชุดกันทั้งนั้น ช่างท้าท้ายการรับรู้จริงๆ ว่า ถ้าอุปกรณ์บนโต๊ะไม่ผสมกลมกลืน ดูไม่เป็นศิลปะ ไม่เป็นไปตามมารยาททางสังคม ผู้มีเกียรติทั้งหลาย ที่แม้จะหิวจนท้องกิ่ว จะรับประทานอาหารกันได้หรือไม่ เพราะไม่เคยมีคนทำงานหน้าที่นั้นคนไหน ได้ท้าท้ายกรอบหรือมารยาททางสังคมที่กำหนดไว้ ฉันจึงไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมฉันและคนอื่นๆ ที่แวดล้อมฉัน ถึงกินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อย ดื่มกาแฟได้อย่างสบายใจ แม้ว่าถ้วยกาแฟเป็นรูปดอกไม้ และจานรองจะเป็นรูปลิง เพราะสถานภาพของบุคคลแตกต่างกันนี่เอง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ตอนเช้าฉันก็เตรียมชุดกรวดน้ำ มีขวดน้ำ แก้ว และชามใหญ่รองน้ำ พอคุณผู้หญิงรับอาหารเช้า ก็จะกรวดน้ำอุทิศบุญกุศล</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>เพื่อนสาวคนเดิมยิ้มเยาะ เธอบอกว่าการทำบุญที่เธอคิดมาเสมอคือ ต้องมีความอดทน มีความตั้งใจที่จะทำ อดทนที่จะตื่นแต่เช้า เพื่อตั้งใจมาทำอาหารถวายพระ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ถ้าอย่างนั้นคนที่ซื้อกับข้าวถุงที่ร้านข้าวแกง ที่เขาเตรียมไว้ชุดละ 20 บาท ก็เสียเงินฟรีๆ น่ะสิ เพราะคนที่ได้บุญคือคนที่ทำอาหารถวายพระ</span>”<span lang="TH"> เพื่อนสาวตั้งข้อสังเกตตามวิสัยของคนเป็นอาจารย์</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ได้เท่าๆ กันแหละ คนซื้อก็ต้องทำงานด้วยแรงกายและสมองแลกเงิน เอามาซื้อกับข้าวตักบาตร ถ้าจะพูดถึงการลงทุนเพื่อได้บุญ ก็ลงทุนทั้งสองฝ่าย</span>”<span lang="TH"> เพื่อนอีกคนตัดบท แล้วหันมาพูดกับฉันเพื่อเบี่ยงประเด็น ไม่ให้มีการต่อความยาว</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">งานแกก็ไม่หนักเท่าไรนะ ก็คงพอมีเวลาว่าง ใช่ไหม</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันแทบสะอึก เกือบพ่นน้ำเสาวรสออกมา </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แกนึกว่าบ้านเขาหลังเล็กเหมือนบ้านแกหรือไง งานสามสี่อย่างก็เถอะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันนึกถึงบ้านหลังใหญ่บริเวณกว้างขวาง กะตามสายตาน่าจะราวๆ <st1:metricconverter w:st="on" productid="3 ไร่">3 ไร่</st1:metricconverter> แค่ต้นไม้ใบหญ้าที่ต้องรดน้ำ ก็กินเวลาทำงานของฉันเป็นชั่วโมง ผ้าอีก 4 ตะกร้าที่ต้องซักรีดทุกวัน ฉันทำงานส่วนนี้ตั้งแต่สายถึงบ่ายแก่ๆ ไม่รวมเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในยามตะวันคล้อยกับการจัดการใบไม้ที่ผลัดใบอยู่รอบๆ บ้าน สรุปคือฉันทำงานทั้งวัน</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เขาอยู่กันกี่คนทำไมต้องซักรีดทุกวัน</span>”<span lang="TH"> คราวนี้เพื่อนสาวของฉันถามพร้อมกัน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ก็ 4 คน แต่รวมกันก็เยอะ ถ้าซักวันเว้นวัน งานหนักเลย เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าวันละชุดเหมือนพวกแกนี่ ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน เปลี่ยนทุกวัน ชุดทำงาน 1 ชุด ตอนเย็นถ้าออกไปธุระข้างนอกก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีก แล้วก็ชุดนอนอีก วันหนึ่งคนละสองสามชุดก็เยอะนะ เสื้อผ้าของน้องหมาด้วย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>นอกจากพระ คน ต้นไม้แล้ว หน้าที่ของฉันก็คือ ดูแลน้องหมาอีก 2 ตัว นอกจากหาข้าวหาน้ำให้แล้ว ก็ต้องพาไปเดินเล่น รวมถึงดูแลเรื่องระบบขับถ่ายของน้องหมาตัวเล็กด้วย หลังจากอุ่นอาหารในไมโครเวฟให้เขาเสร็จเรียบร้อย ฉันมีหน้าที่พาเขาไปทำธุระส่วนตัวที่สนามหญ้าหลังอาหารทุกมื้อ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แกเข้าใจไหม เขาดูแลเอาใจใส่น้องหมาเหมือนลูก ฉันก็ต้องดูแลลูกเขาเป็นพิเศษ ก็เหมือนแกดูแลปลานั่นแหละ แกก็เรียกน้องปลา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ฉันไม่เห็นว่าเขาจะดูแลตรงไหน แกต่างหากเป็นคนดูแล เจ้านายแกเขาแค่พาขึ้นไปนอนในห้องด้วยเท่านั้น</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ค่าอาหารน้องหมาไง แล้วที่เขาพาไปนอนที่ห้องก็เลี้ยงดูฟูมฟักจะตาย แกยังว่าเขาไม่ดูแลอีกเหรอ บางวันฉันพาน้องหมาไปขี้ที่สนามหญ้าแล้วเขาขี้ไม่ออกนะ เจ้านายฉันเขาก็มีวิธีทำให้น้องหมาขี้จนได้ ดูแลกันขนาดนี้เลย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันนึกถึงประโยคที่เจ้านายฉันถามว่า วันนี้น้องหมาถ่ายหรือเปล่า พอเขารับรู้ เขาก็บอกว่า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ไม่เป็นไรเดี๋ยวพาไปเอง</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>“<span lang="TH">เออ เก่งนะ หมามันไม่ขี้ยังทำให้มันขี้ได้</span>”<span lang="TH"> เพื่อนทั้งสองของฉันพูดพร้อมกัน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ถ้าน้องหมาไม่ขี้เขาก็จะงอแงทั้งคืน เจ้านายฉันก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็ต้องดูแลเขา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันนึกถึงวันที่น้องหมาไม่ยอมขี้ และฉันก็ได้รับรู้ผลจากการที่ฉันไม่สนใจและไม่พยายามจะทำให้เขาขี้ ได้สร้างความเดือดร้อนให้เจ้านายฉันมากเพียงใด วันนั้นฉันรู้สึกผิดที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และฉันก็กังวลที่ทำหน้าที่ของตัวเองไม่สมบูรณ์</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">การทำให้หมาขี้คือหน้าที่ของแกด้วยใช่ไหม น่าอิจฉานะ แต่ละวันได้ทำงานให้สิ่งมีชีวิตครบถ้วนเลย ทั้งพระ คน ต้นไม้ และหมา</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แต่ก็บ่อยครั้งที่ฉันทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ หมามันไม่ขี้จะบังคับให้มันขี้ได้ยังไงใช่ไหม ขนาดตัวเองขี้ไม่ออกยังบังคับไม่ได้เลย อย่างว่าแหละ หมาจะขี้หรือไม่ขี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฉัน เรื่องที่ไม่สำคัญสำหรับเรา เราก็ไม่สนใจใช่ไหม ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นอาจมีความสำคัญต่อคนอื่นมาก</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ประเด็นนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเดิม วันนั้น ช่างแอร์มาซ่อมแอร์ซึ่งอยู่เหนือโต๊ะของพี่คนหนึ่ง แต่ความไม่ระมัดระวังที่แม้จะเป็นช่างก็พลาดได้ เขาทำน้ำที่เอ่อล้นอยู่บนฝาปิดแอร์หกเลอะเทอะโต๊ะของพี่คนนั้น น้ำกระเซ็นไปถูกหนังสือเกือบทุกเล่มบนชั้นวางหนังสือที่อยู่ใกล้โต๊ะ พี่อีกคนหนึ่งในที่ทำงานจึงพูดขึ้นว่า</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">โต๊ะพี่เขาเปียกหมดเลย ไม่เป็นไรเช็ดได้ แต่หนังสือสิ</span>”<span lang="TH"> เธอเดินไปที่ชั้นวางหนังสือ </span>“<span lang="TH">น้ำกระเด็นนิดหน่อย ไม่เปียกมากเดี๋ยวก็แห้ง ดีนะวันนี้พี่เขาไม่อยู่ เลยทำงานได้สบาย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>พอวันรุ่งขึ้น พี่เจ้าของโต๊ะมาทำงาน เธอมองดูโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงที่พูดไม่มีแววโกรธขึ้ง แต่เนื้อหาที่เธอเอ่ย ทำให้เรารู้ว่าเธอไม่สบอารมณ์นัก</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ถ้าต่อไปจะให้ช่างมาล้างแอร์ ช่วยแจ้งพี่ล่วงหน้าก่อนนะ พี่จะได้เคลียร์ของรอบๆ โต๊ะออกให้หมดเลย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>เธอพูดพร้อมกับมองหนังสือที่เปียกน้ำและแห้งแล้ว </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">หนังสือชั้นนี้คือชีวิตของพี่เลยนะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ขณะที่คนหนึ่งมองว่าการที่พี่คนนี้ไม่อยู่ เป็นความสะดวกสำหรับช่างแอร์ ในขณะเดียวกันเจ้าของโต๊ะเห็นว่าถ้าเธออยู่จะเป็นผลดีมากกว่า อย่างน้อยหนังสือชั้นนั้นซึ่งคือชีวิตของเธอก็คงไม่เปียก แม้ว่ามันจะเปียกนิดหน่อยในความรู้สึกของคนที่ไม่ใช่เจ้าของหนังสือ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แล้วหมามันขี้เองไม่ได้หรือไง</span>”<span lang="TH"> เพื่อนฉันถาม หลังจากที่เงียบไปนาน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เขาตัวเล็ก อายุเยอะแล้ว ขาไม่ค่อยแข็งแรง บริเวณบ้านกว้างจะตาย ถ้าเดินไกลเขาก็เหนื่อย ก็ต้องอุ้มไป</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">เลี้ยงหมาเหมือนลูก แต่คนป้อนข้าวป้อนน้ำกลับเป็นแก เหมือนคนสมัยนี้เลี้ยงลูกเลยนะ พี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเรื่องป้อนข้าว ดูแลเรื่องขี้เยี่ยว</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ก็ถ้าคนเขามีเวลาทำงานเองหมดทุกอย่าง แกคิดดูว่าคนทำงานแม่บ้านอย่างฉันทั้งประเทศนี้จะไม่มีงานทำกี่คน เผลอๆ เยอะกว่าคนอีกหลายอาชีพด้วยซ้ำ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">ฉันไม่นึกเลยว่าคนใจร้อน หงุดหงิดง่าย โมโหร้าย ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครอย่างแก จะทำงานนี้ได้ แกอดทนจริงๆ</span>”<span lang="TH"> ฉันดีใจที่เพื่อนสาวมีแววตาชื่นชม และน้ำเสียงทอดอ่อนไร้แววประชดประชัน</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันนึกถึงความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อก่อนฉันเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ เพื่อนบางคนเคยเตือนให้ฉันเพลาอารมณ์ร้อนๆ ลงบ้าง เพราะจะเป็นผลเสียทั้งต่องานและสุขภาพ ฉันกลับตอบอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงแข็งกระด้างว่า</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">มันเรื่องของฉัน แกเป็นอะไรกับฉันนี่</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>เพราะความไม่พอใจที่เขาเสนอความเห็นด้วยความเป็นห่วง แต่ความห่วงของเขาก็ถูกปิดกั้นจากการรับรู้ของฉัน เพราะเป็นคำพูดที่ขัดหูขัดใจฉัน เท่านั้นเอง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span><span lang="TH">เมื่อก่อนฉันไม่ยอมทำอะไรที่นอกเหนือจากสิ่งที่ตนเองเชื่อถือและยึดมั่น ครั้งนั้นหัวหน้างานให้ฉันไปสัมภาษณ์ผู้มีอันเหลือกินท่านหนึ่ง เพื่อเขียนเป็นคอลัมน์สัมภาษณ์บุคคลในนิตยสาร ฉันเคยไปสัมภาษณ์คนคนนี้ที่บ้านของเขาแล้ว แต่ไปในฐานะผู้ช่วยคนสัมภาษณ์อีกที เพื่อลงในนิตยสารฉบับอื่น หัวหน้าฉันเห็นว่า บางเรื่องราวในชีวิตของเขาน่าสนใจ เขาเป็นบุคคลที่ทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในหลากหลายสาขา ทั้งด้านธุรกิจ การศึกษา หรือแม้แต่การเมือง</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>หัวหน้าฉันบอกว่าการได้สัมผัสกับเรื่องราวของบุคคลที่แตกต่างจากเรา วิถีชีวิตตรงข้ามกับเรา จะทำให้เราได้เห็นหรือมองอะไรๆ ได้ในมุมกว้าง แต่จิตใจของฉันปิดประตูกั้นคนคนนี้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในบ้านของเขาแล้ว ชายสูงอายุผมสีดอกเลาในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงผ้าสีครีม ลงมาจากรถที่คนขับรถในชุดซาฟารีเปิดประตูให้ คนทำงานเป็นหญิงวัยกลางคน และเด็กสาวอีกประมาณ 3 คน แต่งกายด้วยเสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีน้ำเงินคล้ายกัน ตอนนั้นฉันนึกเพียงแต่ว่า นี่ไม่ใช่ละครใช่ไหม</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ฉันปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โดยบอกเหตุผลไปว่า ฉันไม่ค่อยชื่นชมอะไรๆ ที่เป็นศักดินา ได้ยินคำว่าคุณผู้หญิง คุณผู้ชายแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ตอนนั้นฉันก็ต้องไป เพราะงานก็คืองาน หน้าที่ในวันนั้นฉันทำด้วยความอึดอัดใจ แต่วันนี้ฉันก็มาทำงานในสิ่งที่ฉันเคยต่อต้าน ในบ้านของคุณผู้หญิงที่มีรถยุโรปจอดในบ้าน 6 คัน มีคนขับรถ 2 คน</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>การทำงานเป็นแม่บ้านทำให้ฉันเรียนรู้ว่า สถานภาพทางสังคมของคนมีช่องว่างกว้างเช่นเดียวกับสถานภาพทางเศรษฐกิจ ระบบเจ้าขุนมูลนายไม่เคยจางหายไป และผู้คนที่มีทางเลือกน้อยหรือเต็มใจที่จะเลือกทางสายนี้ ก็ยังคงอยู่ในบทบาทของบ่าว ไม่แตกต่างจากการเลิกทาสที่ทาสพร้อมใจยู่ในสถานภาพของไพร่ แทนที่จะเป็นไทแล้วออกไปอดตาย ต่างกันเพียงสถานภาพของแม่บ้านในปัจจุบันคือ เป็นการทำงานในฐานะลูกจ้างแล้วได้รับเงินเดือน ไม่แตกต่างกับลูกจ้างที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือในโรงงาน รวมถึงอาชีพข้าราชการ ที่ทุกคนก็อยู่ในสภาพของลูกน้องและมีเจ้านาย แต่คำว่าลูกน้องกับเจ้านายฟังดูดีมีภาษีกว่าคำว่า คนรับใช้กับคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย หรือคุณหนู</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉะนั้น ฉันถึงไม่แปลกใจเลยกับคำถามที่ว่า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt">“</span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">จบปริญญาแล้วมาเป็นคนใช้ได้ยังไง</span><span style="FONT-SIZE: 16pt">”</span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"><span style="mso-spacerun: yes">  </span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">มีคนเคยถามว่า ฉันรู้สึกแพ้ไหม ที่ยอมจำนนหรือยอมก้มหัวให้กับสิ่งที่ฉันเคยต่อต้าน มันไม่ใช่การยอมแพ้ ก้มหัว หรือยอมจำนน แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การอยู่กับสิ่งที่ไม่ศรัทธา ไม่เคยชื่นชอบ หรือถึงขั้นต่อต้านได้นาน นานจนคนอื่นหรือแม้แต่ตนเองคาดไม่ถึง เกินกว่าที่ตนเองคิดว่าจะรับไม่ได้ แต่ฉันก็ทำได้ ฉันถือว่าตัวเองชนะ...ชนะอย่างใสๆ ด้วย</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>การพ่ายแพ้หรือมีชัยในชีวิตของคนเรานั้น ไม่มีใครเป็นกรรมการได้ดีเท่ากับความรู้สึกของตัวเอง หากแต่ต้องยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยไม่หลอกตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ฉันชนะใจตัวเองได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณผู้หญิงของฉันใจดี</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>แต่ฉันก็ยังเป็นคนเดิมว่ะ แม้ว่าทัศนคติจะเปลี่ยนไป แต่วาจาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">“<span lang="TH">แม่ง กูชนะแล้วโว้ย</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><span style="mso-spacerun: yes"> </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></span></p>
ผู้โพสต์ : เนตร [Wed, 17 Oct 2012 20:33 202.57.179.202]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 94 Google ผู้นำยักษ์ใหญ่กู้วิกฤตโลก
กูเกิล (Google) และบริษัทไอทียักษ์ใหญ่รายอื่นอย่างนิวส์คอร์ป (News Corp.) แถลงข่าวนโยบายความพยายามในการควบคุมการสร้างก๊าซคาร์บอนในองค์กรเพื่อกู้วิกฤติโลกร้อนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐฯ โดยกูเกิลแถลงว่า ขณะนี้ได้เพิ่มเงินลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในองค์กรแล้ว เช่น เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น โดยในอนาคตจะให้เงินบริจาคแก่นานาโครงการลดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่อากาศ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการใช้พลังงานธรรมชาติทดแทน ฯลฯ ในกรณีที่เทคโนโลยีที่กูเกิลมีไม่สามารถลดการสร้างคาร์บอนได้โดยตรง<br />
       <br />
       "จริงอยู่ที่การให้เงินสนับสนุนโครงการลดการปลดปล่อยคาร์บอนขององค์กรการกุศลนั้นไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงโครงข่ายพลังงานในองค์กรได้ สิ่งจำเป็นที่จะสร้างความเสถียรให้ภาวะเรือนกระจกของโลกไม่อยู่ในระดับอันตรายจึงอยู่ที่การควบคุมการปล่อยสารคาร์บอนในองค์กรมากกว่า" กูเกิลบรรยายวิสัยทัศน์ของตัวเองไว้ในเว็บไซต์ "แต่เราก็เชื่อว่าโครงการการกุศลเหล่านี้สามารถให้ผลได้จริง โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกเรื่องการวัดปริมาณคาร์บอนที่แต่ละคนสร้างไว้ในแต่ละวัน นี่จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้เราสามารถแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้"<br />
       <br />
       การบริจาคเงินให้กับโครงการลดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่อากาศนั้นมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า carbon offset เกิดจากแนวคิดว่า มนุษย์ควรไถ่โทษที่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะเรือนกระจกและวิกฤติโลกร้อน โดยควรมีการคำนวณว่ากิจกรรมตลอดวันนั้นมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเท่าใด ทั้งจากรถยนต์ เครื่องบิน การเผาหญ้า การทำอาหารแบบปิ้งย่าง และที่สำคัญคือโรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นจึงบริจาคเงินให้องค์กรนำไปใช้ในการดำเนินโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นการชดเชย<br />
       <br />
       เว็บไซต์ขององค์กรที่รับบริจาคจะมีโปรแกรมช่วยคำนวณว่ากิจกรรมประจำวันเช่น การขับรถไปทำงาน การนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ การไปพักผ่อนที่โรงแรม ฯลฯ เหล่านี้สร้างก๊าซคาร์บอนไปเป็นจำนวนเท่าใด และผู้บริโภคหรือบริษัทควรจะบริจาคเงินจำนวนเท่าใด<br />
       <br />
       บริษัทในยุโรปจำนวนมากเลือกบริจาคกับโครงการ Kyoto Protocol U.N. ซึ่งเป็นโครงการขององค์การสหประชาชาติเพื่อการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับด้านการประกอบกิจการอุตสาหกรรม ตรงกันข้ามกับบริษัทสัญชาติสหรัฐฯที่สามารถเลือกบริจาคหรือไม่ได้ตามความสมัครใจ<br />
       <br />
       กูเกิลให้ข้อมูลว่าหนึ่งในโครงการที่บริษัทจะบริจาคเงินให้คือ โครงการดักจับและทำลายก๊าซมีเธน (methane) ที่เกิดจากการใช้ก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ในกลุ่มฟาร์มในประเทศเม็กซีโกและบราซิล ก๊าซดังกล่าวเป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศของโลกสูง เนื่องจากสามารถเก็บความร้อนได้สูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า จุดนี้กูเกิลเชื่อว่าจะสามารถช่วยบรรเทาวิกฤติมลภาวะทางอากาศและน้ำได้อีกทางหนึ่ง<br />
       <br />
       กูเกิลยอมรับว่า มีการวางแผนลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ขึ้นด้วยเงินมูลค่า 600 ล้านเหรียญในเมืองทางใต้ของรัฐไอโอวา โดยจะใช้พลังงานจากบริษัท MidAmerican Energy Co. ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตพลังไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งเชื่อว่าจะมีการปล่อยสารคาร์บอนออกมาจำนวนมาก จุดนี้ประชาสัมพันธ์ของกูเกิลระบุว่าปริมาณคาร์บอนที่ถูกปล่อยจากศูนย์ข้อมูลนี้จะถูกนำไปคำนวณเพื่อการบริจาคในอนาคต<br />
       <br />
       สำหรับความเคลื่อนไหวด้านการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมช่วงก่อนหน้านี้ของกูเกิล คือการประกาศความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์อย่างอินเทล (Intel Corp.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดประสงค์คือเพื่อจุดประกายให้บริษัทองค์กรและผู้บริโภคหันมาลงทุนระบบคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานให้มากขึ้น<br />
       <br />
       กูเกิลนั้นขีดเส้นว่าปีนี้จะเดินหน้าเป็นบริษัท "Carbon Neutral" หรือบริษัทที่สร้างสมดุลย์คาร์บอนอย่างเต็มตัว มีมาตรการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศ ขณะเดียวกันก็จะบริจาคเงินแก่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นการชดเชยอีกทาง ขณะที่นิวส์คอร์ปนั้นประกาศว่าจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2010<br />
<br />
ที่มา<br />
<a href="http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071634">http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9500000071634</a>
ผู้โพสต์ : tee [Fri, 25 May 2012 11:07 203.152.4.226]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 95 เปรียบเทียบสารอาหารในนมถั่วเหลือง
<br />
<br />
<strong>ตารางเปรียบเทียบสารอาหารในอาหาร 100 กรัม</strong><br />
<br />
<table width="620" height="278" cellspacing="0" cellpadding="2" border="1" align="" summary="">
<tbody>
<tr>
<td>                    <br />
</td>
<td>แคลอรี (หน่วย) </td>
<td>ไขมัน (กรัม) </td>
<td>คาร์โบไฮเดรต (กรัม)</td>
<td>ไฟเบอร์ (กรัม) </td>
<td>โปรตีน (มก.)</td>
<td> แคลเซียม (มก.)<br />
</td>
<td> ฟอสฟอรัส (มก.)</td>
<td> เหล็ก (iu)<br />
</td>
<td> วิตามิน    (มก.)</td>
</tr>
<tr>
<td> นมแม่                             <br />
</td>
<td>62 <br />
</td>
<td> 3.2<br />
</td>
<td>7.0<br />
</td>
<td>0</td>
<td>1.5</td>
<td>  47</td>
<td> 20</td>
<td> 0.2</td>
<td> 183</td>
</tr>
<tr>
<td> นมถั่วเหลืองไม่หวาน</td>
<td> 37<br />
</td>
<td> 1.5</td>
<td> 3.6</td>
<td> 0.1</td>
<td>2.8</td>
<td> 18</td>
<td> 36</td>
<td> 1.2</td>
<td>50 </td>
</tr>
<tr>
<td> นมวัว</td>
<td> 64<br />
</td>
<td> 3.2</td>
<td> 4.9</td>
<td> 0</td>
<td>3.4</td>
<td> 118</td>
<td> 99</td>
<td> 0.1</td>
<td> 144</td>
</tr>
<tr>
<td> ไข่ไก่<br />
</td>
<td> 163</td>
<td>11.5 </td>
<td> 0.8</td>
<td> 0</td>
<td>12.9</td>
<td> 61</td>
<td> 222</td>
<td> 3.2</td>
<td> 1,950</td>
</tr>
<tr>
<td> ไข่ไก่<br />
</td>
<td> 114</td>
<td> 8</td>
<td> 0.65</td>
<td> 0</td>
<td>9</td>
<td> 43</td>
<td> 155</td>
<td> 2.2</td>
<td> 1,365</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />
แคลอรีในนมวัวจะสูงกว่านมถั่วเหลืองเหตุเพราะมาจากไขมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ภาวะไขมันในเลือดสูงในเด็กและผู้ใหญ่ยุคนี้พุ่งสูงขึ้นมาก ตั้งแต่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไปจนถึง 15 ปี สำหรับเด็กโตทาน junk food และดื่มนม แต่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีคงยังไม่ทันโตมากิน junk food เป็นแน่แต่ทำไมไขมันสูง คำตอบคือเด็กพวกนี้ดื่มนมวัว แถมหลายๆ บ้านให้เด็กดื่มนมวัวแทนน้ำ สำหรับเรื่องไขมันในเลือดถ้าไม่รีบแก้ไขก่อนอายุ 15 ปี หลอดเลือดจะมีการจับของคราบไขมันเป็นการถาวะ เมื่อโตขึ้นจะตามมาด้วยภาวะไขมันในเลือดสูงทันที และตามมาด้วยโรคหัวใจทั้งที่ยังไม่ทันแก่เลย ยังมีออีกว่าคนไข้เบาหวานที่มารับการรักษาจากหมอถ้าใครไม่เลิกการดื่นนมวัวจะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้เลย<br />
<br />
โปรตีนในนมถั่วเหลืองแทบไม่ต่างกับนมวัว อีกทั้งโปรตีนในนมถั่วเหลืองยังดูดซึมได้ง่ายกว่าเพราะคนเอเชียดื่มกินกันอยู่ประจำ นมวัวเสียอีกที่อาจจะดูดซึมไปใช้งานได้ยากเพราะชาวเอเชียมักมีอาการท้องเสีย แต่ข้อเท็จจริงยังมีอีกอยู่ว่า นายแพทย์ สุขสวัสดิ์ เคยทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งกับอาสาที่เป็นพลทหาร ให้พวกเขาดื่มนมแล้วส่องกล้องดูเยื่อบุลำไส้ ผลปรากฏว่าทั้ง 100% มีเยื่อบุลำไส้บวมทั้งสิ้น ซึ่งแสดงถึงภาวะภูมิแพ้ของคนร้อยทั้งร้อย ทั้งที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการ ส่วนตัวผมเองไม่ถึงกับขั้นท้องเสียแต่คลื่นไส้เป็นประจำหลังรับประทานนมวัว ทำให้ปกติแล้วจะไม่นิยมดื่มเท่าไรนัก แต่จำไม่ได้ว่าตอนเด็กๆ โดนบังคับให้กินหรือเปล่าแต่โอกาสเป็นไปได้สูง <br />
<br />
แคลเซียมในนมถั่วเหลืองมีอยู่ปริมาณน้อย แต่ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี เต้าหู้ 1 แผ่น (100 กรัม) ให้แคลเซียม 250 มก.สูงกว่านมวัวถึง 2 เท่า ในปริมาณที่เท่ากัน และเท่ากับนมวัว 1 แก้วเลยทีเดียว ข้ออ้างเรื่องแคลเซียมจะเป็นตัวปกป้องการปฏิเสธนมวัวได้เป็นอย่างดี แต่เอาเข้าจริงแล้วแคลเซียมที่ฝรั่งกินกันในนมวัวกลับไม่ได้ช่วยปกป้องพวกเขาจากโรคกระดูพรุนได้เลย เมื่อเทียบกับคนไทยแล้วคนไทยเป็นโรคนี้น้อยกว่ามากถึง 9 เท่า เพราะอาการขาดแคลเซียมไม่ใช่เหตุผลเดียวของโรคนี้ตะหาก ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะกล่าวถึงต่อไป<br />
<br />
การที่นมวัวเข้ามาในเมืองไทยพร้อมโฆษณาชวนเชื่ออย่างรุนแรง คิดเหรอครับว่าพ่อค้าชาวต่างชาติจะคิดถึงสุขภาพของพวกเรา อย่าว่าแต่คนต่างชาติพันธุ์เลยแม้แต่ตาสีน้ำข้าวเหมือนกันเองยังไม่เคยสนใจ เพราะพ่อค้านั้นเป็นมนุษย์อีกสายพันธุ์หนึ่งที่มักจะทำทุกอย่างเพื่อการค้าเท่านั้น<br />
<br />
เรียบเรียงจากข้อเขียนคัดสรรจาก<a href="http://www.matichon.co.th/weekly/">มติชนสุดสัปดาห์</a> โดย น.พ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล จาก <a href="http://www.balavi.com/">balavi</a>
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 20 May 2008 16:29 203.113.32.11]

 tee


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 96 กระดูกพรุน? ดื่มนมวัวกับแคลเซียมก็ช่วยไม่ได้
<br />
เราต้องย้อนกลับไปดูอีกหลายอย่างสำหรับต้นเหตุของโรคนี้ เราสามารถเปรียบเทียบอาหารการกินและวิถีการเป็นอยู่ของคนในชาติตะวันตกกับบ้าเรา ในวันหนึ่งชาวตะวันตกรับประทานปริมาณแคลเซียมต่อ 1 คน ขนมปังกาแฟ 0 มก. แฮมเบอร์เกอร์ 199 มก. เฟรนซ์ฟราย 18 มก. สลัดไก่ 34 มก. ซุบหัวหอม 25 มก. เสต๊กเนื้อ 262 มก. สลัดผัก 20 มก. รวมเป็น 558 มก. ซึ่งไม่เพียงพอจึงหันไปดื่มนม<br />
<br />
มาดูอาหารในบ้านเราบ้างปริมาณแคลเซียมใน 1 มื้อดังนี้ ยำยอดกระถิน (ใส่กุ้งแห้ง) 105 มก. กะปิคั่ว (มีกุ้งแห้งและปลากรอบ) 194 มก. แกงส้มตูนปลาสวาย 147 มก. ผัดผักโขมไฟแดง 429 มก. แค่เพียงมื้อเดียวเราได้รับแคลเซียม 875 มก. ซึ่งพอเพียงต่อความต้องการใน 1 วันดังนั้นเราจึงไม่ต้องการบริโภคแคลเซียมเพิ่มอีกจะเห็นว่าแหล่งแคลเซียมโดยส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ที่กุ้งเล็กและปลาน้อยที่อยู่ในกะปิและแหล่งแคลเซียมสูงอีกตัวคือ เต้าหู้ขาว (ไม่นับเต้าหู้ไข่) 1 แผ่นที่ให้ถึง 250 มก.<br />
<br />
แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นคือการรับประทานอาหารไม่ใช่สาเหตุเดียวของโรคนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยให้พิจารณาดังนี้<br />
<br />
1. การขาดการออกกำลังกาย - การที่คนเราขยับตัวจะกระตุ้นให้แคลเซียมจับพอกกับกระดูก นาซ่าได้ทำการวิจัยโดยทดลองให้คนวัยสาวนอนเฉยๆ เป็นเวลา 4 เดือน รับประทานอาหารอุดมสมบูรณ์ ปรากฏว่ากระดูกส่วนต่างๆ บางลงอย่างรวดเร็ว ข้อเท้าบางไป 10.4% ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 12 เดือน จึงจะปกติ ดังนั้นต่อให้รับประทานแคลเซียมไปมากเท่าไรก็ช่วยไม่ได้<br />
<br />
2. การไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ - เมื่อผิวของคนเราได้รับแสงแดดจะสร้างวิตามินดี ซึ่งช่วยให้เกิดการดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหาร ซึ่งเราได้เปรียบชาวตะวันตกตรงนี้แต่วิถีชีวิตในเมืองได้ละทิ้งชีวิตกลางแจ้งไปหมด นั่งทำงานอยู่ในตึกตลอดทั้งวัน แถมในชีวิตประจำวันยังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองโดดแดดได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งโปะครีม ปิดเสื้อผ้ามิดชิด อยากตัวขาวแต่อมโรคจึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ยอมทุกข์ทรมานเพียงได้สวยแต่เอาเข้าจริงๆ ไอ้ความขาวที่ต้องการนักมันเป็นความงั่งของค่านิยม ใครหนอช่างงี่เง่าให้ค่านิยมเป็นตัวกำกับชีวิตตัวเอง สิ่งนี้จึงเป็นหนึ่งในสังคมวิปริต<br />
<br />
3. กินยาที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม - ยาเคลือบกระเพาะที่มีอลูมิเนียม เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องที่เคลือบอลูมิเนียม ชา กาแฟ เหล่านี้ล้วนขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ทั้งสิ้น น้ำอัดลมตัวดีมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงเพื่อสร้างฟอง เป็นเหตุให้ร่างกายเสียสมดุลร่างกายต้องละลายแคลเซียมเพื่อมาสมดุลกับฟอสฟอรัสในเลือด ยิ่งส่งเสริมให้ร่ายกายขาดแคลเซียมหนักขึ้น <br />
<br />
4. โปรตีนล้นเกิน - สัดส่วนที่ดีของ แคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอาหารควรจะเป็น 2:1 เนื้อสัตวมีอัตราส่วนเป็น 1:8 ถึง 1:20 ทำให้เราสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก ยุคปัจจุบันเรานิยมบริโภคเนื้อสัตว์จนล้นเกิน เห็นได้จากเวลาไปทานสุกี้หรือหมูกระทะอะไรก็ตาม อย่างแรกคิดว่ากินเนื้อดีกว่ากินน้ำกินข้าวกินผัก ถ้าไปตามงานเลี้ยงสาวๆ จะกินแต่กับข้าวกลัวว่าจะกินได้น้อย กลัวว่าจะไม่คุ้มโดยเอาราคาของอาหารเป็นตัววัด กลายเป็นว่าอะไรก็ไม่รู้เป็นตัวกำหนดชีวิตอีกแล้ว<br />
<br />
5. ภาวะฮอร์โมนเพศลดลง - ฮอร์โมนอีสโตรเจนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนจึงเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อกระดูกพรุน วิถีอย่างภูมิปัญญาตะวันออกกลับพบว่าได้รับสารฮอร์โมนอีสโตรเจนอีกชนิดหนึ่งจากพืชผักที่พบพอสมควรที่ช่วยสมดุลฮอร์โมนนี้ในร่างกายคือ ถั่วเหลืองซึ่งมีสาร Isofavone ป้องกันกระดูกพรุนและป้องกันมะเร็ง<br />
<br />
โค้ก เนื้อสัตว์ เสต๊ก อาหารยอดนิยมของชาวตะวันตก จากที่ได้รับแคลเซียมน้อยอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ยังไปพร่องมันอีกด้วยการรับประทานของเหล่านี้ (ร่างกายต้องละลายแคลเซียมมาสมดุลกับฟอสฟอรัสในเลือด) ยิ่งทำให้เกิดภาวะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นและการดำรงชีวิตปัจจุบันออกจากชีวิตกลางแจ้งและนั่งอยู่หน้าจอตลอดทั้งวันยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าภาวะเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน<br />
<br />
นอกจาก You are what u eat แล้วอาจต้องมี You r what u do, You r what u feel, You r what u read ด้วยน้อ<br />
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 03 Jul 2007 06:34 203.152.4.155]

 toon


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 97 นำทางตีลังกา
<br />
ตื่นเต้นอยู่ทั้งวันว่านี่เราท้องลดแล้วหรอเนี่ย ถ้าท้องลดก็อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็คงจะคลอด ตื่นเต๊นตื่นเต้น ดีที่หมอนัดวันนี้พอดีจะได้รู้ให้แน่ๆว่าชัวร์หรือมั่วนิ่ม<br />
<br />
ตอนเย็นไปหาหมอตามนัด สรุปได้ว่าท้องยังไม่ได้ลดเฟ้ยยย... แต่กลับหัวแล้ว ตีลังกาเอาหัวลงไปด้านล่างแล้ว หมอบอกว่า อยู่ท่านี้ตอนนี้คิดว่าคงไม่เปลี่ยนท่าแล้ว ดีจัง เอาหัวลงแล้วจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะเอาก้นลงหรือนอนขวางจนคลอดเองไม่ได้ หมอจับท้องเขย่าๆ (อีกแล้ว) แล้วชวนเฮียเขย่าด้วย ให้จับดูว่านี่หัว นี่ก้น น้ำหนักถึง 2,000 กรัมแล้ว (จากการจับของหมอ) หมอว่า ถ้าได้ซัก 2,500 หมอก็ happy แล้ว แต่อาจจะเกินก็ได้นะ น่าจะ 2,700 ได้ แต่ถ้าเกินจากนี้คงต้องเบ่งกันเหนื่อยหน่อย ยังไงเต็มที่ก็ไม่น่าเกิน 3,000 เพราะแม่ตัวผอม ตัวเล็กมาก<br />
<br />
นัดครั้งหน้าอีก 2 อาทิตย์ วันที่ 17 ก.ค. หมอบอกว่าจากกลางเดือนนี้ไปมีโอกาสคลอดได้ (กำหนดคลอดตามวันคือ 8 ส.ค. แต่มักจะไม่ตรงเป๊ะหรอก +-2 สัปดาห์ก็ยังโอเค) ให้ดูอาการ ถ้ามีมูก มีเลือดออก น้ำเดิน ปวดท้องมาก แปลว่าจะคลอดแล้ว และให้คอยดูว่าลูกยังดิ้นดีอยู่มั้ย ถ้าดิ้นดีอยู่ก็แปลว่ายังแข็งแรงอยู่ คราวหน้าหมอจะซาวน์ดอีกครั้งด้วย ว้าวๆ...คราวนี้จะเห็นมั้ยหนอ มีแต่คนถามว่าหญิงหรือชายจนเบื่อจะตอบละว่ายังไม่รู้ๆ แต่เฮียบอกว่า คราวหน้าอย่าดูเลยเนอะว่าเพศอะไรจะคลอดอยู่แล้วไว้รอลุ้นเลย แหม...คนอื่นเค้าถามเพราะเตรียมของให้ไม่ถูก ไม่ดูได้ไง เด๋วอด หุหุ<br />
<br />
อยากเจอกันแล้วลูกจ๋า ---'-,--@
ผู้โพสต์ : toon [Tue, 03 Jul 2007 15:16 203.152.4.15]

 เนตร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 98 คือ...แรงบันดาลใจ
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align="center"><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p> </o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">เทียนนั้นถึงจะให้แสงสว่าง แต่ถ้าเปลวเทียนมันเอียง มันก็มีเงา ปัญญาของคนถึงจะใสอย่างไร ถ้ามีความลำเอียงเสียแล้ว มันก็มีส่วนที่มืด ฉะนั้น คนมีปัญญาต้องเที่ยงตรง</span>”<o:p></o:p></span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ภาษาเปรียบเปรยแทงตรงใจอย่างแรง จนต้องพลิกหน้าปกมาดูชื่อผู้แต่ง จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจหยิบหนังสือเล่มนี้ ไม่สนใจที่จะอ่านชื่อคนเขียน แต่ตอนนั้นกำลังเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และชื่นชอบนิยายที่ใช้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นฉากของเรื่องอย่างมาก หนังสือเล่มนี้จึงเข้าตากรรมการ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">คนดีศรีอยุธยา...เสนีย์ เสาวพงศ์</span></strong><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">เนื้อหาและภาษาที่คนเขียนเรียงร้อยในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันต้องละจากร้านหนังสือเข้าไปสิงสถิตในห้องสมุด เพื่อค้นหาหนังสือเล่มอื่นๆ ในนามปากกานี้ ไม่ว่าจะเป็น <strong>ปีศาจ ความรักของวัลยา ไฟเย็น หยดหนึ่งของกาลเวลา ผมเป็นคนโยเดีย ดิน น้ำ และดอกไม้</strong> ฉันเพิ่งได้อ่านวรรณกรรมของนักประพันธ์อาวุโสท่านนี้ ในชั้นปีที่ 2 ของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย คงไม่ช้าเกินไปสำหรับฉันหรอกนะ เหมือนกับคงไม่ช้าเกินไปที่หนังสือของท่านกลับมาสถิตบนโลกหนังสืออีกครั้ง ผ่านสายตาของนิสิต นักศึกษา ในยุคสายลม แสงแดด เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่ฉันไม่ได้หวังว่าจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นหรอก แต่อย่างน้อย งานของท่านก็พาให้ฉันกลับไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของนักประพันธ์นามอื่น ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2500</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">หนังสือต้องห้ามในยุคเผด็จการทหารหลายเล่ม ทำให้ฉันเพลิดเพลิน เป็นสุขล้น และท่วมท้นด้วยความรู้ กับเนื้อหาที่สะท้อนถึงสังคมในยุคนั้น ได้สัมผัสกับภาษาวรรณกรรมที่ไพเราะ ความอยากเขียนหนังสือที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีพลังมากขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้มา เพราะภาษาในหนังสือแต่ละเล่มที่อ่านผ่านตา ฉันเอ่ยขอบคุณเทียนเล่มนั้นจากคนดีศรีอยุธยา ที่นำให้ฉันเข้าสู่งานหนังสือที่เรียกได้ว่าเป็น วรรณกรรม ถ้าไม่มีเล่มนี้ ฉันก็คงไม่ได้พบขุมทรัพย์ตัวอักษรในหนังสืออีกหลายๆ เล่ม </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p> </o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">................................</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ตุลาคม 2545</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">จบการศึกษามา 3 ปี การงานที่รัดตัว ทำให้ฉันไม่ค่อยได้มีเวลาเข้าห้องสมุด หรืออ่านวรรณกรรมยุคเก่าเหมือนเช่นเดิมนัก แม้จะย่างเข้าห้องสมุดบ้างก็เป็นการหาข้อมูลเพื่อเอื้อต่องานที่ทำอยู่มากกว่า แต่โอกาสก็มาถึง ปลายปี พ.ศ. 2545 ชื่อของนักเขียนที่ฉันชื่นชอบก็ผุดขึ้นมาในหัว เมื่อหัวหน้าของฉันให้ไปสัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่ง เพื่อตีพิมพ์เป็นคอลัมน์สัมภาษณ์ในนิตยสาร ฉันปฏิเสธอย่างอ่อนโยน ด้วยการอ้างเหตุผลว่า ฉันไม่ใคร่จะคุ้นชินกับการสัมภาษณ์บุคคลที่มีเชื้อสายผู้ดีเก่า ประหนึ่งเป็นตัวแทนของศักดินาแบบนั้น</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">หนูคิดว่าถ้าใจเราไม่เปิดรับ งานเขียนที่ออกมาก็จะขาดชีวิตชีวาค่ะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">อ๋อ ไม่ใช่ชายในดวงใจ</span>” <span lang="TH">หัวหน้าฉันพูดยิ้มๆ<o:p></o:p></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ฉันยิ้มตอบถ้อยคำนั้น ก่อนจะเสนอทางเลือกให้ตนเองได้ทำงานชิ้นนั้นด้วยความเต็มใจ </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">หนูชื่นชอบนักเขียนอยู่ท่านหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะตรงใจหรือเปล่า ขอเปลี่ยนมาสัมภาษณ์คนนี้แทนได้ไหมคะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">พอฉันเอ่ยชื่อออกมา หัวหน้าฉันก็พยักหน้า พร้อมกับบอกว่า แม้จะผ่านยุคสมัยงานเขียนแนวเพื่อชีวิตมาแล้ว แต่ท่านก็เป็นนักประพันธ์ที่เลื่องชื่อ อีกทั้งไม่มีบทสัมภาษณ์มานานแล้ว ก็น่าจะลองดู</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ฉันโทรศัพท์ไปบริษัทที่นักเขียนท่านนี้ทำงานอยู่ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2545 ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับท่าน ที่พิมพ์ออกมาในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 หรือ 7 รอบอายุขัยของท่าน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฉันจะติดต่อไปเพื่อขอสัมภาษณ์ท่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">สวัสดีค่ะ ขอเรียนสาย คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ค่ะ</span>” <span lang="TH">ฉันพูดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากนั่งฟังเสียงเพลงอยู่ไม่นาน<o:p></o:p></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">กำลังพูดสายครับ</span>”<span lang="TH"> เสียงนุ่มทุ้มเบาๆ แต่กังวานเสียงนั้นก็บ่งบอกความเป็นผู้อาวุโส</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ฉันแนะนำตัวเสร็จสรรพก่อนจะเข้าประเด็นเพื่อขอสัมภาษณ์ ท่านนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับมาว่า </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">หนูไปดูหนังสือเล่มอื่นที่สัมภาษณ์ผมมาแล้วได้ไหม ผมอนุญาตให้หนูรีไรท์จากเล่มต่างๆ เป็นบทสัมภาษณ์ของหนูได้</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ฉันนิ่งไปสักพักเช่นกัน </span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">ไม่ได้หรอกค่ะคุณตา</span>”<span lang="TH"> ฉันถือโอกาสนับญาติ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ขออนุญาต</span><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">“<span lang="TH">คือหนูชื่นชอบงานเขียนของคุณตามากเลยค่ะ มีหนังสือหลายเล่มอยากเอาไปให้คุณตาเซ็นชื่อให้ หนูขอรบกวนเวลาเข้าไปพบได้ไหมคะ</span>”<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"">ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น แล้วรอยยิ้มก็ผุดกว้างขึ้นมา และรอคอยสัปดาห์ถัดไปด้วยใจตื่นเต้น</span><span style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New""><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ระวังนะ อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมาก ไม่เคยได้ยินที่เขาพูดๆ กันมาเหรอว่า นักเขียนน่ะ ตัวตนกับตัวอักษรต่างกันมาก บางคนตัวอักษรอ่อนช้อย สวยงาม โลกเต็มไปด้วยสีชมพู แต่ตัวตนจริงๆ ทำไมโลกทั้งโลกโคตรดำเลยวะ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”<o:p></o:p></font></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ฉันเพียงแค่พยักหน้ากับคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในความรู้สึกของฉัน เพื่อนๆ รู้กันดีว่า ฉันเป็นประเภทชื่นชมก็โคตรชื่นชม แต่ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าทำไม แล้วจากความรู้สึกชื่นชมก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นไม่ชอบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถ้ามีเหตุการณ์ใดหรือคำพูดใดจากคนผู้นั้น ทำให้ไม่ตรงใจแม้เพียงครั้งเดียว พวกเขาห่วงใยการมองโลกที่มีเพียงสีขาวและสีดำของฉัน แต่ก็ทำได้แค่เพียงพูดๆ เตือนๆ เพื่อบรรเทาอาการยินดีอย่างออกหน้าออกตาหรือโศกาปานโลกจะแตก ที่ฉันแสดงอาการออกมาอยู่บ่อยๆ</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">เออ รู้แล้วน่า</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”</font></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"> ฉันตัดบทอย่างเสียไม่ได้ ฉันผิดตรงไหน ที่จะมองภาพคนที่ฉันชื่นชมในผลงานเป็นภาพที่ดี</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์เพื่อเขียนคอลัมน์ ฉันคิดว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเท่าที่หวัง ตะกุกตะกัก ตื่นเต้น พูดผิดๆ ถูกๆ ประหม่า บอกตามตรงว่าบรรยายความรู้สึกไม่ถูก แต่สิ่งที่บรรยายได้ถูกคือ เวลา 2 ชั่วโมงนั้นฉันมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวความอิ่มเอมเปรมปลื้มได้เต็มที่ โลกสีขาวที่ฉันเคยมองนักเขียนท่านนี้ ขาวยิ่งกว่าเดิม</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ฉันประทับใจในตัวตนที่เต็มไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิของท่าน ซึ่งมิแตกต่างจากตัวอักษรที่ฉันเคยชื่นชอบ ความเป็นผู้รู้แต่ไม่อวดรู้ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ฉายให้เห็นด้วยคำพูด การเป็นผู้อาวุโสที่ยังคงคุณค่าในตัวตนด้วยการทำงาน คล้ายดอกบานเย็นเบ่งบานในยามเย็นที่แสงแดดทอดอ่อน สิ่งที่ท่านดำรงอยู่ คือสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดผ่านตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็น</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ไม่มีงานและหน้าที่ใดๆ รอคนทำอยู่หรอก แต่คนต่างหากที่จะต้องสร้างตัว และเสนอตัวเข้าไปรับงานและหน้าที่นั้นๆ คนเราเกิดมา ค่าของชีวิต อยู่ที่การทำงานและประโยชน์ให้แก่ชุมชน</span></em><font face="Times New Roman"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt">”</span></em><span style="FONT-SIZE: 16pt"> </span></font><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ชัยชนะของคนแพ้</span></strong><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ชีวิตของคนเรานี้เป็นของมีค่า เป็นรางวัลของธรรมชาติ ที่เราได้รับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่ควรที่จะปล่อยให้มันผ่านไปเปล่า อย่างไร้คุณค่าและไร้ความหมาย</span></em><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”</font></span></em><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"> ความรักของวัลยา</span></strong><strong><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ความดีเท่านั้นมิใช่หรือที่เป็นเครื่องวัดคุณค่าของเรา มิใช่เงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ และวงศ์สกุล</span></em><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"> </span></em><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ปีศาจ<o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ในช่วงอายุที่เลยวัยเกษียณมาแล้ว 24 ปี ท่านก็ยังเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอ สมกับที่เคยจารึกตัวอักษรไว้ว่า </span><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">วรรณกรรมก็เหมือนข้าว ที่ต้องมีการผลิตขึ้นมาใหม่เสมอ เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตทางวัฒนธรรม และชาวนาที่ปลูกตัวอักษร ก็ไม่เคยแล้งไปจากแผ่นดินไทย</span></em><em><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”</font></span></em><em><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"> </span></em><strong><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">ผมเป็นคนโยเดีย<o:p></o:p></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">คงมีชาวนาในสวนศิลป์น้อยคนที่ยังคงหว่านกล้าต้นอักษรในวัยอาวุโสเช่นนี้</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">วันนั้นฉันเดินออกมาด้วยรอยยิ้มพรายเต็มใบหน้า พร้อมลายมือของนักเขียนในดวงใจประทับไว้ในปกในของหนังสือที่ฉันหอบไปเพื่อขอลายเซ็นโดยเฉพาะ<o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">…………….<o:p></o:p></font></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p><font face="Times New Roman"> </font></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">เมษายน 2550 </span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span>ฉันกดลิฟต์ที่ตึกหลังหนึ่งในบริษัทมติชนขึ้นไปยังชั้น 6 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี ที่ฉันมีโอกาสได้มาไหว้นักเขียนอาวุโสท่านนี้ นึกถึงครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาพบท่าน ก่อนจบบทสัมภาษณ์ในวันนั้น ฉันขออนุญาตว่า ถ้ามีโอกาสในวันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ ขอมาไหว้ท่าน</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"><span style="mso-tab-count: 1">                </span></span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">“</font></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">เคยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เขามาคุยกับผม บอกว่าชื่นชอบอาจารย์มาก พวกผมจะมาหาอาจารย์อีก แต่ก็มาแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวก็ไม่ได้มาอีกเลย</span><span style="FONT-SIZE: 16pt"><font face="Times New Roman">”</font></span><span lang="TH" style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: "Angsana New"; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'"> ท่านพูดยิ้มๆ ฉันมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาด้วยความปลาบปลื้ม น้ำในร่างกายจุกขึ้นมาถึงลำคอ แต่ต้องขอบคุณจิต